- หน้าแรก
- เซียนแพทย์ลิขิตชะตาฟ้า
- บทที่ 649 หลินม่อซิน
บทที่ 649 หลินม่อซิน
บทที่ 649 หลินม่อซิน
แขนที่ชุ่มไปด้วยเลือดข้างนั้นยังคงนอนสงบนิ่งอยู่บนพื้น บาดแผลมีเลือดไหลพุ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ทุกคนที่ได้เห็นภาพนี้ต่างรู้สึกราวกับมีลมหนาวพัดผ่านเข้ามาในใจอย่างรุนแรงจนร่างสั่นเทิ้ม มันช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ สยดสยอง และราวกับความฝัน!
แน่นอนว่า พวกเขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเพียงแค่คำพูดไม่เข้าหู เฉินเฟยผู้นั้นจะลงมือจริงๆ ทั้งยังลงมืออย่างอำมหิตไร้ความปราณีถึงเพียงนี้! ตัดแขนของผู้แข็งแกร่งระดับฝึกพลังขั้นเจ็ดระยะสูงสุดขาดสะบั้นเพียงการลงมือครั้งเดียว
"นั่น... นั่นคืออะไร? ปราณกระบี่อย่างนั้นหรือ เจ้าหมอนี่เป็นถึงผู้บำเพ็ญกระบี่เชียวหรือ?" เมื่อมองไปที่เงาเปลวเพลิงที่ย้อนกลับมาอยู่ข้างกายเฉินเฟย หลายคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก... เป็นที่รู้กันดีว่าผู้บำเพ็ญกระบี่คือเส้นทางการฝึกตนที่พลังโจมตีรุนแรงที่สุดในระดับเดียวกัน และไม่ใช่ว่าใครๆ ก็จะสามารถฝึกฝนได้ วิชาสืบทอดนั้นหาได้ยากยิ่งและล้ำค่าเหลือเกิน! และตอนนี้...
ทุกคนจ้องมองร่างที่นอนอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝัน เพียงดาบเดียว เพียงแค่ดาบเดียว จ้วงหยวนอู่ผู้แข็งแกร่งและโอหังกลับถูกตัดแขนทิ้งอย่างง่ายดาย โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยคำร้องขอชีวิตเลยเสียด้วยซ้ำ
"ดูท่าเจิ้นจิงคงผู้นั้น น่าจะถูกเจ้าเด็กนี่สังหารจริงๆ แล้วล่ะ"
ชายชราผอมสูงในชุดผ้าไหมที่อยู่ห่างออกไป เมื่อได้เห็นภาพนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที จากนั้นความรู้สึกในใจก็สลับซับซ้อนและเคร่งเครียดอย่างไม่อาจหักห้ามได้!
แม้ว่าเขาจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับฝึกพลังขั้นแปดที่มีฝีมือเก่งกาจ แต่เขาก็รู้ดีอยู่ในใจว่า ตนเองไม่มีทางทำได้อย่างเฉินเฟยที่เพียงแค่การโจมตีเดียว ก็สามารถตัดแขนของผู้แข็งแกร่งระดับฝึกพลังขั้นเจ็ดระยะสูงสุดจนขาดสะบั้นได้
และสิ่งนี้ มันหมายความว่าอย่างไร!?
"เจ้า... เจ้าบังอาจตัดแขนข้า เจ้ามีชีวิตรอดอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร ไม่รู้จักฐานะของข้าหรืออย่างไร?" คนที่ถูกเฉินเฟยใช้ปราณกระบี่ตัดแขนจนขาดในที่สุดก็ดึงสติกลับมาได้ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและแค้นเคือง สายตาจ้องมองเฉินเฟยด้วยความโกรธจัดและแผดเสียงคำรามออกมา
ถึงแม้ผู้แข็งแกร่งระดับฝึกพลังขั้นเจ็ดระยะสูงสุดอย่างเขาจะสามารถต่อแขนกลับคืนมาได้เอง แต่การถูกตัดขาดอย่างรุนแรงเช่นนี้ ย่อมทำให้พลังวัตรเสียหายหนัก อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือครึ่งปีกว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ดังเดิม
เฉินเฟยหันไปมองคนผู้นั้นด้วยสายตาเย็นชา ดวงตาดำขลับราวกับแก้วใสปรากฏรอยความเรียบเฉยและเยือกเย็นออกมาจางๆ แล้วกล่าวว่า "ข้าคิดว่าตอนนี้เจ้าน่าจะลองคิดดูดีๆ ว่าควรจะเอาสิ่งใดออกมา เพื่อแลกกับแขนอีกข้างที่เหลืออยู่ของเจ้าจะดีกว่านะ"
"ฮือ!"
ผู้คนในที่นั้นต่างพากันฮือฮา ทันใดนั้นรูม่านตาของทุกคนก็หดตัวลง! คำพูดนี้ของเขา มันหมายความว่าอย่างไร!?
"เจ้าไม่คิดว่าตนเองใจกล้าเกินไปหน่อยหรือ? บังอาจลงมือทำร้ายคนต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้!" จากนั้นก็ได้ยินหลี่ฉงเทียนองครักษ์อาวุโสแห่งเขาอวิ๋นหลงแผดเสียงดังปานเสียงระฆัง พร้อมแค่นเสียงเย็นชาออกมาอย่างหนักหน่วง ราวกับมีค้อนยักษ์ทุบลงที่หัวใจของทุกคน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินเฟยก็หันหน้าไปมองเขาอีกครั้ง จ้องมองไปที่หลี่ฉงเทียนที่เปลือกตาสั่นระริก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและหม่นหมอง มุมปากของเขาค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นแล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า "ตาแก่ ท่านคิดว่าข้าควรจะยืนนิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อน ปล่อยให้มันแย่งชิงของของข้าไปอย่างนั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น หนังตาของหลี่ฉงเทียนก็กระตุกอีกครั้ง ทั้งเขาและคนที่ถูกตัดแขนขาดต่างก็อยากได้ขวานเมฆาทมิฬเล่มนั้น และที่สำคัญคือพวกเขาอยากจะได้มาโดยไม่ต้องเสียสิ่งใดเลย ทั้งยังอยากให้เฉินเฟยยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆ โดยไม่ขัดขืน แล้วในโลกนี้จะมีเหตุผลเช่นนั้นที่ไหนกัน!?
เพียงแต่เขาคิดว่าตนเองเป็นถึงองครักษ์อาวุโสแห่งเขาอวิ๋นหลง มีฐานะไม่ธรรมดา และคนที่ถูกตัดแขนขาดผู้นั้นก็มีฐานะไม่ต่างกัน ดังนั้นจึงคิดเอาเองว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างเฉินเฟยจะกล้าขัดขืนความคิดของเขาได้อย่างไร?
ควรจะส่งขวานเมฆาทมิฬให้นอบน้อมแต่โดยดีถึงจะถูก แต่ตอนนี้เฉินเฟยนอกจากจะไม่ทำเช่นนั้นแล้ว ยังกล้าลงมือทำร้ายคนอีก ช่างไม่มีเหตุผลสิ้นดี!
"จ้วงหยวนอู่ ดูท่าเจ้าเด็กนี่จะไม่เห็นถ้ำงูเขียวอยู่ในสายตาเลยสักนิดนะ?" เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ฉงเทียนก็เกิดโทสะขึ้นมาในใจ และเริ่มใช้คำพูดเสี้ยมเขาให้อีกฝ่ายแตกคอกันอีกครั้ง
ในพื้นที่ทางเหนือของผาเหยี่ยวโจนแห่งนี้ วังอัคคีม่วงย่อมเป็นผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย ภายใต้สังกัดนั้นมีขุมกำลังต่างๆ มากมายทั้งอ่อนแอและแข็งแกร่ง และถ้ำงูเขียวแห่งนี้ก็นับว่าเป็นหนึ่งในสิบสามถ้ำภายใต้สังกัดวังอัคคีม่วงที่มีฝีมือติดอันดับหนึ่งในสามหรือหนึ่งในห้า มีรากฐานที่แข็งแกร่งกว่าถ้ำคางคกทองมากนัก! จัดว่าเป็น 'ตอ' ที่แข็งมากและเป็นตัวละครที่เหี้ยมเกรียม! ต่อให้เทียบกับเขาอวิ๋นหลงของพวกเขาก็ยังนับว่าห่างชั้นกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"เจ้าหนุ่ม เจ้าเก่งมาก ข้าจ้วงหยวนอู่จะจำเจ้าไว้!" จ้วงหยวนอู่ผู้แข็งแกร่งระดับฝึกพลังขั้นเจ็ดระยะสูงสุดที่ตอนนี้ยังคงอยู่ในโทสะได้เสียสติไปแล้ว เขามองไปที่เฉินเฟยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบอย่างที่สุด เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และเจตนาฆ่าในน้ำเสียงนั้นก็ชัดเจนยิ่งนัก
เมื่อได้เห็นและได้ยินเช่นนั้น ทุกคนในที่นั้นต่างก็ลอบรู้สึกเสียดายแทนเฉินเฟย แม้ชายหนุ่มผู้นี้จะมีความแข็งแกร่งมาก แต่เขาก็ยังใจร้อนเกินไป นอกจากจะไปมีเรื่องกับจิ้งจอกเฒ่าอย่างหลี่ฉงเทียนแล้ว ตอนนี้ยังถึงขั้นตัดแขนของจ้วงหยวนอู่จนขาด ซึ่งเท่ากับว่าได้ล่วงเกินทั้งเขาอวิ๋นหลงและถ้ำงูเขียวไปพร้อมกันสองขุมกำลังใหญ่ แล้วจะยังมีทางรอดได้อย่างไร?
"จำข้าได้อย่างนั้นหรือ? แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าเจ้ายังจำข้าได้ไม่ลึกซึ้งพอเสียเท่าไรนะ?"
ทว่าในเวลานั้นเอง คำพูดเย็นชาของศิษย์พี่เฉินของเราก็ได้ดังขึ้นข้างหูของทุกคน ทำให้หัวใจของพวกเขาดูเหมือนจะรับความเย็นเยียบนั้นไม่ไหวจนสั่นระรัวอย่างรุนแรง!
จากนั้นก็ได้เห็นศิษย์พี่เฉินของเรามีสีหน้าเรียบเฉยและกล่าวอย่างเย็นชาว่า "หินวิญญาณระดับต่ำสามร้อยก้อน เพื่อแลกกับชีวิตหนึ่งของเจ้า มิเช่นนั้น ข้าจะตัดหัวเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้ หากเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองดูได้!"
"ฮือ!" ทุกคนที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ต่างก็รูม่านตาหดตัวลงทันที และใบหน้าก็ค้างไปอย่างตะลึงพรึงเพริด! นี่... มันช่างโอหังเหลือเกิน โอหังจนเกินจะบรรยาย
คนที่ไม่เคยมีชื่อมีเสียงมาก่อน ไม่มีใครรู้จัก และแปลกหน้าเช่นนี้ ในยามนี้กลับกล้าข่มขู่จ้วงหยวนอู่ซึ่งเป็นศิษย์ของถ้ำงูเขียวผู้แข็งแกร่งและเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับฝึกพลังขั้นเจ็ดระยะสูงสุดต่อหน้าพวกเขามากมายถึงเพียงนี้ นี่มันต่างอะไรกับการท้าทายถ้ำงูเขียวทั้งขุมกำลังกันเล่า!?
"เจ้า... เจ้าว่าอย่างไรนะ!? เจ้า... เจ้าอยากตายมากนักใช่หรือไม่..." จ้วงหยวนอู่ที่แขนขาดหน้าเขียวคล้ำขึ้นมาทันที เขาด่าทอออกมาสารพัด ในตอนแรกน้ำเสียงนั้นดุดันถึงขีดสุด แต่ทว่าเมื่อถึงประโยคสุดท้าย บางทีแม้แต่ตัวเขาก็อาจจะไม่ทันสังเกตเห็นว่าน้ำเสียงของตนเองมันเบาลงยิ่งกว่าเสียงยุงเสียอีก เมื่อขยับเข้าไปใกล้ๆ หูก็ยังฟังไม่ออก ไม่ได้ยินความอันใด...
"เหอะ!"
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงแค่นเย็นอย่างหนักหน่วงของหลี่ฉงเทียนก็ได้ดังขึ้น ราวกับเสียงฟ้าผ่าท่ามกลางที่ราบ เขามองไปที่เฉินเฟยด้วยสายตาที่ดูแคลนและเย็นชาอย่างยิ่งแล้วกล่าวว่า "หินวิญญาณระดับต่ำสามร้อยก้อนแลกกับชีวิตของจ้วงหยวนอู่ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครกันแน่ คิดว่าเจ้ามีค่าถึงเพียงนั้นเชี..."
"ตาแก่ หุบปากเสีย!"
แต่คราวนี้ศิษย์พี่เฉินของเราไม่อยากฟังอีกต่อไปแล้ว เขาพูดขัดจังหวะการดูแคลนของหลี่ฉงเทียนทันที จ้องมองไปที่ฝ่ายตรงข้ามด้วยดวงตาที่ฉายแววดุดันถึงขีดสุด: "ตาแก่ ท่านคอยหาเรื่องข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ หรือคิดว่าข้าไม่กล้าสังหารท่านจริงๆ!?" สิ้นคำกล่าว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว... กระบี่ไฟจริงสามสุริยันสามสิบหกสายพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาในทันที ปลายปราณกระบี่ชี้ตรงไปที่หลี่ฉงเทียน พร้อมกับแผ่ประกายกระบี่และเจตนาฆ่าที่รุนแรงออกมา
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
เมื่อกระบี่ไฟจริงสามสุริยันสามสิบหกสายที่มีอานุภาพน่าเกรงขามพุ่งออกมา ทุกคนในที่นั้นต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปด้วยความตกใจและสั่นสะท้านกันหมด
นั่นเพราะไม่มีใครคาดคิดเลยว่า เพียงเพราะคำพูดไม่เข้าหู เจ้าหนุ่มนั่นจะกล้าใช้กระบวนท่าปราณกระบี่ชี้ตรงไปที่หลี่ฉงเทียนซึ่งเป็นถึงองครักษ์อาวุโสแห่งเขาอวิ๋นหลงผู้แข็งแกร่งระดับฝึกพลังขั้นแปด! ยิ่งไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกล้าข่มขู่ว่าจะสังหารหลี่ฉงเทียนอีกด้วย?
ในพื้นที่ทางเหนือของผาเหยี่ยวโจนแห่งนี้ นอกจากขุมกำลังระดับเจ้าปกครองอย่างวังอัคคีม่วงที่ยิ่งใหญ่แล้ว เขาอวิ๋นหลงก็นับได้ว่าเป็นขุมกำลังระดับแนวหน้าแล้ว ใครบ้างจะไม่รู้จักความยิ่งใหญ่ของเขาอวิ๋นหลง? และใครบ้างจะไม่รู้จักฐานะอันสูงส่งขององครักษ์อาวุโสแห่งเขาอวิ๋นหลง? แต่ทว่าในตอนนี้เล่า! หลี่ฉงเทียนซึ่งมีฐานะที่โดดเด่นและสูงส่งถึงเพียงนั้น กลับถูกคนชี้หน้าข่มขู่ว่าจะสังหารทิ้งเสีย?
นี่มันช่างเป็นเรื่องที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเพียงใด หรือมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากเพียงใด จึงกล้าพูดจาที่น่าตกใจเช่นนี้ออกมา หรือจะเรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่ชวนให้ต้องโทษประหารก็ไม่ปาน!?
"ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ... ดี ดีมาก! ตาแก่ผู้นี้โลดแล่นอยู่ในพื้นที่ทางเหนือของผาเหยี่ยวโจนแห่งนี้มานานหลายปี ไม่รู้ว่าไม่ได้พบเจอเจ้าเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ โอหังและโง่เขลาเช่นเจ้ามานานเพียงใดแล้ว! ลำพังแค่เจ้า ก็กล้าพูดจาไร้สาระว่าจะสังหารข้าหลี่ฉงเทียนอย่างนั้นหรือ? เจ้าคิดว่าตนเองเป็นตัวอันใดกัน!?"
"ตูม!"
หลี่ฉงเทียนหัวเราะออกมาด้วยความโกรธจัด กลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดพุ่งออกมาจากร่างกายของเขา เข้าปกคลุมพื้นที่ในรัศมีสิบกว่าเมตรในทันที ทำให้หลายคนต่างก็หน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย และแอบตกใจกับกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งของหลี่ฉงเทียน
แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีคนที่พอมีสติลอบขมวดคิ้วอยู่ เพราะกลิ่นอายพลังที่หลี่ฉงเทียนแสดงออกมาในยามนี้ แม้จะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับเจิ้นจิงคงที่เป็นโจรปล้นชิงที่มีชื่อเสียงด้านความอำมหิต หรือแม้แต่เฉินเฟยที่สามารถสังหารเจิ้นจิงคงลงได้นั้น ก็น่าจะยังไม่เพียงพอกระมัง?
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น? พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกันอยู่ ไม่รู้หรือว่าที่เกาะชิงหลานของข้าไม่อนุญาตให้ก่อเรื่อง?" แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงตวาดอย่างเข้มงวดดังมาจากที่ไกลออกไป พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ดังรัวใกล้เข้ามา
ครู่ต่อมา ก็ได้เห็นร่างที่สูงใหญ่ในชุดเกราะเงิน มือถือดาบเหล็กเก้าห่วง บนตัวดาบแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมา ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างก็หน้าเปลี่ยนสีไปตามๆ กัน รู้สึกราวกับมีน้ำแข็งเกาะกุมอยู่ในใจ ช่างน่าหวั่นเกรงยิ่งนัก! ด้านหลังร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเงินนั้นยังมีขบวนทหารที่ดูแข็งแกร่ง ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความกดดันที่รุนแรง
"ที่แท้ก็คือหลินจิ้งซาน หัวหน้ากองร้อยหลิน ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ..." เมื่อได้เห็นผู้มาใหม่ แม้แต่หลี่ฉงเทียนก็ยังมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หรี่ตาลงแล้วยิ้มออกมาอย่างไร้ความจริงใจ
ที่แท้ผู้มาใหม่ก็คือหนึ่งในหัวหน้ากองกำลังป้องกันจวนเจ้าเกาะชิงหลาน และในขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้แข็งแกร่งรุ่นอาวุโสของตระกูลหลินแห่งหอสายฝนคู่ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่บนเกาะชิงหลานแห่งนี้ หลินจิ้งซานผู้แข็งแกร่งระดับฝึกพลังขั้นแปดนั่นเอง!
เขานำขบวนมาถึงที่นี่แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ในทันที ดวงตาปรากฏประกายแสงสั่นไหวและแสดงความตกใจออกมา
แน่นอนว่า เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคนที่กำลังประจันหน้ากับจิ้งจอกเฒ่าอย่างหลี่ฉงเทียนอยู่นั้น กลับกลายเป็นชายหนุ่มที่ดูเยาว์วัยเพียงนี้ และที่สำคัญคือเขายังดูแปลกหน้ายิ่งนัก!
นอกจากนี้ จ้วงหยวนอู่ที่มีสีหน้าซีดเผือดและแขนขาดไปข้างหนึ่งก็นับว่าสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง กล้าทำร้ายคนของถ้ำงูเขียวจนบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้ นี่ช่าง... กล้าหาญเกินไปหน่อยกระมัง?
จากนั้นเขาก็มองไปที่เฉินเฟยด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกแล้วค่อยๆ เอ่ยปากออกมาว่า "เจ้าหนุ่ม ตอนนี้เจ้าควรจะเก็บปราณกระบี่นั่นไปก่อนดีหรือไม่? บนเกาะแห่งนี้ มีกฎระเบียบอยู่นะ!"
"หัวหน้าหลิน ท่านมาพอดี ท่านช่วยตัดสินให้พวกเราที เจ้าหนุ่มนี่บังอาจลงมือทำร้ายคนบนเกาะชิงหลานของพวกท่านโดยตรง เรื่องนี้หัวหน้าหลินควรจะให้คำอธิบายแก่พวกเราดีหรือไม่?" แต่เฉินเฟยยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด หลี่ฉงเทียนกลับชิงออกตัวก่อนด้วยการกลับดำเป็นขาว และป้ายสีใส่ความเฉินเฟยเสียก่อน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้วงหยวนอู่ที่ก่อนหน้านี้ยังมีท่าทีลนลานก็ดึงสติกลับมาได้ทันควัน เขาเดินออกมากล่าวอย่างเย็นชาว่า "หัวหน้าหลิน พวกเราไว้หน้าเกาะชิงหลานของท่าน จึงไม่ลงมือสร้างความวุ่นวายบนเกาะแห่งนี้ แต่คนบางคนดูเหมือนจะไม่เห็นกฎระเบียบของพวกท่านอยู่ในสายตาเลยนะ!"
"แขนข้างนี้ของข้า หัวหน้าหลินก็ได้เห็นแล้ว ท่านคิดว่าควรจะให้คำอธิบายและข้อชี้แจงแก่ข้าหรือไม่?" เขาแอบมองไปที่เฉินเฟยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและเกลียดชัง เพียงแค่การโจมตีเดียวก็ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ จะไม่ให้เขาแค้นได้อย่างไร?
"คำอธิบายและข้อชี้แจงอย่างนั้นหรือ? เจ้าอยากได้คำอธิบายอันใด และข้อชี้แจงอันใด? ข้ากลับคิดว่า หากเมื่อครู่กระบี่นั่นไม่ได้ฟันลงที่ไหล่ แต่ฟันลงที่หัวของเจ้าแทน ผลลัพธ์ในตอนนี้อาจจะดีกว่านี้มากนัก!" เฉินเฟยกล่าวอย่างเย็นชา
"เจ้า เจ้าว่าอย่างไรนะ? เจ้าบังอาจ!" เมื่อได้ยินดังนั้น จ้วงหยวนอู่ก็มีสีหน้าโกรธระคนอายทันที! ในแววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งโทสะ
เมื่อหลินจิ้งซานได้ยินดังนั้น เขาก็ขมวดคิ้วขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าเขาไม่คิดเลยว่าขนาดตนเองนำขบวนทหารมายืนอยู่ตรงนี้แล้ว เฉินเฟยยังกล้าโอหังและพูดจาร้ายกาจเช่นนี้อยู่อีก ไม่เห็นหัวเกาะชิงหลาน ไม่เห็นหัวหลินจิ้งซานผู้นี้เลยจริงๆ หรือ?
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ หลี่ฉงเทียนก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าบนหน้าผากของหลินจิ้งซานทันที เขาจึงเกิดแผนการขึ้นในใจและกล่าวอย่างเย็นชาว่า "หัวหน้าหลิน ท่านก็ได้เห็นและได้ยินแล้ว เจ้าเด็กนี่ช่างโอหังเพียงใด? หากเรื่องนี้จบลงง่ายๆ เช่นนี้ แล้วหน้าตาของข้า ของท่าน ของเขาอวิ๋นหลง ของเกาะชิงหลาน และของถ้ำงูเขียวจะเอาไปไว้ที่ใด แล้วชื่อเสียงจะยังหลงเหลืออยู่อีกหรือ?"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนที่อยู่ที่นึ่งต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ไม่คิดเลยว่าหลี่ฉงเทียนเพียงแค่ไม่กี่ประโยค ก็สามารถดึงเกาะชิงหลานและดึงหลินจิ้งซานเข้ามาพัวพันให้อยู่ในสถานะเดียวกันได้? กลอุบายนี้ช่างน่าตกใจเสียจริง
ทุกคนฟังออกถึงความหมายในคำพูดของหลี่ฉงเทียน แล้วเฉินเฟยจะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
เขามีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มหม่นหมองขึ้นมา ตาแก่นี่ช่างสมกับเป็นคนที่ 'กินเกลือมากกว่ากินข้าว' เสียจริง หากไม่ระวังเพียงนิดย่อมตกหลุมพรางของอีกฝ่ายได้โดยง่าย
เป็นไปตามคาด หลินจิ้งซานหรี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็มองไปที่เฉินเฟยแล้วเอ่ยปากอย่างเย็นชาว่า "เจ้าหนุ่ม เรื่องนี้เจ้าควรจะให้คำอธิบายแก่ข้าดีหรือไม่?"
หึหึ คำอธิบายอย่างนั้นหรือ? เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉินเฟยก็อดไม่ได้ที่จะลอบยิ้มเย็น คำพูดดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าคำอธิบายนั้นจะยังมีประโยชน์อันใดอีก?
อีกอย่าง เหตุใดจึงต้องให้เขาเป็นฝ่ายอธิบายด้วยเล่า?
"ฮ่าๆ น่าสนใจ น่าสนใจยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เห็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นนี้! องครักษ์อาวุโสหลี่ฉงเทียน ความสามารถในการกลับดำเป็นขาวและป้ายสีใส่ความของท่านนี้ ช่างน่านับถือเสียจริง หึหึ" ทว่าในตอนนั้นเอง กลับมีน้ำเสียงที่สดใสและดังชัดเจนแว่วมาจากที่ไกลออกไป แต่ก็ยังได้ยินอย่างถนัดถนี่
ทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็อึ้งไปก่อน จากนั้นจึงหันไปมองตามต้นเสียงโดยสัญชาตญาณ แล้วเสียงอุทานก็ดังขึ้น
"นั่นคือหลินม่อซิน หลินม่อซินแห่งตระกูลหลิน หอสายฝนคู่ เหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวที่นั่นได้อย่างกะทันหันเช่นนี้?"
ได้เห็นร่างของคนหลายคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลออกไป ตรงหัวขบวนนั้นมีชายหนุ่มที่มีสีหน้าโอหังยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง เขามองไปทางหลี่ฉงเทียนด้วยรอยยิ้มเยาะ ซึ่งทำให้สีหน้าของหลี่ฉงเทียนย่ำแย่ลงในทันที
"คุณชายหลินม่อซิน ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ข้าดูจะสับสนและฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก? อีกอย่าง ตาแก่ผู้นี้กับตระกูลหลินของพวกท่านก็ต่างคนต่างอยู่มาโดยตลอด คำพูดบางคำ ท่านไม่ควรพูดส่งเดชจะดีกว่า!" จากนั้นเขาก็กล่าวอย่างเย็นชา
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนในที่นั้นต่างก็รู้สึกสะท้านขึ้นมาในใจ สัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มมีความลี้ลับและตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด!
จากเหตุการณ์ที่เคยคึกคัก ในตอนนี้กลับเงียบกริบลงเพราะสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันนี้ สายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงพากันจับจ้องไปที่หลินม่อซิน ดูเหมือนจะไม่คิดเลยว่าเขาจะไม่ไว้หน้าเขาอวิ๋นหลงถึงเพียงนี้ และกล้าพูดจาทำลายหน้าตาของอีกฝ่ายออกมาอย่างเปิดเผย!?
บางคนที่ก่อนหน้านี้คิดว่าเรื่องนี้ได้ข้อสรุปแล้ว และเจ้าหนุ่มนิรนามผู้นั้นได้ถูกหลี่ฉงเทียนใช้กลอุบายต้อนจนเข้าตาจนและไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้ ในตอนนี้กลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีจุดเปลี่ยนที่แปลกประหลาดขึ้นมาอีกครั้ง!
อัจฉริยะอันดับหนึ่งของรุ่นที่สามที่โดดเด่นที่สุดแห่งตระกูลหลิน หอสายฝนคู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่บนเกาะชิงหลานอย่างหลินม่อซิน กลับออกโรงพูดแทนเจ้าหนุ่มนิรนามผู้นั้น! เขาไม่กลัวว่าเขาอวิ๋นหลงจะเอาความในภายหลังหรืออย่างไร?
แม้ว่าตระกูลหลิน หอสายฝนคู่นี้ หากมองไปทั่วพื้นที่ทางเหนือของผาเหยี่ยวโจนแล้วจะถือว่ามีความแข็งแกร่งไม่น้อยและมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่หากจะนำไปเทียบกับขุมกำลังที่แข็งแกร่งระดับที่มีผู้แข็งแกร่งขั้นสร้างฐานคอยปกปักษ์รักษาอยู่อย่างเขาอวิ๋นหลงแล้ว ก็ยังนับว่าอ่อนด้อยกว่าเล็กน้อยนะ!
ใช่แล้ว เขาอวิ๋นหลงผู้นี้นับว่าเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งยิ่งนักในพื้นที่ทางเหนือของผาเหยี่ยวโจน หรือแม้แต่ในดินแดนอันกว้างใหญ่ของผาเหยี่ยวโจนก็นับได้ว่าหาได้ยากยิ่ง เพราะมีผู้แข็งแกร่งระดับขั้นสร้างฐานคอยปกปักษ์รักษาอยู่! เป็นรองเพียงวังอัคคีม่วง สำนักจ้านเกอ และตระกูลเผยเท่านั้น
ความจริงแล้ว หากไม่ใช่เพราะหลี่ฉงเทียนมีที่มาที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งเพียงนั้น โดยเป็นถึงองครักษ์อาวุโสแห่งเขาอวิ๋นหลง ผู้คนที่อยู่ที่นี่ซึ่งเห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดก็คงไม่ยอมดูหลี่ฉงเทียนกลับดำเป็นขาวและพูดจาโกหกหน้าตายอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้หรอก!
ความลำบากที่ต้องเผชิญมาตลอดหลายปีประกอบกับความอำมหิตของโลกฝึกตน แม้จะค่อยๆ ขัดเกลาความดื้อรั้นและนิสัยของคนเหล่านี้จนเกือบจะหมดสิ้นไปแล้ว แต่ทว่าสามัญสำนึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจของพวกเขาก็คงจะไม่ยอมตกต่ำถึงเพียงนั้นหรอก!
แต่ทว่าในตอนนี้ พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ!
ผู้แข็งแกร่งระดับแนวหน้าอย่างเขาอวิ๋นหลง และยังพ่วงด้วยถ้ำงูเขียวซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสามถ้ำภายใต้สังกัดวังอัคคีม่วงเข้าไปอีก ใครเล่าจะมีพละกำลังหรือยินดีที่จะเข้าไปหาเรื่องโดยไม่มีสาเหตุ? นั่นเท่ากับเป็นการหาปัญหาใส่ตัวมิใช่หรือ?
ปัง!
ท่ามกลางความคาดไม่ถึงและความคิดที่หลากหลายของผู้คนในที่นั้น หลี่ฉงเทียนก็ได้หน้าเขียวคล้ำลงทันที เขาจ้องมองหลินม่อซินเขม็ง แววตาฉายแววโกรธเคืองและเยือกเย็นออกมา ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะกล้าเมินเฉยต่อฐานะของเขา และไม่เห็นแก่หน้าตาของเขาหลี่ฉงเทียนเช่นนี้
ตั้งแต่เมื่อใดกันที่หน้าตาของเขาหลี่ฉงเทียน และหน้าตาของเขาอวิ๋นหลง กลับกลายเป็นไร้ความหมายถึงเพียงนี้แล้ว!?
"ม่อซิน เรื่องนี้มันเป็นอย่างไรกันแน่ เกิดเรื่องอันใดขึ้น?" เมื่อเห็นเช่นนั้น หลินจิ้งซานในชุดเกราะเงินก็ได้เอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
"ความจริงแล้วมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องราวที่น่าละอายและเหลวไหลสิ้นดี องครักษ์อาวุโสหลี่ฉงเทียน ในตอนนี้ท่านอาจิ้งซานได้ถามข้าแล้ว ท่านคิดว่าข้าควรจะเล่ารายละเอียดให้ฟังดีหรือไม่?" หลินม่อซินมองไปที่หลี่ฉงเทียนด้วยรอยยิ้มเยาะจางๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"เจ้า... เจ้า..."
หลี่ฉงเทียนโกรธจนใบหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวม่วง แทบจะกระอักเลือดออกมา เล่ารายละเอียดอย่างนั้นหรือ? จะเล่าสิ่งใด? หรือจะให้เล่าพฤติกรรมที่เขาทำลงไปเมื่อครู่นี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกระเบียดนิ้ว!?
หากเป็นเช่นนั้นจริง ถึงตอนนั้นหน้าตาชราของเขาหลี่ฉงเทียนจะเอาไปไว้ที่ไหน!? หากเรื่องนี้แพร่ออกไป เขาคงต้องกลายเป็นตัวตลกให้ผู้คนหัวเราะเยาะอีกครั้งมิใช่หรือ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ใบหน้าชราของเขาก็สั่นระริกอย่างรุนแรง เพราะความละอายและโกรธแค้น!
..........