- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หญิงปราบมารที่ไม่ปกติ อุบัติเหตุรักษ์โลกวิญญาณ ฉบับปรมาจารย์จำเป็น
- บทที่ 1266 กระจกกรรมดีกรรมชั่ว
บทที่ 1266 กระจกกรรมดีกรรมชั่ว
บทที่ 1266 กระจกกรรมดีกรรมชั่ว
บทที่ 1266 กระจกกรรมดีกรรมชั่ว
คุณยายยังคงจ้องมองว่านซุ่ยไม่วางตา รอคอยคำตอบของเธอ
ว่านซุ่ยยอมรับการคุกเข่าคารวะในครั้งนี้ ก่อนจะเอ่ยถาม “คุณยอมรับหรือไม่ ว่าคุณไม่ได้อบรมสั่งสอนลูกชายคนนี้ให้ดี”
“ฉันยอมรับ” คุณยายร้องไห้น้ำตานองหน้า “สามีของฉันจากไปเร็ว ทิ้งให้ฉันเป็นแม่ม่ายต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง เพื่อที่จะเลี้ยงเขาให้เติบใหญ่ ฉันทำได้เพียงออกไปทำงานข้างนอก ทิ้งให้เขาอยู่ในการดูแลของย่าของเขา ฉันบกพร่องต่อหน้าที่ของความเป็นแม่ เขาถึงได้กลายเป็นคนแบบนี้ ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ถ้าสามารถทำให้เขาเลิกนิสัยติดพนันได้ ต่อให้ต้องตายทันที ฉันก็ยินดี”
ว่านซุ่ยอดถอนหายใจในใจไม่ได้ ครอบครัวอย่างเธอนั้น หากไม่ออกไปทำงานก็ไม่มีเงินเลี้ยงลูก แต่พอออกไปทำงานก็ไม่มีเวลาดูแลลูก
ช่างเป็นสถานการณ์ที่น่าลำบากใจเสียจริง
จะโทษว่าเธอจนแล้วไม่ควรมีลูกก็ไม่ได้ เพราะตอนที่เธอมีลูก ครอบครัวก็ยังรักใคร่กันดี การเลี้ยงดูก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่โชคไม่ดีที่เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
เรื่องราวบนโลกมนุษย์นี้ ใครเล่าจะสามารถอธิบายทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
“เฮ้อ... คุณยายหลี่คนนี้เป็นคนดีนะ ได้ยินว่าตอนที่ลำบากที่สุด ยังเคยส่งเสียลูกของญาติให้ได้เรียนหนังสือด้วยซ้ำ”
“น่าเสียดายที่ดันมีลูกเวรลูกกรรมแบบนี้”
“ถ้าตอนนั้นเธอทิ้งลูกไป แล้วแต่งงานใหม่เสีย ป่านนี้คงมีชีวิตที่ดีไปแล้ว”
“นางทิ้งลูกไม่ลงหรอก คนดีมีคุณธรรมก็มักจะต้องทนทุกข์แบบนี้แหละ”
“ใช่แล้ว ผู้หญิงที่มีคุณธรรมน่ะ ต้องทนทุกข์เป็นสองเท่าเลย”
ว่านซุ่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเก็บเงินหนึ่งหมื่นหยวนนั้นไว้
เสียงหวาเอ๋อร์ร้อนใจขึ้นมาทันที เขาโพล่งถาม “แกยังจะรับเงินไปจริงๆ เหรอ นี่เป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของแม่ฉันเลยนะ”
“นายก็รู้ว่าแม่ของนายหาเงินมาได้ด้วยความยากลำบาก แล้วทำไมนายยังจะเอาไปเล่นพนันอีก” กู้หลีมู่เอ่ยเสียงเย็นจากด้านข้าง
ในความคิดของเธอ คนแบบนี้ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ สั่งสอนด้วยกำลังสักครั้งก็น่าจะจบเรื่องแล้ว ตีให้เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะได้ไม่มีปัญญาไปเล่นพนันอีก
“ครั้งนี้ฉันจะช่วยคุณเอง” ว่านซุ่ยกล่าวกับคุณยาย “ถือว่าเป็นผลบุญที่คุณได้สร้างสมมาตลอดหลายปีแล้วกัน”
“แม่ฉันทำความดีมาตั้งหลายปี ถ้าจะมีผลบุญจริงก็ต้องบันดาลให้ฉันรวยมหาศาลสิ” เสียงหวาเอ๋อร์สวนกลับอย่างไม่พอใจ “ให้ฉันแทงพนันชนะทุกตานั่นแหละดีที่สุด!”
ทันใดนั้น พลันมีของสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของว่านซุ่ย มันคือกระจกบานหนึ่ง
เป็นกระจกทองสัมฤทธิ์โบราณขนาดเท่าฝ่ามือ ด้านหลังแกะสลักลวดลายพวงองุ่นอย่างงดงามวิจิตร มีริบบิ้นสีแดงผูกไว้ ส่วนด้านหน้ากลับมืดมัวจนมองไม่เห็นเงาสะท้อนใดๆ
ในสมัยโบราณมีอาชีพที่เรียกว่า ‘ช่างขัดกระจก’ เมื่อหน้ากระจกทองสัมฤทธิ์มืดมัวลง พวกเขาก็จะนำมันมาขัดให้เรียบอีกครั้ง หากขัดได้ดี ก็จะสามารถส่องเห็นเงาสะท้อนได้อย่างชัดเจน
นี่คือศาสตราวุธวิเศษที่ว่านซุ่ยซื้อมาจากเว็บไซต์ยมโลก
เสียงหวาเอ๋อร์กำลังจะเอ่ยปากถามว่านี่คืออะไร ว่านซุ่ยก็ยกกระจกขึ้นมาส่องตรงหน้าเขาแล้ว
กระจกที่เคยขุ่นมัวพลันเกิดระลอกคลื่นขึ้น ก่อนจะกลับมาสว่างไสวราวกับกระจกทั่วไป สะท้อนภาพใบหน้าของเขาออกมาอย่างชัดเจน
เขาปัดกระจกทิ้ง สบถด่าว่านซุ่ยว่า “บ้าไปแล้ว” จากนั้นก็ฉวยเงินก้อนนั้นกลับคืนมาโดยไม่สนใจคำห้ามปรามของแม่ แล้วมุ่งหน้าไปเล่นพนันต่อ
เช่นเดียวกับทุกครั้ง เขาเสียจนหมดตัว
เขาสูบบุหรี่พลางสบถด่าโชคชะตาพลาง ทันใดนั้นเพื่อนที่เล่นไพ่ด้วยกันเป็นประจำก็เดินเข้ามาหา พร้อมกับบอกว่ามีงานดีๆ มาเสนอให้ ถามว่าเขาสนใจหรือไม่
เขาถามว่าเป็นงานอะไร อีกฝ่ายบอกว่าเป็นงานบริการลูกค้าที่ภาคเหนือของประเทศเขมร เงินเดือนสูงถึงสองหมื่นหยวนต่อเดือน
หัวใจของเขาเต้นระรัว เขาไม่ฟังคำคัดค้านของแม่ คว้าเสื้อผ้าติดตัวไปเพียงสองชุดแล้วเดินตามเพื่อนคนนั้นไปทันที
เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทั้งสองเคยสนิทสนมกันมาก เขาจึงไม่คิดว่าเพื่อนจะหักหลังตัวเอง
เพื่อนคนนั้นพาเขาไปที่ประเทศขวานก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนรถจากประเทศขวานไปประเทศเขมร
แต่ทันทีที่ขึ้นรถในฝั่งประเทศขวาน เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เพื่อนสนิทของเขาหายตัวไปแล้ว เขาพยายามจะลงจากรถเพื่อตามหา แต่กลับถูกชายร่างกำยำบนรถชกเข้าที่ใบหน้าอย่างจังจนดั้งจมูกหัก
เขาถูกพาตัวมายังภาคเหนือของประเทศเขมร ที่แท้ก็คือถูกหลอกมาทำงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เขารู้ตัวว่าถูกหลอกแล้ว แต่ก็สิ้นไร้หนทางหนี ทำได้เพียงกัดฟันทำงานหลอกลวงเพื่อนร่วมชาติของตัวเองต่อไป
แต่เขาไม่มีความสามารถอะไรเลย แม้แต่ภาษาจีนกลางก็ยังพูดไม่ชัดเจน ทำให้ยอดแต่ละเดือนของเขารั้งท้ายอยู่เสมอ และถูกซ้อมไปนับครั้งไม่ถ้วน
ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลใหม่ทุกวัน มีครั้งหนึ่งถึงขั้นกระดูกหักสองท่อน เขาเจ็บปวดจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่กลับถูกทุบตีซ้ำอย่างทารุณยิ่งกว่าเดิม
เขารู้สึกเหมือนตัวเองตกนรกทั้งเป็น ในที่สุดก็เริ่มรู้สึกเสียใจ
หากเขาไม่ได้มาประเทศเขมรก็คงดี หากเขาไม่ได้ไว้ใจเพื่อนสนิทคนนั้นก็คงดี และหากเขาไม่ติดการพนันก็คงจะดีกว่านี้
แต่บนโลกนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเขมรเห็นว่าเขาหมดประโยชน์แล้ว จึงเลี้ยงเขาไว้เป็น “หมูเลือด” เพื่อสูบเลือดไปขาย
เขาถูกสูบเลือดในปริมาณมากทุกวัน จนร่างกายผ่ายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก รูปร่างซูบซีดราวกับซากศพเดินได้
ท้ายที่สุด เมื่อเห็นว่าเขาไม่สามารถผลิตเลือดได้อีกต่อไป พวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็จับเขาส่งขึ้นเตียงผ่าตัดเพื่อควักอวัยวะภายในไปขาย
ก่อนจะถูกฉีดยาสลบอย่างแรง ในห้วงสุดท้ายที่สติยังเลือนราง เขาพลันเห็นภาพแม่ของตนที่บ้านเกิดกำลังร้องไห้จนตาบอด เฝ้ารอการกลับมาของเขาอย่างสิ้นหวัง จนสุดท้ายต้องอดตายอย่างน่าเวทนาอยู่เพียงลำพังในบ้าน ศพของเธอถูกทิ้งไว้อยู่หลายวันกว่าจะมีเพื่อนบ้านมาพบ
[จบตอน]