- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หญิงปราบมารที่ไม่ปกติ อุบัติเหตุรักษ์โลกวิญญาณ ฉบับปรมาจารย์จำเป็น
- บทที่ 58 พวกเขาถูกขังอยู่ในบ้าน
บทที่ 58 พวกเขาถูกขังอยู่ในบ้าน
บทที่ 58 พวกเขาถูกขังอยู่ในบ้าน
บทที่ 58 พวกเขาถูกขังอยู่ในบ้าน
เธอฮัมเพลงสองสามท่อนอย่างอารมณ์ดีพลางเก็บกวาดเตาจนเสร็จ พอหันกลับมา มือก็ไปสัมผัสกับบางสิ่งที่เย็นเฉียบเข้า
“โอ๊ย” เธอร้องออกมาเบาๆ แล้วรีบชักมือกลับ แต่เมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร ดวงตาของเธอก็พลันเบิกกว้าง
“อ๊า!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลเฉิน แสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่ตกดิน เหลือไว้เพียงความเงียบสงัดราวป่าช้า
…
ว่านซุ่ยนำอาหารเย็นไปส่งที่ห้องของหลินซีเฉิน หลังจากจัดวางอาหารให้เขาเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะจากไป เธอก็ได้ยินเขาเอ่ยขึ้น “อยู่กินด้วยกันสิ”
ว่านซุ่ยชะงักไปเล็กน้อยแล้วกล่าว “ฉันกินมาแล้วค่ะ”
“คุณยังไม่ได้กิน” รถเข็นของหลินซีเฉินค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาหา
ว่านซุ่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง อันที่จริงเธอยังไม่ได้กินอะไรเลย แค่รู้สึกว่าการต้องมานั่งกินข้าวเย็นด้วยกันแบบนี้มันให้ความรู้สึกแปลกๆ
หากมีครั้งนี้แล้ว ครั้งหน้าจะต้องมีอีกหรือไม่ หรือว่าหลังจากนี้จะต้องกินข้าวด้วยกันตลอดไป
การชวนไปกินหม้อไฟก็เรื่องหนึ่ง แต่การมากินข้าวด้วยกันทุกวันมันประหลาดเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งที่แล้วตอนกินหม้อไฟก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ถือเป็นลางที่ไม่ดีเลย
“คุณกำลังหลบหน้าผมอยู่หรือเปล่า” หลินซีเฉินเอ่ยถามขึ้นมาตรงๆ
“หา” ว่านซุ่ยเต็มไปด้วยความงุนงง “ทำไมฉันต้องหลบหน้าคุณด้วยล่ะคะ”
หลินซีเฉินจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเบาๆ “เข้าใจแล้ว คุณแค่เป็นพวกไม่ชอบสุงสิงกับใคร”
ว่านซุ่ย “...”
ดูคนแม่นจริงๆ
“ในเมื่อคุณไม่เต็มใจ ผมก็ไม่บังคับ” หลินซีเฉินกล่าวอย่างเรียบเฉย “แต่ต่อไปนี้ถ้ามีเรื่องลำบากอะไร ก็มาหาผมได้เสมอ ผมช่วยคุณแก้ปัญหาได้”
“ขอบคุณค่ะ” ว่านซุ่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “ฉันแก้ปัญหาเองได้ค่ะ”
หลินซีเฉินกลับพูดอย่างมีความหมายแฝงว่า “ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะแก้ปัญหาคนเดียวได้”
ว่านซุ่ยหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าว “ตั้งแต่พ่อแม่บุญธรรมของฉันจากไป ฉันก็แก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวมาตลอดค่ะ”
แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ “เมื่อก่อนไม่เคยมีใครมาช่วยฉัน ต่อไปก็ไม่จำเป็น”
พูดจบ เธอก็โค้งศีรษะให้หลินซีเฉินเล็กน้อย แล้วเดินออกจากห้อง 36-7 ไป
หลินซีเฉินมองแผ่นหลังของเธอแล้วจมอยู่ในภวังค์เงียบงัน
ว่านซุ่ยเพิ่งกลับถึงบ้านก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นสายจากเฉินจี้ชวน
เธอไม่อยากรับโทรศัพท์ของเขาเลย แต่ไม่รู้ทำไม ในใจกลับมีลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่าเธอต้องรับสายนี้ให้ได้
หรือว่าทางนั้นจะเกิดเรื่องขึ้นแล้ว
เธอกดรับสายแล้วเอ่ยปากถามทันที “พระพุทธรูปองค์นั้นเกิดเรื่องขึ้นแล้วเหรอคะ”
มือของเฉินจี้ชวนสั่นเทา เขาถามด้วยความประหลาดใจ “คุณรู้ได้ยังไง”
ว่านซุ่ยถึงกับพูดไม่ออก ถ้าไม่มีเรื่องเกิดขึ้น คุณจะโทรมาหาฉันทำไม
“อย่าถามคำถามโง่ๆ แบบนี้เลยค่ะ ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น”
เฉินจี้ชวนกลับเข้าใจความหมายของเธอผิดไป เขาคิดว่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของว่านซุ่ยคือ ‘คุณก็รู้ว่าฉันทำนายทายทักได้ ยังจะมาถามฉันอีก’
ผู้หญิงคนนี้เก่งกาจจริงๆ เมื่อก่อนทำไมเขาถึงดูไม่ออกนะ
ในความทรงจำของเขา ผู้หญิงคนนี้เป็นพวกอ่อนแอไร้ทางสู้ แถมยังเป็นพวกวัตถุนิยมจอมเสแสร้ง
และในวันนี้ เป็นครั้งแรกที่เขาค้นพบว่าผู้หญิงคนนี้ล้ำลึกเกินหยั่งถึง
“พระพุทธรูปองค์นั้นออกมาจากห้องเก็บของเอง” น้ำเสียงของเขาต่ำลง แฝงไปด้วยความกังวล “มันเข้าไปในห้องครัว ฆ่าคนรับใช้ชื่อเสี่ยวไต้ไปแล้ว”
ตอนนั้นเสี่ยวถัง สาวใช้ยกซุปบำรุงไปให้คุณย่าตระกูลเฉิน แต่คุณย่ากำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่งจึงปัดมือทีเดียว น้ำซุปร้อนๆ ก็หกราดตัวเธอ
เสี่ยวถังรู้สึกน้อยใจ แต่เพราะเงินเดือนที่ตระกูลเฉินให้สูงมาก เธอจึงทำได้แค่ข่มความโกรธเอาไว้ แล้วนำเศษถ้วยกระเบื้องที่เก็บกวาดแล้วกลับไปที่ห้องครัว
ใครจะไปคาดคิดว่าพอเธอเข้าไปในห้องครัวก็เห็นพระพุทธรูปองค์นั้น ส่วนเสี่ยวไต้นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ในปากเต็มไปด้วยเลือด...สิ้นใจไปแล้ว
เธอกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว แล้ววิ่งหนีออกจากห้องครัวไป
กว่าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตระกูลเฉินจะเข้าไปในห้องครัว พระพุทธรูปองค์นั้นก็หายไปแล้ว ส่วนเสี่ยวไต้ถูกดึงลิ้นออกมาทั้งเป็น สิ้นใจตายคาที่ และลิ้นของเธอก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
หัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่าที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ขอให้คุณย่าตระกูลเฉินนำทุกคนในตระกูลรีบอพยพออกไป
แต่พอพวกเขาเดินมาถึงประตูคฤหาสน์ ก็ได้รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
นอกประตูเหล็กดัดทรงโค้งนั้นมืดสนิท ไม่ต้องพูดถึงตึกรามบ้านช่องเลย แม้แต่ไฟถนนก็มองไม่เห็นสักดวง ราวกับเป็นห้วงเหวที่มืดมิด
พวกเขาพยายามขับรถออกจากประตู แต่กลับพบว่าในวินาทีที่รถขับพ้นประตูใหญ่ พวกเขาก็ขับรถกลับเข้ามาทางประตูใหญ่อีกครั้ง
พวกเขาถูกขังอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้เสียแล้ว
ว่านซุ่ยขมวดคิ้วแน่น เดิมทีเธอไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลเฉิน แต่ภายในคฤหาสน์นอกจากคนของตระกูลแล้ว ยังมีคนรับใช้และคนสวนอีกมากมายทำงานอยู่ที่นั่น
คนเหล่านั้นไม่ควรต้องมารับเคราะห์จากการกระทำของตระกูลเฉิน
เฉินจี้ชวนกล่าวว่า “ว่านซุ่ย แค่ครั้งนี้ขอให้คุณช่วยตระกูลเฉินของเรารอดพ้นจากภัยพิบัติไปให้ได้ คุณก็คือผู้มีพระคุณของเรา ไม่ว่าคุณจะเรียกร้องอะไร พวกเรายินดีให้ทุกอย่าง และจะไม่มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น”
ในน้ำเสียงของเขาสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาอยู่บ้าง แต่ในฐานะผู้สืบทอดของตระกูล เขายังคงพยายามข่มความหวาดกลัวและความไม่สบายใจเอาไว้
ในเวลานี้เขาจะแสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อยไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นบรรดาผู้หญิงและเด็กในบ้านจะต้องสติแตกกันหมดแน่
ว่านซุ่ยรู้สึกสับสนอย่างมาก อันที่จริงเธอก็อยากจะช่วยคนงานของตระกูลเฉิน แต่ปัญหาคือเธอไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรนี่สิ!
“คุณชายใหญ่ แย่แล้วค่ะ พระพุทธรูปองค์นั้นปรากฏตัวขึ้นมาอีกแล้ว!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากปลายสาย เพราะตกใจมากเกินไปจึงพูดจาติดๆ ขัดๆ “คุณเจียหมิง...มะ...ไม่ระวังไปแตะต้องมันเข้าแล้วค่ะ!”
[จบตอน]