- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หญิงปราบมารที่ไม่ปกติ อุบัติเหตุรักษ์โลกวิญญาณ ฉบับปรมาจารย์จำเป็น
- บทที่ 47 ตระกูลเจียงเสียหน้าไม่ได้ขนาดนั้น
บทที่ 47 ตระกูลเจียงเสียหน้าไม่ได้ขนาดนั้น
บทที่ 47 ตระกูลเจียงเสียหน้าไม่ได้ขนาดนั้น
บทที่ 47 ตระกูลเจียงเสียหน้าไม่ได้ขนาดนั้น
คำด่าทออันแสนร้ายกาจของคุณนายเจียงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อว่านซุ่ยแม้แต่น้อย เธอไม่เคยเก็บมาใส่ใจให้รกสมอง ถึงขนาดกินเค้กเป็นของว่างมื้อดึกได้อย่างสบายใจ ในขณะที่คุณนายเจียงโกรธจนกินข้าวไม่ลงไปหลายวัน
คุณเจียงเองก็โกรธไม่น้อยเช่นกัน เขาลงโทษเธอโดยการสั่งห้ามไม่ให้กินข้าว ทั้งยังโหวกเหวกสั่งคนใช้ในบ้านว่าไม่ต้องทำอาหารให้เธอ แล้วยังอายัดบัตรเครดิตของเธออีกด้วย
แน่นอนว่าเรื่องแค่นี้ทำอะไรว่านซุ่ยไม่ได้ พอถึงเวลากินข้าว เธอก็ตรงไปที่ห้องอาหาร เตรียมถ้วยกับตะเกียบมาเอง พอนั่งลงก็เริ่มกินทันที โดยไม่สนใจสีหน้าของใครเลยแม้แต่น้อย
คุณเจียงโยนตะเกียบทิ้ง คุณนายเจียงโยนชามทิ้ง ทั้งสองตะโกนลั่นโต๊ะอาหารด้วยความโกรธ แต่ว่านซุ่ยก็ยังคงกินต่อไป แถมยังกินอร่อยกว่าเดิมเสียอีก เธอล่ะอยากจะเห็นเหมือนกันว่าคนทั้งสองจะหน้าด้านพอที่จะมาแย่งชามข้าวไปจากมือเธอหรือไม่
ผลลัพธ์ก็คือ...แน่นอนว่าไม่ สองสามีภรรยาตระกูลเจียงไม่ยอมเสียหน้าถึงขนาดนั้น หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เกือบหนึ่งเดือนเต็มที่สมาชิกทั้งสี่คนของตระกูลเจียงไม่ได้กินข้าวที่บ้านเลย
พวกเขาคิดว่าการที่เธอไม่มีเงินสักแดงเดียวจะทำให้ว่านซุ่ยลำบากได้อย่างนั้นหรือ? ช่างไร้เดียงสาเสียจริง
ว่านซุ่ยนำต่างหูมุกที่เจียงโม่ชิงให้เธอตอนไปทำผมครั้งก่อน ไปจำนำที่ร้านขายของมือสอง และร้านขายสินค้าหรูมือสองแห่งนั้นก็เป็นธุรกิจของตระกูลฟาง อีกหนึ่งตระกูลใหญ่ในเป่ยเฉิง
ความสัมพันธ์ของตระกูลฟางและตระกูลเจียงนั้นถือว่าพอใช้ได้ เพียงแต่ภรรยาของคุณชายสามตระกูลฟางกับคุณนายเจียงเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน ทั้งสองแข่งขันกันทุกเรื่อง ตั้งแต่เสื้อผ้าเครื่องประดับ ธุรกิจของครอบครัว ไปจนถึงเรื่องลูกๆ
วันนั้นคุณนายสามตระกูลฟางอยู่ที่ร้านพอดี เธอจำว่านซุ่ยได้ในทันที ดวงตาลุกวาวขึ้นด้วยความตื่นเต้นแล้วเอ่ยถามว่า “นี่เธอคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงที่เพิ่งรับกลับมาไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงมาจำนำของล่ะ? หรือว่าไป๋อีอีปฏิบัติกับเธอไม่ดี?”
ว่านซุ่ยไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ฉันไม่อยากสร้างปัญหา ต่างหูคู่นี้พวกคุณรับซื้อไหมคะ? ถ้าไม่รับฉันจะไปร้านอื่น”
พูดจบ ท้องของเธอก็ร้องขึ้นมาพอดี ว่านซุ่ยจึงแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ
“รับสิ ทำไมจะไม่รับล่ะ” ใบหน้าของคุณนายสามตระกูลฟางแทบจะเบ่งบานเป็นดอกไม้ “โอ๊ยตายแล้ว ไป๋อีอีนั่นทำไมเป็นคนแบบนี้นะ ถ้าไม่อยากรับกลับมาก็ไม่ต้องรับสิ พอรับกลับมาแล้วก็เป็นลูกสาวของตัวเองแท้ๆ ทำไมถึงได้ทารุณกันแบบนี้? สาวน้อย ไปกันเถอะ พี่สาวจะเลี้ยงข้าวเธอเอง”
พูดจบเธอก็ลากว่านซุ่ยไปยังภัตตาคารที่หรูหราที่สุดในเป่ยเฉิง พร้อมสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นวัตถุดิบล้ำค่าที่ว่านซุ่ยไม่เคยเห็นมาก่อน
และก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเธอได้พบกับคุณนายเจียงที่นี่เช่นกัน เธอกำลังรับประทานอาหารอยู่กับเพื่อนสนิทจากตระกูลสูงศักดิ์สองคน หนึ่งในนั้นเป็นลูกสาวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในเป่ยเฉิง คุณนายเจียงเห็นว่านซุ่ยกับคุณนายสามตระกูลฟางในทันที โดยเฉพาะภาพที่คุณนายสามฯ กำลังคีบกุ้งมังกรตัวใหญ่ให้ว่านซุ่ยอย่างสนิทสนม
“อีอี นั่นลูกสาวคนโตของบ้านเธอไม่ใช่หรือ? เหมือนจะชื่อว่านซุ่ยนะ” เพื่อนสนิทคนนั้นถามด้วยความประหลาดใจ “ทำไมเธอถึงไปอยู่กับหลงจื่ออวี๋ได้ล่ะ?”
หลงจื่ออวี๋ คือชื่อของคุณนายสามตระกูลฟาง
คุณนายเจียงระเบิดอารมณ์ออกมาทันที เธอรีบเดินเข้ามาตวาดถามว่านซุ่ยอย่างเกรี้ยวกราด “ทำไมแกมาอยู่กับยัยนี่ได้?”
ว่านซุ่ยทำหน้าตาไร้เดียงสา ดวงตาที่ดูขี้อายและหวาดหวั่นคู่นั้นช่างน่าสงสารยิ่งนัก “คุณแม่คะ วันนี้หนูเจอคนใจดีค่ะ คุณนายฟางเห็นว่าหนูยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน เลยชวนหนูมากินข้าวที่นี่”
คุณนายเจียงยิ่งโกรธขึ้นไปอีก “บ้านแกไม่มีข้าวกินหรือยังไง? ถึงต้องมากินข้าวของยัยนี่!”
แววตาของว่านซุ่ยหมองลงทันที สีหน้าของเธอดูเศร้าสลด เดิมทีรูปลักษณ์ของเธอก็น่าสงสารอยู่แล้ว พอแสดงสีหน้าเช่นนี้ก็ยิ่งดูน่าเวทนามากขึ้นไปอีก ราวกับว่าเธอได้รับความคับแค้นใจอย่างแสนสาหัส
แต่เธอกลับไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
คุณนายสามตระกูลฟางเห็นว่าได้จังหวะแล้วจึงยิ้มพลางพูดว่า “ไป๋อีอี ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะว่าเธอนะ แต่ถึงเด็กจะทำผิดไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ทำไมเธอถึงกับไม่ให้ข้าวกินเลยล่ะ? ฉันไม่เคยเห็นแม่ที่ใจร้ายเหมือนเธอมาก่อนเลยจริงๆ”
คำพูดนี้ทำเอาเพื่อนสนิททั้งสองของคุณนายเจียงตกตะลึง
ปอดของคุณนายเจียงแทบจะระเบิดด้วยความโกรธ เธอชี้หน้าว่านซุ่ยแล้วถามว่า “แกพูดมาสิ! ว่าฉันไม่ให้แกกินข้าวจริงๆ หรือ?”
ว่านซุ่ยยังคงไม่พูดอะไร เพียงแค่ก้มหน้าลง
ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหันมามอง คุณนายเจียงรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า จึงกระชากแขนว่านซุ่ยอย่างหัวเสีย “ไป! กลับบ้าน!”
ว่านซุ่ยพูดเสียงแผ่วเบา “คุณแม่คะ หรือว่าให้หนูห่อกลับบ้านดีไหมคะ? น่าจะกินได้อีกหลายวันเลย”
ประโยคเดียวเกือบทำให้คุณนายเจียงโกรธจนเป็นลม เธอแข็งใจลากว่านซุ่ยออกไป วันรุ่งขึ้นจึงปลดอายัดบัตรให้ และไม่มายุ่งวุ่นวายกับเธออีก
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ว่านซุ่ยก็เกือบจะหัวเราะออกมา
การที่เฉินจี้ชวนขอเชื่อมต่อไลฟ์กับเธอต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ว่านซุ่ยกำลังลังเลว่าจะปฏิเสธดีหรือไม่ แต่แล้วกลับเห็นอีกฝ่ายส่งจรวดให้เธอถึงยี่สิบลูก ทั้งยังแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์อีกว่า “อะไรกัน? ไม่กล้าเชื่อมต่อกับฉันรึไง? กลัวว่าฉันจะแฉกลโกงของเธอหรือ?”
ดีมาก อาการกำเริบอีกแล้วสินะ
เธอตอบตกลงเชื่อมต่อ
ช่วยไม่ได้... ถึงเขาจะป่วย แต่ก็ให้เยอะเกินไปจริงๆ
ใบหน้าของเฉินจี้ชวนปรากฏขึ้นในห้องไลฟ์สด ในช่องแสดงความคิดเห็นก็มีพวกคลั่งรักกระโดดออกมาทันทีเป็นจำนวนมาก
“ว้าว พี่ชายหล่อจัง เป็นเน็ตไอดอลหน้าใหม่เหรอคะ? ทำไมฉันไม่เคยเห็นเลย? อัลกอริทึมทอดทิ้งฉันเหรอเนี่ย?”
“ฉันจะติดตามช่องของพี่ชายคนนี้! ต่อไปนี้ฉันจะสิงอยู่ในห้องไลฟ์ของพี่ชายแล้วนะ!”
“อ๊าย เขินจัง นี่สามีฉันเอง กว่าฉันจะเลิกงานกะดึกกลับไปเขาก็คงปิดไลฟ์แล้ว”
“คนข้างบนไปนอนเถอะ ในฝันมีทุกอย่าง”
เฉินจี้ชวนไม่เห็นชาวเน็ตหญิงพวกนี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองพวกเธอ ตรงกันข้าม กลับจ้องเขม็งไปที่ว่านซุ่ยแล้วแค่นเสียงเย็นชา “นี่มันทำให้ฉันต้องเปิดหูเปิดตาจริงๆ ไม่เพียงแต่เป็นหัวขโมย ตอนนี้ยังริเริ่มเป็นนักต้มตุ๋นแล้วด้วย คิดว่าชาวเน็ตยุคนี้หลอกง่ายมากหรือไง?”
[จบตอน]