- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หญิงปราบมารที่ไม่ปกติ อุบัติเหตุรักษ์โลกวิญญาณ ฉบับปรมาจารย์จำเป็น
- บทที่ 361 คุณทำผิดพลาดไปอย่างหนึ่ง
บทที่ 361 คุณทำผิดพลาดไปอย่างหนึ่ง
บทที่ 361 คุณทำผิดพลาดไปอย่างหนึ่ง
บทที่ 361 คุณทำผิดพลาดไปอย่างหนึ่ง
“ก็เข้ามาง่ายๆ แบบนี้แหละ” ว่านซุ่ยกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
อันที่จริงก่อนมา เธอได้เขียนแผนการไว้ฉบับหนึ่ง
ถึงจะไม่ใช่นิยาย แต่น่าจะมีประโยชน์เหมือนกัน...มั้ง?
เธอเขียนมันบนเครื่องบิน ความยาวสองพันคำ เขียนเกี่ยวกับวิธีลักลอบเข้ามาโดยไม่ให้ระบบรักษาความปลอดภัยแจ้งเตือน
เขียนเสร็จเธอยังรู้สึกว่ามันเวอร์เกินไป เธอไม่รู้วิธีการของตระกูลไป๋ด้วยซ้ำ เขียนมั่วๆ ไปจะมีประโยชน์เหรอ?
ไม่น่าเชื่อ...ว่าจะมีประโยชน์จริงๆ
ตระกูลไป๋ก็นับเป็นตระกูลเก่าแก่ของเป่ยเฉิง ทายาทสายตรงล้วนอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลหลัก
นี่เป็นคฤหาสน์สไตล์จีนท้องถิ่น แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าตระกูลฟาง แต่ก็มีภูเขาและสายน้ำ
สภาพแวดล้อมแบบนี้ ง่ายต่อการลักลอบเข้ามาที่สุด
ดังนั้นเธอจึงทำตามที่เขียนไว้ในแผนการ รอให้คนรับใช้ข้างในออกมาทิ้งขยะที่ประตูข้าง แล้วก็แอบมุดเข้าไป จากนั้นก็กะเวลาหลบเลี่ยงบอดี้การ์ดที่เดินลาดตระเวน หลบกล้องวงจรปิด แล้วมาถึงเรือนพักเล็กๆ ที่ไป๋หนานอาศัยอยู่อย่างเงียบเชียบ
ไป๋หนานคงคาดไม่ถึงว่าจะมีคนลักลอบเข้ามาได้ลึกขนาดนี้ จึงไม่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดที่นี่ เพียงแค่จัดบอดี้การ์ดที่ร่างใหญ่ราวกับหมีสี่คนมาเฝ้ายาม
แต่บอดี้การ์ดเหล่านี้จะเปลี่ยนเวรตอนตีหนึ่ง เธอจึงอาศัยจังหวะเปลี่ยนเวรนี้แอบเข้ามา
ตอนนั้นไป๋หนานยังไม่กลับมา เธอจึงซ่อนตัวอยู่ในห้อง จนเกือบตีสองคนถึงกลับมา ในอ้อมกอดยังโอบสาวงามชาวต่างชาติผมบลอนด์ตาสีฟ้ามาด้วยคนหนึ่ง
พวกเขาตรงขึ้นไปชั้นบน แล้วเริ่ม ‘ทำเรื่องอย่างว่า’
ไอ้เรื่องแบบนี้... คนเป็นหลานสาวจะไปรบกวนน้าชายแท้ๆ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มันก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เธอจึงรออยู่ข้างล่างนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ข้างบนถึงกับทำกิจกรรมกันนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ว่านซุ่ยตกตะลึงเลยทีเดียว สุขภาพร่างกายน้าชายดีขนาดนี้เลยเหรอ?
อุตส่าห์รอจนเสร็จกิจ น้าชายดันลงมาดื่มเหล้าคนเดียว
โอกาสดี
ไป๋หนานตะโกนเรียกคนข้างนอกทันที “บอดี้การ์ด!”
“ไม่ต้องตะโกนหรอก ตอนนี้คุณอยู่ในพื้นที่บอดแล้ว” ว่านซุ่ยกล่าว
ไป๋หนานตกใจสะดุ้ง มองไปรอบๆ อย่างหวาดกลัว พบว่าสภาพแวดล้อมในห้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่เรือนพักเล็กๆ ที่ตกแต่งด้วยไม้ฮวาหลีทั้งหลังอย่างเรียบหรูแต่อลังการของเขาอีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นห้องธรรมดาๆ ขนาดสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นที่คับแคบ การตกแต่งยังเป็นสไตล์ยุค 90 บนผนังแขวนปฏิทินแบบม้วน รูปบนปฏิทินเป็นสาวงามสไตล์ย้อนยุค วันที่คือเดือนพฤษภาคม ปี 1992
“นี่มันที่ไหน?” ไป๋หนานถามด้วยความตกใจ
“อย่าตื่นเต้นไปค่ะน้าชาย นี่เป็นศาสตราวุธวิเศษชิ้นหนึ่ง” ว่านซุ่ยหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมา รูปถ่ายนั้นเหลืองซีด ภาพข้างในคือห้องนี้นั่นเอง “ที่นี่ชั่วคราวจะไม่มีภูตผีปีศาจ เพียงแค่จะขังคนไว้ข้างในเท่านั้น”
นี่เป็นของที่เธอค้นเจอจากศพแห้งในเหมืองแร่พวกนั้น
ไป๋หนานกัดฟัน พยายามทำใจให้เย็นลง “เธอต้องการอะไร?”
“ประโยคนี้ฉันควรถามคุณมากกว่านะ” ว่านซุ่ยถอนหายใจ “ในฐานะที่เป็นน้าชาย ถึงกับวางแผนฆ่าหลานสาวแท้ๆ ของตัวเอง น้าชาย คุณต้องการอะไรกันแน่?”
“เธอพูดเรื่องอะไร ฉันฟังไม่รู้เรื่อง” ไป๋หนานย่อมไม่ยอมรับ
ว่านซุ่ยไม่สนใจว่าเขาจะยอมรับหรือไม่ พูดต่อว่า “เพื่อจะฆ่าฉัน คุณทำให้เพื่อนร่วมชั้นผู้บริสุทธิ์ของฉันต้องตายไปหลายคน และยังพลอยทำให้ครูที่เคยช่วยฉันไว้คนหนึ่งต้องเดือดร้อนไปด้วย”
แม้คุณครูหวังจะถูกพวกปล่อยเงินกู้นอกระบบฆ่าตาย แต่ใครจะรู้ว่าเรื่องนี้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ลี้ลับหรือไม่?
ไป๋หนานย่อมไม่ยอมรับ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน เธอไม่มีหลักฐาน อย่ามากล่าวหาคนอื่นมั่วๆ”
ว่านซุ่ยนั่งลงบนโซฟา เดิมทีบ้านของไป๋หนานใช้โซฟาหนังแท้ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นโซฟาบุผ้าธรรมดาที่ปูด้วยผ้าฝ้าย
“คุณทำผิดพลาดไปอย่างหนึ่ง” เธอกล่าว
ไป๋หนานขมวดคิ้ว ไม่ได้รับคำ แต่รอให้เธอพูดต่อไป
ว่านซุ่ยกล่าว “คุณไม่ควรมอบกระจกที่มีภูตผีปีศาจซ่อนอยู่บานนั้นให้หลี่เหวินจวิน”
ไป๋หนานใจหายวาบ นี่เธอรู้ไปถึงเรื่องหลี่เหวินจวินเลยเหรอ?
“จุดประสงค์เดิมของคุณคือให้หล่อนใช้กระจกจัดการฉัน น่าเสียดายที่ฉันไม่เป็นอะไร แต่หล่อนกลับถูกภูตผีปีศาจลากเข้าไปในโลกในกระจกแทน”
แววตาของไป๋หนานเปลี่ยนไป แต่เขาหันหน้าหนี หลบสายตาว่านซุ่ย ไม่ให้เธอเห็นอารมณ์ของตนเอง
“ภูตผีปีศาจในกระจกแทนที่หล่อน” ว่านซุ่ยพูดอย่างเนิบนาบ “ภูตผีปีศาจตนนั้นเพื่อที่จะหนีรอดจากมือฉัน จึงบอกความลับของผู้บงการเบื้องหลังแก่ฉัน”
ไป๋หนานตกใจแทบสิ้นสติ กระจกภูตผีบานนั้นเขาจ่ายเงินก้อนโตซื้อมาจากคนในยุทธภพคนหนึ่ง ได้ยินว่าในกระจกบานนี้มีภูตผีปีศาจที่น่ากลัวมากซ่อนอยู่ เคยฆ่าคนมาไม่น้อย มันจะลากคนเข้าไปในโลกในกระจก ขังพวกเขาไว้ในนั้นตลอดกาล ไม่สามารถหนีออกมาได้
ตอนนั้นคนที่ขายกระจกให้เขายังกำชับเป็นพิเศษว่า ห้ามส่องกระจกเด็ดขาด ต้องใช้ผ้าแพรสีแดงสดคลุมกระจกไว้ มิฉะนั้นถ้าถูกภูตผีปีศาจฆ่าตาย เขาจะไม่รับผิดชอบ
เขาคิดว่าต่อให้ฆ่าว่านซุ่ยไม่ได้ ก็สามารถทำให้เธอหายสาบสูญไปตลอดกาลได้ คิดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่ภูตผีปีศาจในกระจกบานนั้น ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับเธอ
เขากดข่มความหวาดกลัวและความตกตะลึงในใจ พยายามทำเสียงให้เย็นชาที่สุด “เธอกลับไปเชื่อคำพูดของภูตผีปีศาจตนหนึ่งงั้นเหรอ?”
“ไม่เชื่อภูตผีปีศาจตนนั้น จะให้เชื่อคุณเหรอ?” ว่านซุ่ยยิ้มบางๆ “แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ภูตผีปีศาจตนนั้นอีกเดี๋ยวก็จะถูกคนของหน่วยสืบสวนคดีพิเศษจับตัวได้ พวกเขาย่อมมีวิธีรีดข้อมูลจากปากของมันได้มากกว่านี้แน่นอน”