- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หญิงปราบมารที่ไม่ปกติ อุบัติเหตุรักษ์โลกวิญญาณ ฉบับปรมาจารย์จำเป็น
- บทที่ 2711 คนที่ไม่ดีกับลูกตัวเอง จะดีกับหุ้นส่วนได้ยังไง?
บทที่ 2711 คนที่ไม่ดีกับลูกตัวเอง จะดีกับหุ้นส่วนได้ยังไง?
บทที่ 2711 คนที่ไม่ดีกับลูกตัวเอง จะดีกับหุ้นส่วนได้ยังไง?
บทที่ 2711 คนที่ไม่ดีกับลูกตัวเอง จะดีกับหุ้นส่วนได้ยังไง?
ครั้งนั้น ขนมแซงต์-ออนอเรถูกนำมาใช้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติสองคนจากจิงลั่ว ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา ธุรกิจของตระกูลเจียงก็จะก้าวไปอีกระดับ
ทั้งตระกูลเจียงให้ความสำคัญกับการต้อนรับครั้งนี้เป็นอย่างมาก เมื่อได้ยินว่าแขกผู้มีเกียรติชอบทานขนมหวานฝรั่งเศส จึงได้เชิญเชฟทำขนมจากประเทศหลานซีมาเป็นพิเศษ
ว่านซุ่ยได้ยินว่ามีขนมหวานให้ทาน ก็วิ่งไปยังห้องโถงหลักอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นคู่สามีภรรยาที่มีบุคลิกโดดเด่นกำลังนั่งพูดคุยและเพลิดเพลินกับของหวานอยู่บนโซฟากับสามีภรรยาตระกูลเจียง
เธอเรียกพ่อแม่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแล้วเดินเข้าไป
สีหน้าของสามีภรรยาตระกูลเจียงเปลี่ยนไปทันที แขกผู้มีเกียรติคู่นั้นมองเธออยู่หลายครั้งแล้วถามว่าเธอเป็นใคร สองสามีภรรยาตระกูลเจียงทำได้เพียงบอกว่านี่คือลูกสาวของพวกเขา และยังไม่ลืมเน้นย้ำว่าเพิ่งรับเธอกลับมาจากบ้านนอก เป็นการบอกเป็นนัยว่าเด็กคนนี้ไม่ได้อยู่ในการเลี้ยงดูของพวกเขา ดังนั้นการที่เธอไม่มีมารยาทจึงไม่ใช่ความผิดของพวกเขา
เมื่อว่านซุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งได้ใจ เธอนั่งลงบนโซฟา ยกขนมแซงต์-ออนอเรที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอกินอย่างเอร็ดอร่อยเกินไปหรือไม่ คู่สามีภรรยาแขกผู้มีเกียรติจึงพลอยรู้สึกว่าขนมแซงต์-ออนอเรนั้นอร่อยมากไปด้วย พวกเขาจึงกินเพิ่มอีกหลายคำ และเริ่มรู้สึกดีกับว่านซุ่ยขึ้นมาเล็กน้อย
แต่สามีภรรยาตระกูลเจียงกลับรังเกียจว่านซุ่ย รู้สึกว่าท่าทางการกินของเธอดูหยาบคายและไร้มารยาทเกินไป ดังนั้นจึงเอาแต่ดูถูกเธอ ทั้งยังขอโทษคู่สามีภรรยาแขกผู้มีเกียรติคู่นั้น บอกว่าลูกสาวคนนี้ทำตัวน่าขายขี้หน้า
แต่คู่สามีภรรยาคู่นี้เป็นพวกคลั่งรักลูกสาว พวกเขามีลูกชายสามคน มีลูกสาวเพียงคนเดียว ประคบประหงมราวกับแก้วตาดวงใจ อุ้มไว้ในมือก็กลัวจะปลิว อมไว้ในปากก็กลัวจะละลาย เมื่อได้ยินสามีภรรยาตระกูลเจียงพูดเช่นนั้น ความประทับใจที่มีต่อพวกเขาก็ลดลงอย่างมาก
คนที่ไม่ดีกับลูกตัวเอง จะดีกับหุ้นส่วนได้ยังไง?
ดังนั้นพวกเขาจึงมีสีหน้าเย็นชาลง ปฏิเสธที่จะอยู่รับประทานอาหารเย็นที่นัดกันไว้แล้วขอตัวกลับทันที แน่นอนว่าเรื่องธุรกิจก็เป็นอันล้มเลิกไป
สามีภรรยาตระกูลเจียงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พ่อของเธอถึงกับเงื้อมือขึ้นจะตบเธอ แต่ร่างของเธอว่องไวมาก ตอนนั้นจึงวิ่งหนีไปทันที และไม่ได้วิ่งกลับห้อง แต่กลับวิ่งออกจากบ้านไป
หลังจากวิ่งออกมาได้ไม่นาน ก็เจอกับนักข่าว นักข่าวพวกนี้เชี่ยวชาญด้านการขุดคุ้ยเรื่องภายในของตระกูลใหญ่มาเป็นข่าวซุบซิบ เมื่อเห็นเธอใส่รองเท้าแตะออกมาทั้งยังอยู่ในสภาพที่น่าสงสารเช่นนี้ ก็รีบวิ่งเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอเล่าเรื่องราวให้พวกเขาฟังด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว บอกว่าเพียงเพราะตัวเองกินขนมไปชิ้นหนึ่ง พ่อก็จะลงไม้ลงมือกับเธอ เธอจึงต้องหนีออกมาเพราะกลัวจะถูกตีจนตาย และยังพูดทั้งน้ำตาอีกว่าเธอรู้สถานะของตัวเองดี ขนมชิ้นนั้นเชฟทำขึ้นเป็นพิเศษ ไม่ได้มีส่วนของเธอ แต่เพราะมันหอมเกินไป เธอจึงอดใจไม่ไหว
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวที่สามีภรรยาตระกูลเจียงทารุณลูกสาวจนต้องอดอยาก และยังจะตีเธอให้ตายเพียงเพราะกินขนมไปชิ้นเดียวก็ขึ้นหน้าหนึ่ง กลายเป็นประเด็นร้อนให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์
นักข่าวบันเทิงเหล่านี้ถนัดเรื่องการใส่สีตีไข่เป็นที่สุด บทความทั้งบทความเต็มไปด้วยการประณามครอบครัวของเธออย่างรุนแรง ปลุกปั่นให้ผู้อ่านรู้สึกโกรธแค้นตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ สองสามีภรรยาตระกูลเจียงจึงถูกผู้คนชี้นิ้วนินทาอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งต้องจ่ายเงินก้อนโตเพื่อกลบกระแสข่าวนี้ เรื่องราวทั้งหมดจึงได้จบลง
ว่านซุ่ยตื่นจากภวังค์แห่งความทรงจำ แม้จะดูเหมือนยาวนาน แต่ความจริงแล้วเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเจียงนั้นราวกับเป็นเรื่องในชาติที่แล้ว
ในการต่อสู้ เพียงชั่วพริบตาก็สามารถตัดสินความเป็นความตายได้ ว่านซุ่ยเหม่อลอยไปหลายวินาที จนกระทั่งเห็นฟันของเถาอู้ใกล้จะกัดลงบนร่างของเธอแล้ว
แกรก
สิ้นเสียงดังแกรก ว่านซุ่ยก็ก้มลงมองร่างกายของตัวเอง
จุดที่เถาอู้กัดคือหน้าอก ตามปกติแล้วซี่โครงน่าจะถูกกัดหักทันที แต่คมเขี้ยวของอีกฝ่ายกลับไม่สามารถกัดทะลุผิวหนังของเธอได้ด้วยซ้ำ
ตรงกันข้าม ฟันของเถาอู้กลับปรากฏรอยร้าวขึ้นมาเส้นหนึ่ง
เงียบ
เงียบสงัดราวกับป่าช้า
ในดวงตาของเถาอู้ปรากฏแววตกตะลึง ส่วนว่านซุ่ยก็เงยหน้าขึ้นมองมันแวบหนึ่ง แววตานั้นทำให้มันรู้สึกขนหัวลุก ขนทั่วร่างของมันตั้งชันขึ้นทุกเส้น
เพียะ
ว่านซุ่ยตบหน้ามันไปหนึ่งฉาดจนร่างของมันกระเด็นออกไป
มันตกลงบนพื้น กลิ้งไปหลายตลบ แล้วกระโดดพรวดขึ้นมา แยกเขี้ยวใส่ว่านซุ่ย ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ
ว่านซุ่ยแตะร่างกายตัวเองอย่างประหลาดใจ ไม่ได้ถูกกัดทะลุจริงๆ ด้วยซ้ำ แม้แต่รอยแดงบวมก็ไม่มี นี่มันเรื่องอะไรกัน? เธอแข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอ?
เธอนึกขึ้นได้ว่าครั้งก่อนที่มาที่นี่ก็เป็นร่างจริง หรือว่าครั้งนี้ก็เป็นร่างจริงเช่นกัน?
หมายความว่ามีเพียงร่างจริงของเธอเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่แดนเซียนได้?
ถ้าอย่างนั้น ตอนที่เธอเข้าสู่ยมโลก ก็เป็นร่างจริงด้วยเหรอ? ทำไมราชันย์โจ้วเจวี๋ยอินกับคนอื่นๆ ถึงดูไม่ออกล่ะ?
เธอพลันนึกขึ้นได้ หรือว่าจะไม่ใช่ราชันย์โจ้วเจวี๋ยอินดูไม่ออก แต่เป็นเพราะดูออก ทว่าไม่ได้พูดออกมา?
พวกเขาโดดเดี่ยวเกินไปในโลกนั้น บางทีอาจจะอยากมีใครสักคนที่สามารถพูดคุยกับพวกเขา เล่าเรื่องราวบนโลกมนุษย์ให้พวกเขาฟังบ้างกระมัง
“โฮก!” เถาอู้พุ่งเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้โจมตีทางกายภาพโดยตรง แต่ใช้ไม้เด็ดออกมา
รอบตัวมันปรากฏรอยแยกยาวหนึ่งฉื่อขึ้นหลายสาย นั่นคือรอยแยกมิติ ซึ่งลอยตรงมาทางว่านซุ่ย
ว่านซุ่ยสัมผัสได้ถึงอันตราย จึงเคลื่อนตัวหลบอย่างรวดเร็ว เธอเห็นว่ารอยแยกเหล่านั้นมีแรงดูดมหาศาล ก้อนหินถูกดูดเข้าไป พอรอยแยกปิดตัวลง ก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผงในพริบตา
มันสามารถสร้างรอยแยกมิติเพื่อสังหารคนได้ด้วยหรือนี่?