- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หญิงปราบมารที่ไม่ปกติ อุบัติเหตุรักษ์โลกวิญญาณ ฉบับปรมาจารย์จำเป็น
- บทที่ 481 เที่ยงคืนยี่สิบสามนาที
บทที่ 481 เที่ยงคืนยี่สิบสามนาที
บทที่ 481 เที่ยงคืนยี่สิบสามนาที
บทที่ 481 เที่ยงคืนยี่สิบสามนาที
“บ้านเกิดของเธอเป็นอำเภอเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากเมืองอี้จิงไปกว่าสองร้อยกิโลเมตร ถนนหนทางในยามค่ำคืนนั้นมืดมิด เธอจึงเปิดระบบนำทางขึ้นมา ซึ่งระบบได้เสนอเส้นทางให้เธอสามเส้นทาง เธอเลือกเส้นทางที่ใช้เวลาน้อยที่สุด เพราะอยากจะกลับไปหาพ่อให้เร็วที่สุด”
“ตอนนั้นจิตใจของเธอสับสนวุ่นวาย จึงไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียดและขับรถออกไปทันที แต่ยิ่งขับไป เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ”
“เพราะระบบนำทางได้นำทางให้เธอลงจากทางด่วน แล้วเลี้ยวเข้าสู่ถนนอีกสายหนึ่ง”
“เธอจำได้ว่าด่านเก็บเงินทางลงคือด่านเก็บเงินผิงจิ่ง แต่เธอใช้เส้นทางสายนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว กลับไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่แห่งนี้มาก่อนเลย”
“เธอมองดูระบบนำทาง บนหน้าจอแสดงว่าเธอต้องผ่านสถานที่ที่เรียกว่าเมืองผิงจิ่ง เธอไม่ได้คิดอะไรมากนัก บางทีแผนที่อาจจะไม่ได้ผิดพลาด แต่อาจเป็นเพราะเธอไม่เคยรู้มาก่อนเสียเอง”
“ไม่นานรถของเธอก็ขับเข้ามาในเมืองผิงจิ่ง แต่เมืองนี้กลับดูแปลกประหลาด มีบ้านเรือนตั้งอยู่มากมาย ทว่าไม่มีหน้าต่างบานไหนเปิดไฟอยู่เลย ทุกบานต่างมืดสนิท หากเผลอมองเข้าไปชั่วแวบ ยังจะเห็นเงาคนไหววูบผ่านไป”
“เธอเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย พอมองดูเวลาก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะในเมืองนี้มีแต่ผู้สูงอายุ ทุกคนเลยเข้านอนกันเร็ว”
“แต่แล้ว เธอก็ค่อยๆ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เมืองผิงจิ่งแห่งนี้ดูเก่าแก่เกินไป ป้ายร้านค้าต่างๆ บนถนนแม้จะดูเหมือนใหม่ แต่ภาพวาดบนนั้นกลับดูโบราณนัก ราวกับเป็นของจากยุค 80-90 ของศตวรรษที่แล้ว แม้แต่รูปดาราที่ปรากฏอยู่ ก็ยังเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น”
“ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว เธอจึงรีบเหยียบคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็ว”
“โชคดีที่เธอขับผ่านเมืองผิงจิ่งมาได้อย่างราบรื่น แต่ในขณะที่กำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ระบบนำทางก็สั่งให้เธอเลี้ยวเข้าสู่ถนนเล็กๆ อีกสาย”
“ครั้งนี้ถนนแคบยิ่งกว่าเดิม แค่พอให้รถยนต์คันเล็กๆ ผ่านไปได้เท่านั้น น่าจะเป็นถนนภายในหมู่บ้าน ยิ่งขับลึกเข้าไปก็ยิ่งเปลี่ยว สองข้างทางถึงกับมีป่าทึบปรากฏขึ้น”
“นี่คือช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงของเหลียวตง โดยปกติแล้วใบไม้ควรร่วงโรยไปหมดสิ้น เหลือเพียงกิ่งก้านอันโกร๋นเกร๋น แต่ที่น่าแปลกคือป่าไม้ที่นี่กลับยังคงหนาทึบ อีกทั้งยังมีพงหญ้ารกชัฏ เธอถึงกับได้ยินเสียงสัตว์เล็กๆ วิ่งอยู่ในพงหญ้า”
“เธอไม่กล้าจอดรถ จึงมองดูระบบนำทางอีกครั้ง หน้าจอแสดงว่านี่คือเส้นทางที่ใกล้ที่สุดเพื่อกลับไปยังบ้านเกิด แต่ถนนสายนี้เธอไม่เคยเห็นมาก่อน และระบบนำทางก็ไม่เคยแนะนำเส้นทางนี้ให้เธอเลยสักครั้ง”
“เธอมองดูเวลาที่จะถึงบ้านอีกครั้ง เมื่อได้เห็นตัวเลขบนหน้าจอ สีหน้าของเธอก็พลันเปลี่ยนไป”
“เวลาที่จะไปถึงคือเที่ยงคืนยี่สิบสามนาที เหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงกว่าๆ”
“ปกติแล้วการขับรถกลับบ้านบนทางด่วนต้องใช้เวลาถึงสามชั่วโมงกว่า หากใช้เส้นทางอื่นที่ไม่ได้ขึ้นทางด่วน เวลาก็มักจะนานกว่านี้เสียอีก แล้วทำไมครั้งนี้ถึงใช้เวลาน้อยขนาดนี้”
“เธอมองถนนที่มืดมิดเบื้องหน้า ในที่สุดความกลัวก็เข้าครอบงำทุกสิ่ง เธอตัดสินใจหักหัวรถกลับ แล้วขับย้อนไปตามเส้นทางเดิม”
“ในตอนนั้นเอง เสียงจากระบบนำทางก็ดังขึ้น แจ้งเตือนว่าเธอขับออกนอกเส้นทางและกำลังคำนวณเส้นทางให้ใหม่ ในไม่ช้าเส้นทางใหม่ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ แม้จะยาวกว่าเส้นทางเดิมเล็กน้อย แต่เมื่อเธอมองเวลาที่จะไปถึงจุดหมาย ก็ยังคงเป็นเที่ยงคืนยี่สิบสามนาทีไม่เปลี่ยนแปลง”
“ในใจของเธอพลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา จึงไม่กล้าขับตามคำแนะนำของระบบนำทางอีกต่อไป เธอทำได้เพียงขับย้อนกลับไปตามความทรงจำของตัวเอง แต่ยิ่งขับไป ก็ดูเหมือนจะยิ่งหลงทาง ระบบนำทางยังคงคำนวณเส้นทางใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะคำนวณใหม่อย่างไร เวลาที่จะไปถึงจุดหมายก็ยังคงเป็นเที่ยงคืนยี่สิบสามนาที”
“เธอรู้สึกหนังศีรษะชาไปหมด ขนทั่วร่างกายลุกชัน ไม่กล้าขับรถต่อไปอีก ทำได้เพียงจอดรถไว้ข้างทาง แล้วโทรศัพท์หาคนในครอบครัว แต่ที่น่าแปลกคือ ไม่ว่าจะโทรหาคุณอาหรือคุณป้า ก็ไม่มีใครรับสายเลย”
“เธอจึงตัดสินใจรออีกสักครู่แล้วค่อยโทรใหม่ ในเมื่อโทรศัพท์ยังมีสัญญาณ เธอจึงลองเปิดเบราว์เซอร์แล้วค้นหาสถานที่ที่ชื่อว่า ‘เมืองผิงจิ่ง’”
“ผลการค้นหาทำให้เธอต้องตกตะลึง ที่แท้ในบริเวณนี้เคยมีเมืองเล็กๆ ชื่อว่าเมืองผิงจิ่งอยู่จริงๆ และเคยมีผู้อยู่อาศัยหลายร้อยครัวเรือน แต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่นี่ได้เกิดเหตุอ่างเก็บน้ำพังทลาย กระแสน้ำได้เข้าท่วมทำลายเมืองเล็กๆ แห่งนี้จนพังพินาศ และเนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางคืน จึงมีผู้คนจมน้ำเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ต่อมาถึงแม้น้ำจะลดลงแล้ว แต่บ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมก็กลายเป็นอาคารเสี่ยงอันตราย ไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป ชาวบ้านจึงพากันย้ายไปอยู่ที่เมืองอี้จิงกันหมด ทำให้เมืองผิงจิ่งแห่งเดิมต้องกลายเป็นเมืองร้างนับแต่นั้นมา”
“เสี่ยวเสวี่ยยิ่งอ่านก็ยิ่งหวาดกลัว ถ้าเมืองผิงจิ่งไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว แล้วสิ่งที่เธอเห็นก่อนหน้านี้คืออะไรกัน หรือว่าเธอจะเดินทางข้ามเวลาไปยังยุค 90 และได้เห็นเมืองผิงจิ่งในอดีต”
“ด้วยความกลัวสุดขีด เธอจึงตัดสินใจโทรแจ้งตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือ เธอรีบกดหมายเลข 110 ทันที”
“ครั้งนี้กลับโทรติดในทันที เธอรีบเล่าให้เจ้าหน้าที่หญิงปลายสายฟังว่าตนเองหลงทาง ตอนนี้อยู่ในที่เปลี่ยว ไม่เห็นทั้งหมู่บ้านหรือร้านค้า และขอให้ตำรวจส่งคนมาพาเธอกลับไปที่ทางด่วน”
“เจ้าหน้าที่หญิงปลายสายสอบถามตำแหน่งของเธอ เธอมองดูระบบนำทางแล้วจึงบอกตำแหน่งปัจจุบันของตนเองไป เจ้าหน้าที่หญิงบอกให้เธอรออยู่ที่เดิม อย่าเพิ่งไปไหน เดี๋ยวตำรวจจะรีบไปถึงที่เกิดเหตุ”
“เสี่ยวเสวี่ยถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วนั่งรออยู่ในรถ เธอยังไม่ได้ปิดระบบนำทาง และเวลาที่จะไปถึงจุดหมายบนหน้าจอก็ยังคงเป็น...เที่ยงคืนยี่สิบสามนาที”
“เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาที่ปรากฏบนหน้าจอเข้ามาทุกขณะ เธอก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายและหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ”
[จบตอน]