เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เล่นมายคราฟในต่างโลก เล่มที่ 3 บทที่ 13 – สิ่งที่ต้องทะลวงผ่านไป

เล่นมายคราฟในต่างโลก เล่มที่ 3 บทที่ 13 – สิ่งที่ต้องทะลวงผ่านไป

เล่นมายคราฟในต่างโลก เล่มที่ 3 บทที่ 13 – สิ่งที่ต้องทะลวงผ่านไป


ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

เล่มที่ 3 บทที่ 13 – สิ่งที่ต้องทะลวงผ่านไป

(เดริชา)

มอนสเตอร์มีการป้องกันที่แข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ

พลังเวทย์พุ่งขึ้นภายในร่างกายของข้าอย่างต่อเนื่องด้วยพลังที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

ความกระสับกระส่ายที่อธิบายไม่ได้ปะทะกันในหน้าอกของข้า ผลักดันให้ข้าโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งครั้งแล้วครั้งเล่า

นี่คือพลังของการหลอมรวมกับวิญญาณมังกรงั้นหรือ?

ความแข็งแกร่ง ความเร็ว เทคนิค - ทุกความสามารถของข้าได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ทว่า...

“พายุกรรโชก!” แสงสีฟ้าที่ปลายหอกของข้าเปล่งประกายพร้อมกับรอยตัดพายุที่เฉือนผ่านซากศพของมอนสเตอร์ เสียงที่คมชัดดังก้องพร้อมกับลมที่หมุนปะทุขึ้น!

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีพลังที่มากขึ้น แต่การโจมตีของข้า…ก็ถูกเบี่ยงเบนไป

ใบมีดลมที่พุ่งไปกลับฉีกขาด ทำให้ปีกมังกรที่เกิดจากพลังเวทมนตร์อันพร่าของข้ากำลังหายไป…ข้าถูกสะท้อนการโจมตีงั้นหรือ?

เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ทันใดนั้นข้าก็เห็นถึงสายตาของมอนสเตอร์ที่กำลังจับจ้องมาทางข้า

"เดริชา!"

แรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้จิตใจของข้าตกลงไปสู่ความว่างเปล่า...

"เดริชา!!!"

เสียงตะโกนดังไม่หยุด แต่ราวกับว่ามันไม่ได้เข้ามาถึงข้าเลย

"เดริชา!!! หยุดฝันกลางวันได้แล้ว! เจ้าจะทำตัวไม่มีมารยาทเช่นนี้ไปถึงเมื่อไรกัน? กลับมามีสติได้แล้ว!!!”

ทันใดนั้นระลอกคลื่นที่ดูว่างเปล่า ร่างที่พร่ามัวก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

เป็นเด็กน้อยผมขาวสวมมงกุฎบนศีรษะและประดับประดาด้วยเครื่องแต่งกายฟุ่มเฟือย

ต่อหน้านางมีผู้หญิงที่กำลังสวมมงกุฎอยู่…พี่สาวเหรอ?

“จงเก็บนิสัยทั้งหมดของเจ้าไป! นิสัยไร้มารยาทเช่นนั้น ห้ามให้ผู้อื่นได้เห็นโดยเด็ดขาด!”

แม้ข้าจะมองไม่เห็นใบหน้าของนาง แต่ไหล่ของข้าก็สั่นราวกับว่ากำลังร้องไห้

ขณะที่ข้ากำลังจะพูด จู่ๆ ทิวทัศน์ตรงหน้าข้าก็บิดเบี้ยว

ภาพมันเริ่มชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

"เดริชา!!!"

เสียงกรอบแกรบดังก้องและใบหน้าของเด็กน้อยก็ผิดแปลกไป

“ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้ว? นิสัยที่รุนแรงแบบคนชนบทเช่นท่านไม่ควรอยู่ในวัง! ท่านจะไปทุบตีพลเมืองของท่านเองได้อย่างไร? หา? เลิกฝันกลางวันได้แล้ว! ตอบข้ามา!” คนที่ดุหญิงสาวคนนั้นเป็นหญิงชราที่แต่งกายอย่างเป็นทางการ แต่ข้าจำนางได้ดี นางเป็นครูสอนมารยาท

“ก็เขาเป็นคนไม่ดี ขโมยของที่คนอื่นทำงานหนักมา…”

“ท่านพูดจาอะไรไร้สาระ! ท่านเดริชา! ท่านต้องรู้ตำแหน่งของท่านด้วย! ท่านเป็นเจ้าหญิงของประเทศนี้! การกระทำของท่านถูกมองว่าเป็นการกระทำของประเทศนี้! อย่างน้อยที่สุดท่านควรรายงานต่อองครักษ์ อย่าคิดจะทำมันด้วยตัวเองอีก!”

จากนั้นมันก็กลับกลายเป็นอีกภาพหนึ่ง

"เดริชา!!! เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่? ข้ากำลังพูดกับเจ้านะ ให้ตายสิ!”

“ดูเหมือนว่าสิ่งที่สาวใช้พูดนั้นถูกต้องหมดเลย เจ้าก็เป็นเพียงอันธพาลชั้นต่ำอีกคนหนึ่งที่องค์ราชาเผอิญสร้างขึ้นมาก็เท่านั้น! เจ้าดูไม่ได้เชื้อสายอะไรมาจากองค์ราชาเลย! เจ้าคล้ายกับแม่ผู้ต่ำต้อยของเจ้าไม่มีผิด… อ๊าาาาก!!!”

“อย่าดูถูกแม่ข้า!” เด็กน้อยผู้หนึ่งเหวี่ยงเก้าอี้ในมือของนางอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เด็กชายกลิ้งไปกับพื้นและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

จากนั้นภาพฉากนั้นก็หยุดนิ่ง ท่ามกลางทหารที่ล้มลงและผู้คนที่กำลังคร่ำครวญ เด็กน้อยยืนจับขาเก้าอี้หันหน้าเข้าหาราชากผู้กำลังปกป้องภรรยาและลูกๆ ของเขา

เด็กคนนั้นมองดูราชาที่กำลังปกป้องราชินีและเจ้าหญิงที่กำลังอยู่ด้านหลังเขา

เป็นภาพที่น่าชมทีเดียว

ด้านหนึ่งมีครอบครัวที่ทุกคนสวมมงกุฎไว้ โดยเบื้องหน้าเป็นชายผู้หนึ่งที่สวมมงกุฎเช่นกันกำลังปกป้องพวกเขาจากอันตราย

ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นครอบครัวของพวกเขา แต่กลับตัวคนเดียว

ข้ามองไม่เห็นใบหน้าของเด็กน้อยคนนั้น แต่สัมผัสได้ถึงความโกรธและความเศร้าของนาง

.

“เดริชา เจ้าต้องหัดยับยั้งชั่งใจบ้างนะ!”

“การต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในวังหลวง!”

“ทำไมเจ้าไม่กลับไปที่หลุมโคลนของเจ้าเล่า เจ้าอันธพาลตัวน้อย!”

“เจ้ามีความสามารถในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งงั้นหรือ? แล้วยังไง? เจ้าต้องการที่จะเข้าไปในวังด้วยร่างกายที่สกปรกเช่นนี้เหรอ?”

“องค์หญิง ได้โปรดห้ามใจตนเองบ้างเถอด ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆ ท่านจะทำอะไรโดยประมาทนะ!”

พระราชวังไม่ใช่บ้าน

มันเหมือนกับคุกที่กำลังกุมขัง

เหมือนกับคุก

เหมือนกับคุก

เหมือนกับกรงขังไม่มีผิด

กรงขังที่ลงโทษตัวข้าผู้มิควรเกิดมา

ภาพเบื้องหน้าข้าเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เฝ้ามองดูบุตรหลานของตระกูลขุนนางในวังออกไปข้างนอกด้วยกัน ในขณะที่ข้าไม่มีเพื่อนเล่น ต้องถอดชุดของข้าออกและช่วยสาวใช้ทำงานบ้านต่างๆ

เฝ้าดูพ่อของข้าพร้อมกับราชินี พี่สาวและน้องสาวของข้าไปเที่ยวชมและสนุกกับการออกเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ข้ากำลังศึกษามารยาท ทำได้เพียงโบกมือลารถม้าที่จากไปอย่างเงียบๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประเทศชาติต้องอับอายและผู้อื่นเห็นถึงความด้อยของข้า

คอยมองดูพ่อของข้าที่ลูบหัวพี่สาวและน้องสาวของข้า โดยไม่คิดจะสนใจข้าที่ปรารถนาความรักเป็นที่สุด

ท่ามกลางน้ำตาที่หยดไหลลงมา ความหวังก็เลือนหายไป

เหมือนกับคุก

เหมือนกับคุกไม่มีผิด

ข้าร้องไห้แล้วลุกขึ้นยืน

อยู่คนเดียวโดยไม่มีเพื่อนร่วมทาง

ไม่มีใครเลยสักน...

“เจ้าบอกว่าเจ้าไม่ต้องการถูกจำกัดโดยผู้อื่น ตอนนี้ก็ไม่มีใครสามารถจำกัดเจ้าได้แล้ว ต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณของเจ้าสิ แม้ว่าอาวุธของเจ้าจะแตกหักแล้วก็ตาม…”

มีเสียงหนึ่งได้ดังขึ้นมาในใจของข้า

“ข้าจะซ่อมให้เจ้าด้วย เพระาเจ้าเป็นสหายของข้า!”

ใบหน้าของเขาปรากฏขึ้นในใจของข้า…ใช่แล้ว…ใช่ ตอนนี้ข้าไม่ได้ต่อสู้ตัวคนเดียว

ความคิดของข้าปั่นป่วนและทันใดนั้น วิสัยทัศน์ของข้าก็ชัดเจน!

เบื้องหน้าข้า มีเศษหินลอยและของเหลวสีแดงเต็มไปทั่ว

.

กำแพงหินหนาสามเมตรแตกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระดาษแผ่นหนึ่ง

เบื้องหน้าวอลสัน แรงกระแทกได้ทำให้กำแพงหินแตกเป็นเสี่ยงๆ มันระเบิดออกทิ้งรอยเลือดไว้ตามร่างกายของวอลสัน… ของเหลวสีแดงพุ่งออกจากแขนขวาของเขา และแขนเสื้อที่ว่างเปล่าของเขาก็กวัดแกว่งไปในอากาศ

“อึก…เจ้ามัวชักช้าอะไรอยู่?”  วอลสันสบถออกมาอย่างอ่อนแรง

ข้ามัวชักช้าอะไรอยู่งั้นหรือ?

ตอนนี้ข้ามีสหายที่ต้องปกป้อง ไม่ใช่เพียงเจ้าหญิงที่ถูกกุมขัง...

เหตุอันใดวาลคิรีแห่งสายลม ณ เมืองวารีจึงต้องยึดติดอยู่กับเพียงแค่สายลมกัน?

สายลมเป็นเพียงสื่อกลาง...

“โอมมมม-” ร่างกายของข้าเริ่มเคลื่อนไหว หันหน้าไปทางมอนสเตอร์ที่กำลังเปล่งแสงสีม่วงและสีฟ้า ปีกมังกรกระพือปีกอย่างแรง ผลักดันข้าไปข้างหน้าในขณะที่เปลี่ยนเป็นพายุหมุนที่ห่อหุ้มบริเวณโดยรอบ

ความดันอากาศอัดแน่นลงไปทำให้พื้นผิวของน้ำกระเพื่อม ก่อให้เกิดทอร์นาโดน้ำเป็นพายุห่อรอบตัวข้าทีละชั้น

เวทมนตร์ได้ผสานเข้ากับต้นแบบหอกต่อต้านเมลอน 1.0 และสายฟ้าก็เริ่มกะพริบ

การเจาะให้ถึงขีดสุดคือการทะลวง การทะลวงให้ถึงขีดสุดคือการทำให้มันแตกเป็นเสี่ยงๆ การจะทำให้เป็นเช่นนั้นได้…ต้องแปรสภาพเป็นลม

สายลมแห่งความเป็นไปได้อันไม่มีที่สิ้นสุด

“【หอกกระแสน้ำวนยักษ์】…”

กระสุนสีม่วงและน้ำเงินได้พุ่งเข้ามาหาข้า คล้ายกับมันจะจัดการข้าให้สิ้นซาก

ทว่ามันก็ได้เข้าปะทะกับพลังที่ข้าปลดปล่อยออกไป…สิ่งที่ข้าทำมีเพียงแค่หลับตาลง

ข้าเพิ่มการไหลเวียนเวทมนตร์ลงในอาวุธของข้า โดยใช้ลมเพื่อขับเคลื่อนการไหลเวียนของมัน

แรงกระแทกทุกอย่างได้สลายหายไปหมด ข้าลืมตาขึ้นและเห็นแสงสีม่วงและสีฟ้าล้อมรอบการไหลของน้ำ ดูดซับมันกับตัวข้าเอง

เมื่อมีหอกอยู่ในมือ ข้าไม่จำเป็นต้องลังเลอีกต่อไป

คุกที่กุมขังข้าไว้ ตอนนี้พวกมันไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ข้าต้องเจาะทะลวงออกไปพร้อมกับชุดเกราะของปลามหึมาตัวนี้

【ปลดล็อคความสำเร็จ:  เงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ “เจ้าแห่งสรรพสิ่ง – สายลม”】

【เรียนรู้ทักษะใหม่: “สายลมเหนือกาลเวลา”】

“【สลายธาตุ – ทลายวารี】!!!!!!”

ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

จบบทที่ เล่นมายคราฟในต่างโลก เล่มที่ 3 บทที่ 13 – สิ่งที่ต้องทะลวงผ่านไป

คัดลอกลิงก์แล้ว