- หน้าแรก
- เซียนแพทย์ลิขิตชะตาฟ้า
- บทที่ 689 ค่าย... ค่ายกลรึ!?
บทที่ 689 ค่าย... ค่ายกลรึ!?
บทที่ 689 ค่าย... ค่ายกลรึ!?
ในฐานะหนึ่งในห้าผู้อาวุโสผู้พิทักษ์แห่งเขาอวิ๋นหลง และยอดฝีมือขอบเขตฝึกพลังขั้นเก้าผู้เลื่องชื่อ ที่โด่งดังในพื้นที่ทางเหนือของผาเหยี่ยวโจนแห่งนี้ ลั่วผังเคยถูกเด็กเมื่อวานซืนคนไหนมาทำตัวโอหังกำแหงใส่หน้าเขาเช่นนี้บ้าง?
ยิ่งไปกว่านั้น โจวหลงคือศิษย์ปิดประตูเพียงคนเดียวของเฮยเฟิงจื่อเจ้าสำนักแห่งเขาอวิ๋นหลง แต่ตอนนี้กลับถูกเฉินเฟยสยบลงได้อย่างง่ายดาย แถมยังทำลายอาวุธที่สร้างชื่อให้กับเจ้าสำนักในอดีตทิ้งไปอีก เรื่องนี้สำหรับเขาและเขาอวิ๋นหลงแล้ว มันคือความอัปยศและการเสียหน้าอย่างรุนแรงเพียงใด?
ที่สำคัญที่สุดคือลั่วผังในตอนนี้ยังรู้สึกว่าเกียรติยศของตนเองกำลังถูกลบหลู่และท้าทายอย่างรุนแรง! เขาจึงโกรธจนแทบกระอักเลือด พลันปรากฏแสงสีเหลืองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือศีรษะของเขา มันคือตราศิลาที่มีรอยขรุขระและหลุมบ่อขนาดเท่าอ่างล้างหน้า
ฟิ้ว!
เมื่อตราศิลาสีเหลืองผิวขรุขระนั่นปรากฏขึ้น มันก็ทำให้ซากปรักหักพังของโถงถ้ำสิงโตแดงพลันเกิดพายุหมุนอันน่าเกรงขามขึ้นมาทันที ภายในลมพายุนั้นเต็มไปด้วยพลังงานอันน่าหวาดกลัวที่พลุ่งพล่านออกมาอย่างรุนแรง ราวกับจะบดขยี้พื้นที่แถบนี้ให้แหลกเป็นจุณ
วินาทีนั้น สีหน้าของคนจำนวนมากพลันเปลี่ยนไป พวกเขาหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด!
ตราศิลาศาสตราอาคมที่ลั่วผังนำออกมาในตอนนี้ ร้ายกาจกว่าทวนงูน้ำแข็งที่เฉินเฟยทำลายไปก่อนหน้านี้มากมายนัก...
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ตราศิลาสีเหลืองผิวขรุขระนี้ คงจะเป็นศาสตราอาคมระดับกลางชั้นยอด!
"ซี๊ด! นั่นไม่ใช่ตราศิลาพันชั่ง หนึ่งในสามของล้ำค่าแห่งเขาอวิ๋นหลงหรอกหรือ? นึกไม่ถึงเลยว่าเฮยเฟิงจื่อจะมอบของล้ำค่าชิ้นนี้ให้ลั่วผังพกติดตัวมาด้วย คราวนี้... หมอนั่นลำบากแน่" มีคนจำตราศิลาผิวขรุขระชิ้นนั้นได้ เมื่อเห็นเข้าก็อดไม่ได้ที่จะสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงและอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"อะไรนะ!? นั่นคือตราศิลาพันชั่ง หนึ่งในสามของล้ำค่าแห่งเขาอวิ๋นหลงอย่างนั้นรึ?"
เมื่อผู้คนภายในโถงที่เหลือได้ยินเช่นนั้น ต่างก็หน้าซีดเผือดลงอีกครั้ง จากนั้นแต่ละคนก็ราวกับถูกไฟลนก้น ต่างพากันหลบหนีออกไปรอบทิศทางยังพื้นที่ที่ไกลกว่าเดิม ราวกับกลัวว่าจะถูกลูกหลงจากของล้ำค่านั้นไปด้วย สถานการณ์วุ่นวายโกลาหลอย่างยิ่ง
ไม่ใช่แค่พวกเขา แม้แต่นักฝึกตนหลี่จวินหรงและคนอื่นๆ ที่มีขอบเขตฝึกพลังขั้นแปดจุดสูงสุด หรือแม้แต่นักพรตงูเขียวขอบเขตฝึกพลังขั้นเก้า และนักพรตสิงโตแดงขอบเขตสัตว์อสูรระดับสองขอบเขตปลาย ในตอนนี้เมื่อเห็นตราศิลาพันชั่ง ต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไปและฉายแววหวาดเกรงออกมา
ตราศิลาพันชั่งชิ้นนี้ คือหนึ่งในอาวุธสังหารที่สร้างชื่อให้กับบรรพชนขอบเขตสร้างฐานคนจริงแห่งเขาอวิ๋นหลงในอดีต ไม่รู้ว่ามันเคยซึมซับโลหิตของยอดฝีมือระดับสูงมาแล้วกี่มากน้อย กลิ่นอายพลังนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวและมีชื่อเสียงเลื่องลือยิ่งนัก!
ได้ยินว่าวัสดุหลักของล้ำค่าชิ้นนี้ คือวัสดุหลอมสร้างศาสตราระดับยอดเยี่ยมที่หาไม่ได้เลยในแถบผาเหยี่ยวโจนของพวกเขา มีชื่อเรียกว่าศิลาพันชั่งหนักแน่น ซึ่งเป็นวัสดุประเภทเดียวกับแก่นทองแดงนิลดำที่สามารถใช้หลอมสร้างศาสตราอาคมระดับสูงได้
แม้ว่าศิลาพันชั่งหนักแน่นก้อนนี้จะไม่ได้ถูกหลอมสร้างเป็นศาสตราอาคมระดับสูง แต่ด้วยคุณสมบัติพื้นฐานของมัน ศาสตราอาคมระดับกลางชั้นยอดที่ถูกหลอมสร้างออกมานี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน และจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของอาวุธในระดับเดียวกัน
ดังนั้นแม้ของล้ำค่าชิ้นนี้จะดูไม่โดดเด่นนัก แต่พลังทำลายล้างของมันกลับน่าหวาดกลัวจนมิอาจปฏิเสธได้!
แม้แต่เฉินเฟยเอง ในตอนที่ตราศิลาศาสตราอาคมสีเหลืองปุ่มป่ำนั่นปรากฏขึ้น เขาก็หรี่ตาลงทันที ในดวงตามีแววตาที่เคร่งขรึมพาดผ่านอย่างรวดเร็ว
แต่หลังจากนั้น กลับเห็นใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มที่แปลกประหลาดขึ้นมา เขามองไปยังตราศิลาพันชั่งที่วนเวียนอยู่เหนือศีรษะของลั่วผัง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
"ฮ่าๆ ข้ากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าช่วงนี้ไม่มีอาวุธที่เหมาะสมติดมือ กระจกศิลาเร้นลับสำหรับข้าในตอนนี้มันออกจะอ่อนแอเกินไปหน่อย ในเมื่อได้มาแล้ว ผู้อาวุโสลั่วช่างใจกว้างนัก เช่นนั้นข้าเฉินเฟยก็คงต้องขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดี" เฉินเฟยหรี่ตาพลางหัวเราะร่า
ทันใดนั้น ทุกคนในที่นั้นต่างพากันฮือฮาและอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน เพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าปฏิกิริยาแรกของเฉินเฟยจะไม่ใช่ความหวาดเกรงหรือความตระหนก แต่กลับเป็นการจ้องจะเอาตราศิลาพันชั่งมาเป็นของตนเอง!?
เจ้าหนุ่มนี่... มันซ่อนไม้เด็ดเอาไว้ หรือว่าเป็นแค่คนเขลาที่ไม่เจียมตัวกันแน่?
"ฮ่าๆ น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ... ของล้ำค่าชิ้นนี้ร้ายกาจมากจริงๆ หากเจ้าอยากได้นัก ข้าก็จะให้เจ้าได้ลิ้มรสความร้ายกาจของมันก่อนก็แล้วกัน!"
ลั่วผังได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโกรธแค้น เขาโบกมือขึ้น พลังวิญญาณพุ่งพล่านออกมา จากตราศิลาพันชั่งเบื้องหลังเขาก็แผ่กลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนต้องขวัญผวาออกมาทันที
เมื่อเห็นของล้ำค่านั้นขยายขนาดขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว และในเวลาไม่นานมันก็กลายเป็นวัตถุมหึมาที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณยี่สิบถึงสามสิบเมตร ลอยเด่นอยู่กลางอากาศพร้อมกับแสงวิญญาณที่หมุนวน กลิ่นอายพลังช่างพลุ่งพล่านรุนแรง เพียงแค่น้ำหนักอันมหาศาลของมันก็ทำให้ทุกคนในที่นั้นหวาดกลัวแล้ว!
หลังจากนั้น ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว วัตถุมหึมาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยี่สิบถึงสามสิบเมตรนั่นราวกับเป็นยอดเขาจริงๆ ที่ตกลงมาจากกลางอากาศอย่างน่าหวาดกลัว ม้วนตัวมาพร้อมกับพายุคลั่ง แสงวิญญาณสีเหลืองดินพุ่งพล่าน กลิ่นอายพลังนั้นน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดขณะกดทับลงมายังเฉินเฟย
ดังนั้น สายตาของทุกคนและชั้นบรรยากาศ ราวกับจะถูกหยุดไว้ในวินาทีนี้ ปล่อยให้วัตถุมหึมาที่น่าหวาดกลัวราวกับขุนเขาพุ่งทะยานและกดทับลงมา ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกที่น่าตกใจยิ่งนัก
แม้แต่แรงกดดันมหาศาลนั้น ก็ทำให้ผู้คนภายในโถงต้องสูญเสียการทรงตัว!
พื้นดินที่เป็นซากปรักหักพังใต้เท้าของทุกคนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับจะปริแตกออกมาได้ทุกเมื่อ
"บัดซบ!"
คนเดียวที่ดูไม่ตระหนกหรือหวาดกลัวมากนักในที่แห่งนี้ เห็นจะมีเพียงแค่นักพรตสิงโตแดงเท่านั้น
ในตอนนี้สีหน้าของเขาดูแย่มาก เขามองไปยังโถงที่แทบจะกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้วแวบหนึ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจถอยออกมา ร่างของเขาไหววูบและหายไปปรากฏตัวในจุดที่ไกลออกไปหลายเมตรในชั่วพริบตา จากนั้นก็ไหววูบอีกครั้งไปยังจุดที่ไกลยิ่งกว่าเดิม...
"ซี๊ด! นี่น่ะหรือตราศิลาพันชั่ง หนึ่งในสามของล้ำค่าแห่งเขาอวิ๋นหลง? มันช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว พลังทำลายล้างขนาดนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตฝึกพลังขั้นเก้าก็คงต้องยอมจำนนกระมัง?"
"ใช่แล้ว ที่สำคัญคือตราศิลาพันชั่งในตอนนี้ถูกใช้งานโดยลั่วผัง ด้วยพลังของเขา ผนวกกับของล้ำค่าระดับนี้ มันช่างเหมือนพยัคฆ์ติดปีกจริงๆ...
เอ๊ะ ทำไมเจ้าถ้ำหมิงเสินคนนั้นยังไม่หนีอีก? หรือว่าเขาคิดจะเผชิญหน้ากับตราศิลาพันชั่งนั่นจริงๆ?"
"เป็นไปไม่ได้หรอก เจ้าไม่เห็นรึว่าผู้เฒ่างูเขียวและนักพรตสิงโตแดงต่างก็หนีกันไปหมดแล้ว! เจ้าถ้ำหมิงเสินแซ่เฉินคนนั้นต่อให้เก่งแค่ไหน จะเก่งไปกว่ายอดฝีมือสายเก่าอย่างผู้เฒ่างูเขียวหรือนักพรตสิงโตแดงได้อย่างไร?"
…
ผู้คนในที่ไกลออกไปต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนก ตราศิลาพันชั่งนี้สมกับเป็นหนึ่งในสามของล้ำค่าที่ชื่อเสียงเลื่องลือแห่งเขาอวิ๋นหลงจริงๆ มันช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน โดยเฉพาะในตอนนี้ที่มันอยู่ในมือของยอดฝีมือสายเก่าอย่างลั่วผัง มันจึงแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อและชวนให้ขนลุกยิ่งนัก!
"ฮ่าๆ เฉินเฟย คราวนี้เจ้าจะได้รู้ถึงความร้ายกาจของข้าลั่วผังเสียที! กล้ามาสามหาวต่อหน้าข้า ข้าก็อยากจะรู้นักว่าภายใต้ตราศิลาพันชั่งนี้ เจ้าจะทนไปได้นานแค่ไหน?"
เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากรอบข้าง ลั่วผังก็เผยรอยยิ้มออกมาเต็มใบหน้า เขาเดินก้าวเข้าไปหาเฉินเฟยทีละก้าว และหลังจากนั้น ความรู้สึกที่เรียกว่าความโลภก็ค่อยๆ ฉายชัดออกมาจากดวงตาของเขา
เขาจ้องเขม็งไปที่เฉินเฟย ตราศิลาพันชั่งกดทับลงมาอยู่เหนือศีรษะของเฉินเฟยเพียงไม่กี่เมตร กลิ่นอายพลังพลุ่งพล่านน่าหวาดกลัวยิ่งนัก เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงละโมบและตื่นเต้น "เฉินเฟย เดิมทีการที่เจ้ากล้าบังอาจมาต่อกรกับเขาอวิ๋นหลงของพวกเราในวันนี้ย่อมมีโทษตาย แต่ข้าเห็นว่าเจ้าฝึกบำเพ็ญเพียรมามิใช่ง่าย จึงยอมใจกว้างเมตตาให้โอกาสเจ้าสักครั้ง!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ดูเหมือนจะมิอาจระงับความตื่นเต้นภายในใจไว้ได้ เขาจ้องมองไปยังเฉินเฟยด้วยดวงตาที่แดงก่ำด้วยความโลภและตื่นเต้น พลางเอ่ยว่า "ส่งโอสถลายเงินสี่ลายระดับสองชั้นเลิศครบทั้งขวดนั่นมาเสีย แล้วเรื่องในวันนี้จะถือว่าจบสิ้นกันไป มิเช่นนั้นก็จงเตรียมรับผลที่ตามมาเอง!"
ฮือ!
เมื่อลั่วผังพูดเช่นนั้นออกมา ทุกคนในที่นั้นต่างพากันฮือฮา!
แม้แต่ผู้เฒ่างูเขียวและนักพรตสิงโตแดงก็เช่นกัน สีหน้าของพวกเขาดูแย่มาก ดวงตาเป็นประกายวับๆ
ที่แท้ตาเฒ่าลั่วผังคนนี้ ก็จ้องจะฮุบโอสถลายเงินสี่ลายสองชั้นเลิศขวดนั้นนี่เอง!
แต่ลองคิดดูให้ดีก็ถูกของเขา โอสถลายเงินสี่ลายระดับสองชั้นเลิศขวดนั้น พูดให้มากหน่อยก็เถอะ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมีโอสถลายเงินสี่ลายระดับสองชั้นเลิศอยู่สิบกว่าเม็ด! แล้วนั่นมันหมายความว่าอย่างไร?
โอสถลายเงินสี่ลายระดับสองชั้นเลิศจำนวนมากถึงเพียงนี้ เกรงว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตฝึกพลังขั้นเก้าจุดสูงสุดก็คงมิอาจห้ามใจไม่ให้หวั่นไหวได้ ดังนั้นลั่วผังที่มีนิสัยละโมบอยู่แล้ว จะทำเป็นมองไม่เห็นและไม่หาทางชิงมันมาได้อย่างไร?
"ตาเฒ่านี่ นึกว่าตัวเองกินข้าลงจริงๆ สินะ?" เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินเฟยก็แสดงสีหน้าเรียบเฉย ขณะที่ภายในใจกลับพึมพำด้วยความดูแคลน
"เจ้าคิดจะทำอย่างไร? ศิลาก้อนนั้นร้ายกาจมากจริงๆ ด้วยพลังของเจ้าในตอนนี้ มันออกจะรับมือได้ยากลำบากสักหน่อย" ภายในห้วงจิตวิญญาณ เจิ้นจิงคงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาอยากจะรู้ว่าเฉินเฟยจะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร
"เรื่องนี้คงต้องขอให้ท่านผู้อาวุโสช่วยข้าสักแรงแล้ว" เฉินเฟยได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย
"ข้าอย่างนั้นรึ?" เจิ้นจิงคงได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นเขาก็เข้าใจทันทีว่าเฉินเฟยคิดจะทำอะไร!
ตู้ม!
ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ใต้เท้าของลั่วผังพลันปรากฏแสงวิญญาณพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เปลวไฟพุ่งพล่าน กลิ่นอายพลังนั้นช่างรุนแรงจนน่าหวาดกลัว
ที่สำคัญที่สุดคือแสงวิญญาณที่เปลวไฟพุ่งพล่านนั้น กลับก่อตัวเป็นเส้นสายแห่งแสงขึ้นมาในเวลาอันสั้นยิ่งนัก กลายเป็นลวดลายค่ายกล ในวินาทีนั้นมันได้ดึงตัวลั่วผังที่เดิมทีนึกว่าตนเองเป็นผู้ชนะเข้าสู่ภายในทันที
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว……
หลังจากนั้นดาบยักษ์เพลิงที่ลุกโชนถึงแปดเล่มก็ปรากฏขึ้นรอบทิศทางของค่ายกล ทั้งแปดมุมถูกกดทับไว้ที่นั่น แผ่รังสีดาบที่น่าหวาดกลัวออกมา ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างพากันตกตะลึงจนตัวแข็ง
"ค่าย... ค่ายกลอย่างนั้นรึ?" หลายคนเอ่ยออกมาด้วยความตกใจติดอ่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอึ้งและไม่อยากจะเชื่อ!
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคาดไม่ถึงเลยว่า เจ้าถ้ำหมิงเสินคนนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นยอดฝีมือที่มีพลังต่อสู้ในขอบเขตฝึกพลังขั้นเก้าเท่านั้น แต่กลับยัง... ยังเป็นปรมาจารย์ค่ายกลที่สามารถวางค่ายกลสังหารศัตรูได้อีกด้วย!?
สวรรค์ นี่มันยังมีความยุติธรรมอยู่บ้างไหม!?
ทุกคนในที่นั้นต่างพากันตกตะลึงกับความจริงอันน่าเหลือเชื่อตรงหน้าจนอ้าปากค้าง
..........