- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หญิงปราบมารที่ไม่ปกติ อุบัติเหตุรักษ์โลกวิญญาณ ฉบับปรมาจารย์จำเป็น
- บทที่ 1126 อย่าไปยุ่ง รีบหนีเร็ว
บทที่ 1126 อย่าไปยุ่ง รีบหนีเร็ว
บทที่ 1126 อย่าไปยุ่ง รีบหนีเร็ว
บทที่ 1126 อย่าไปยุ่ง รีบหนีเร็ว
“วางสาย”
“ครับ”
ลูกน้องชาวเซี่ยอพยพวางสายแล้วกลับมาที่ข้างกายของอาปูลา อาปูลากล่าวว่า “ตีต่อไป”
ลูกน้องคนที่ทำหน้าที่ตีหยิบไม้กระบองขึ้นมาอีกครั้ง เสียงกรีดร้องดังขึ้น ลูกน้องคนนั้นตกใจสะดุ้ง ไม้กระบองในมือเขายังไม่ได้ฟาดลงไปเลย แล้วใครกันที่ร้อง
อาปูลาหันหน้าไปมองลูกน้องชาวเซี่ยอพยพที่อยู่ข้างกาย
หลังจากที่เขากรีดร้องออกมา เขาก็ล้มลงบนพื้น ชักกระตุกไม่หยุด แถมยังมีฟองฟอดออกจากปาก
อาปูลาก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที
ตริ๊งๆๆ...
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างพากันหันไปมองพร้อมกัน สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่โทรศัพท์เครื่องนั้น
บรรยากาศในห้องใต้ดินพลันเปลี่ยนเป็นน่าขนลุกอย่างยิ่งในทันที
สีหน้าของอาปูลาเคร่งขรึมลงทันที ในใจของคนอื่นๆ ก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
อาปูลาทอดสายตาไปยังลูกน้องสองสามคนนั้น เหล่าลูกน้องต่างเบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบตากับเขา กลัวว่าเขาจะเลือกตนเอง
แต่สุดท้ายอาปูลาก็เลือกคนหนึ่ง “แกไปรับ”
ลูกน้องคนนั้นแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา แต่เขาไม่กล้าขัดคำสั่งของอาปูลา ทำได้เพียงเดินไปรับโทรศัพท์
เขาหันกลับมาอย่างตัวสั่นงันงก “เขาต้องการให้ท่านรับสายครับ”
“ถามเขาสิว่าใคร”
หลังจากลูกน้องถามแล้วก็ส่ายหน้า “เขาบอกว่าผมไม่คู่ควรที่จะคุยกับเขาครับ”
“วางสาย!”
สีหน้าของลูกน้องซีดเผือด เขามองลูกน้องชาวเซี่ยอพยพที่ฟูมปากและชักกระตุกไม่หยุดอยู่บนพื้น ชั่วขณะหนึ่งถึงกับไม่กล้าที่จะวางสายโทรศัพท์
อาปูลาตวาดเสียงกร้าว “ข้าสั่งให้แกวางสาย!”
ลูกน้องคนนั้นใช้มือที่สั่นเทาวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องด้วยท่าทางที่เชื่องช้าอย่างยิ่ง
อาปูลาพุ่งเข้ามา คว้ามือของเขาไว้ แล้วกดหูโทรศัพท์ลงบนเครื่อง
ลูกน้องคนนั้นตกใจจนรีบชักมือกลับ
อาปูลามองเขาอย่างเย็นชา เขาก้มหน้าลง บนหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ
ทันใดนั้น เขาก็ตัวสั่นขึ้นมา ล้มลงบนพื้น ตาลอย และสั่นไม่หยุด
ดูเหมือนอาปูลาก็ตกใจเช่นกัน สีหน้าซีดเผือดเล็กน้อย หันหลังแล้วเดินออกไป พลางออกคำสั่งกับลูกน้องไปด้วย “ติดต่อปรมาจจารย์ตู้ลาทันที! เชิญเขามาที่คฤหาสน์ของข้าเดี๋ยวนี้!”
“ครับ” ลูกน้องอีกคนที่ยังใจหายไม่หาย รีบหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมา ติดต่อปรมาจารย์ท่านนั้น
ตอนนี้ไม่มีใครสนใจพ่อค้าของเก่าชาวต่างชาติคนนั้นอีกแล้ว
อาปูลาเดินออกจากห้องใต้ดิน ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขาหยิบออกมาดูก็พบว่าเป็นปรมาจารย์ตู้ลาที่โทรมา
เขากดรับสายทันที
ในขณะนั้น เสียงของลูกน้องที่กำลังคุยโทรศัพท์กับปรมาจารย์ตู้ลาก็ดังมาจากข้างหลัง
หัวใจของเขาหล่นวูบ แล้วคนที่กำลังคุยโทรศัพท์กับเขาอยู่ตอนนี้คือใครกัน
เขาอยากจะวางสายโทรศัพท์ตามสัญชาตญาณ แต่กลับได้ยินเสียงผู้ชายที่เย็นชาและมืดมนราวกับดังมาจากส่วนลึกของขุมนรกดังขึ้นจากปลายสาย
“อาปูลา ถ้าแกกล้าวางสาย แกก็จะเป็นเหมือนลูกน้องสองคนนั้น”
สีหน้าของอาปูลาดูไม่ได้เลย “แกต้องการอะไร”
“ข้าถูกใจของในมือแกชิ้นหนึ่ง” เสียงผู้ชายคนนั้นกล่าว
“ของอะไร”
“ของที่แกวางไว้ในห้องของเก่า” อีกฝ่ายไม่ได้บอกว่าของสิ่งนั้นคืออะไร
“แกไม่บอกข้าว่าเป็นอะไร แล้วข้าจะให้แกได้อย่างไร” อาปูลาถาม
“พรุ่งนี้ตอนเที่ยงคืน ข้าจะส่งคนมาที่บ้านแกเพื่อเอาของที่ข้าต้องการไป ถ้าแกไม่ยอมให้ ข้าก็ทำได้แค่เอาชีวิตของแกไปเท่านั้น”
พูดจบ อีกฝ่ายก็วางสายไป
สีหน้าของอาปูลายิ่งดำคล้ำลง
มีแต่เขาเท่านั้นที่ข่มขู่คนอื่น ไม่เคยมีใครมาข่มขู่เขาได้
ความโกรธเกรี้ยวพุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของหัวใจ ทำให้เขาโมโหจนแทบคลั่ง ขว้างโทรศัพท์มือถือลงบนพื้นอย่างแรง
“ปรมาจารย์ตู้ลาล่ะ” เขาคำรามลั่น “ไปรับปรมาจารย์ตู้ลามาเดี๋ยวนี้!”
ทางด้านว่านซุ่ย หลังจากวางสายโทรศัพท์แล้ว อารมณ์ก็ดีขึ้นมาไม่น้อย
โทรศัพท์ลี้ลับเครื่องนี้ใช้งานได้ดีเกินไปแล้วจริงๆ เวลาเธอใช้มันให้ความรู้สึกสะใจเหมือนได้เป็นตัวร้าย
ที่แท้การเป็นตัวร้ายมันสะใจแบบนี้นี่เองเหรอ
มิน่าล่ะ ตัวร้ายในหนังถึงชอบหัวเราะฮ่าๆ ตอนนี้เธอก็อยากจะหัวเราะดังๆ สักครั้งเหมือนกัน
เธอเก็บโทรศัพท์ลี้ลับไว้อย่างดี แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายอารมณ์ เดิมทีบนวอลเปเปอร์ที่มุมห้องปรากฏเงาร่างคนขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่หลังจากที่มันได้เห็นการกระทำระดับเทพของว่านซุ่ยแล้ว มันก็ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเงียบๆ
อย่าไปยุ่ง รีบหนีเร็ว
วันต่อมา ว่านซุ่ยก็ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ออกไปเดินเล่นข้างนอก หาของอร่อยกินไปทั่ว แล้วก็ซื้อของประดับชิ้นเล็กๆ ที่มีกลิ่นอายท้องถิ่นมาสองสามชิ้น
เสิ่นหาวเจี๋ยกับหลินเช่อยังส่งข้อความวีแชทมาให้เธอสองสามข้อความ ในนั้นมีรูปจากกองถ่ายอยู่สองสามใบ ทั้งสองคนสวมชุดประจำชาติของที่นี่ กำลังถ่ายทำอยู่ในคฤหาสน์หรูหลังหนึ่ง
เธอยังแวะไปดูที่ร้านขายของมือสองจางจี้เป็นพิเศษ แล้วก็ไปกินก๋วยเตี๋ยวหลอดชามหนึ่งที่ร้านไม่ไกลจากที่นั่น
ไม่ต้องให้ว่านซุ่ยไปสอบถามอะไรเลย เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวหลอดก็เอาแต่บ่นกับคนข้างๆ ว่าไม่คิดเลยว่าเหล่าจางจะฆ่าตัวตาย ปกติก็ดูไม่ออกเลยว่าเขาจะคิดสั้นแบบนี้
ลูกค้าข้างๆ บอกว่าตำรวจมาขอดูกล้องวงจรปิดแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลย แค่ตอนที่เถ้าแก่หยิบปืนขึ้นมา ภาพมันกระตุกไปนิดหนึ่ง แล้วเขาก็ล้มลงบนพื้น
“ฉันได้ยินมาว่าเหล่าจางไปกู้หนี้นอกระบบกับคนที่แซ่หรั่นมาเยอะมาก คงจะใช้คืนไม่ไหวแล้ว ถึงได้คิดสั้นแบบนี้”