- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หญิงปราบมารที่ไม่ปกติ อุบัติเหตุรักษ์โลกวิญญาณ ฉบับปรมาจารย์จำเป็น
- บทที่ 1371 ค่ายกลแตกแล้ว!
บทที่ 1371 ค่ายกลแตกแล้ว!
บทที่ 1371 ค่ายกลแตกแล้ว!
บทที่ 1371 ค่ายกลแตกแล้ว!
สายลมฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นพัดตรงไปยังแม่ทัพอวี่ ในวินาทีที่ดาบอันสะท้านฟ้าสะเทือนดินเล่มนั้นกำลังจะฟันทำลายกองหิน สายลมฤดูใบไม้ผลิสายนี้ก็พัดมาปะทะเข้ากับดาบเล่มนั้นพอดิบพอดี
สายลมฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นที่ดูเหมือนไร้พลังโดยสิ้นเชิง กลับหยุดยั้งดาบเล่มนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง ก่อนจะค่อยๆ หลอมละลายมันไปทีละนิ้ว
จนสลายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่เพียงเท่านั้น สายลมฤดูใบไม้ผลิสายนั้นยังไม่สลายไป แต่ยังคงพัดต่อไปยังทิศทางของแม่ทัพอวี่
แววตาของแม่ทัพอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาถอยหลังอย่างรวดเร็ว ทหารคนสนิทของเขาก็รีบพุ่งขึ้นไปข้างหน้า ยืนขวางอยู่ตรงหน้า
ว่านซุ่ยเองก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่า ทหารผีเหล่านี้จะจงรักภักดีต่อเขาถึงเพียงนี้
สายลมฤดูใบไม้ผลิสายนั้นพัดผ่านร่างของทหารคนสนิทหลายนายอย่างแผ่วเบา พวกมันต่างแสดงสีหน้าเจ็บปวดและเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง ราวกับได้ย้อนกลับไปในวันที่พวกมันสละชีพในสนามรบ พลางส่งเสียงคร่ำครวญออกมาเป็นระลอก
“ท่านแม่...”
ในวินาทีนั้น ในใจของพวกมันไม่มีความจงรักภักดีและความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้อีกต่อไปแล้ว มีเพียงความคิดถึงบ้านเกิดและครอบครัวเท่านั้น
อยากกลับไปกินข้าวธัญพืชฝีมือท่านแม่อีกสักครั้ง
ร่างกายของพวกมันสลายไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสายควันสีดำ
ทหารที่อยู่รอบๆ หลบไม่ทัน ถูกสายลมฤดูใบไม้ผลิสายนั้นพัดผ่าน ต่างก็กลายเป็นไอหมอกสีดำไปทีละคน ทำให้เหล่าทหารตกใจจนต้องรีบถอยร่น ขบวนทัพเริ่มสับสนวุ่นวาย
แม่ทัพอวี่โบกสะบัดดาบคู่กายอีกครั้ง แสงดาบก่อตัวเป็นอักขระยันต์ขนาดมหึมากลางอากาศ แล้วชี้ดาบยาวไปเบื้องหน้า ผลักอักขระยันต์นั้นให้พุ่งออกไป
อักขระยันต์นั้นส่องแสงสีเขียวอ่อนออกมา พุ่งเข้าปะทะกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ แสงสีเขียวกระจายออกไป ปั่นป่วนสายลมจนยุ่งเหยิง ก่อนจะสลายไปพร้อมกันอย่างเงียบงัน
สายตาของแม่ทัพอวี่แหลมคม ช่างเป็นค่ายกลสังหารที่ร้ายกาจยิ่งนัก
ผู้ที่วางค่ายกลผู้นี้เป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริง!
น่าเสียดายที่ข้าเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน
เขาหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากเอว
ของสิ่งนั้นเย็นเฉียบและมีน้ำหนักพอสมควร ในมือของเขาส่องแสงสีเขียวจางๆ ลำแสงสีเขียวไหลไปตามรอยแกะสลักทีละเส้น เผยให้เห็นเป็นภาพของพยัคฆ์โบราณตัวหนึ่ง
นั่นคือตราพยัคฆ์!
เขาโยนตราพยัคฆ์เข้าไปในค่ายกล พลางตวาดเสียงกร้าว “ด้วยวิญญาณทหารพันปี จงทำลายค่ายกลสังหาร! ไป!”
ตราพยัคฆ์นั้นพลันกลายร่างเป็นเสือสีเขียวมหึมากลางอากาศ ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ร่างของมันใหญ่กว่าซานจวินอยู่หลายเท่าตัว ทั้งยังมีกลิ่นอายของพยัคฆ์ขาวแห่งจตุรทิศ ก่อให้เกิดลมพายุพัดกระหน่ำจนต้นไม้ในหุบเขาเอนไหว แม้แต่ทหารผีที่อยู่ข้างหลังแม่ทัพอวี่ก็ยังล้มระเนระนาด
เสือสีเขียวมหึมาตัวนั้นพุ่งเข้าใส่เบื้องหน้าค่ายกลแปดทิศ ก่อนจะขย้ำลงไปอย่างรุนแรง กำแพงที่มองไม่เห็นของค่ายกลแปดทิศก็สาดแสงสีทองออกมา เผยให้เห็นรูปลักษณ์ของมัน
ภายใต้การขย้ำของตราพยัคฆ์ กำแพงนั้นสั่นไหวรุนแรงราวกับแผ่นฟิล์มบางๆ
ว่านซุ่ยหันไปมองตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง ณ ตำแหน่งหลีทางด้านซ้าย เปลวไฟบนไส้ตะเกียงกำลังสั่นไหวระริกตามไปด้วย
ทันใดนั้น เปลวไฟก็หรี่ลงอย่างรวดเร็วจนเหลือขนาดเท่าเมล็ดถั่ว ขณะเดียวกันกำแพงที่บางราวกับแผ่นฟิล์มก็ถูกตราพยัคฆ์ฉีกกระชากจนเกิดเป็นช่องโหว่
ค่ายกลแปดทิศพลันปรากฏช่องเปิดราวกับประตูบานหนึ่ง ส่วนกำแพงที่ยังไม่ถูกทำลายโดยรอบยังคงสั่นไหวเป็นระลอก ราวกับกำลังจะแตกสลายในไม่ช้า
เหล่านายกองดีใจอย่างยิ่ง “ทะ... ท่านแม่ทัพ ค่ายกลแตกแล้ว!”
“ค่ายกลยังไม่แตก” เสียงของแม่ทัพอวี่ต่ำและแหบแห้ง “เป็นเพียงแค่พวกเรามีสิทธิ์ที่จะบุกเข้าไปในค่ายกลเท่านั้น”
เขาโบกมือคราหนึ่ง พลนำสารโบกธงอาณัติสัญญาณ เสียงกลองดังกระหึ่ม ทุกจังหวะราวกับกระแทกเข้าใส่หัวใจ ปลุกเร้าให้เลือดลมพลุ่งพล่านฮึกเหิม
เหล่าทหารผีจัดขบวนทัพอย่างเป็นระเบียบ มุ่งหน้าสู่ช่องเปิดของค่ายกลแปดทิศ
กู้หลีมู่ตกใจจนหน้าซีดเผือด รีบพูดว่า “พี่ว่าน พวกมันบุกเข้ามาแล้ว พวกเราจะไปสกัดกั้นหรือไม่”
ทว่าว่านซุ่ยเพียงแค่มองไปยังทิศทางของกองทัพศัตรูด้วยสายตาลุ่มลึก สีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย ราวกับกำลังชมละครตลกฉากหนึ่ง
กู้หลีมู่เห็นเธอไม่พูดอะไร ในใจก็ร้อนรนจนแทบทนไม่ไหว
“พี่ว่าน ท่านพูดอะไรสักอย่างสิ!”
ว่านซุ่ยยังคงไม่ตอบ ปีศาจหนูกล่าวว่า “คุณหนูกู้ ท่านเจ้าเมืองย่อมมีวิจารณญาณของตนเอง พวกเราต้องเชื่อมั่นในตัวท่านเจ้าเมือง”
กู้หลีมู่ตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะมองไปยังปีศาจหนู ใช่แล้ว ในเมื่อพี่ว่านยังไม่ลงมือ ย่อมต้องมีเหตุผลของเธอเป็นแน่ ตนกลับไปสงสัยในตัวพี่ว่านเสียได้ ไม่ควรเลยจริงๆ
หรือเป็นเพราะฉันปรารถนาจะนำทัพออกรบมากเกินไป ถึงได้ใจร้อนถึงเพียงนี้
เธอรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง จึงตบศีรษะตนเองไปหนึ่งครั้ง ในการนำทัพสู้รบ สิ่งที่ต้องห้ามที่สุดคือความโอหังและใจร้อน เมื่อเธอเป็นเช่นนี้แล้ว พี่ว่านจะวางใจมอบกองทัพให้เธอนำได้อย่างไร
นั่นเป็นเพียงความคิดของกู้หลีมู่ฝ่ายเดียว ทว่าแท้จริงแล้วว่านซุ่ยกลับรู้สึกสมองตื้อไปหมด
อย่าได้เห็นว่าภายนอกเธอดูสงบนิ่ง แต่แท้จริงแล้วในใจกลับร้อนรนดั่งมดบนกระทะร้อนมานานแล้ว
แม่ทัพผีนั่นเป็นใครกันแน่ ถึงกับสามารถใช้ตราพยัคฆ์ทำลายค่ายกลแปดทิศของอัครเสนาบดีจูกัดเหลียงได้ หรือว่าเขาจะเป็นลูกหลานของพวกโจรซือหม่า*กัน
(*ตระกูลสุมาของสุมาอี้)
หรือฉันควรจะยกค้อนออกไปสู้กับเขาซึ่งๆ หน้าเลยดี
แต่ฝ่ายตรงข้ามมีทหารผีกว่าสามหมื่นนาย ส่วนฝ่ายเรามีทหารม้าเหล็กเพียงหนึ่งพันห้าร้อยนาย ทั้งยังไม่รู้ว่าผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังมีไพ่ตายอะไรซ่อนไว้อีก การนำทัพเข้าปะทะกับทหารผีโดยตรงจะดีแน่หรือ
หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ก็จะพลาดไปตลอดกาลมิใช่หรือ
เธอเองก็กำลังครุ่นคิดอย่างหนักเช่นกัน
เธอเคยเห็นคนพูดกันในอินเทอร์เน็ตมาก่อนว่า การบัญชาการกองทัพขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งพลังกายและพลังใจอย่างมหาศาล แม่ทัพชื่อดังหลายคนในบั้นปลายชีวิตไม่สามารถออกนำทัพได้อีก ก็เพราะร่างกายที่ทรุดโทรมลง
[จบตอน]