- หน้าแรก
- เซียนแพทย์ลิขิตชะตาฟ้า
- บทที่ 505 ต่อไปปล่อยเป็นหน้าที่ข้า
บทที่ 505 ต่อไปปล่อยเป็นหน้าที่ข้า
บทที่ 505 ต่อไปปล่อยเป็นหน้าที่ข้า
บนเวทีประลองหลักที่พังทลายราวกับถูกลาวากัดกร่อน ผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภานอนตะแคงอยู่บนพื้น ดวงตาเบิกโพลงราวกับปลาตาย และในเวลานี้ บนศีรษะของเขาไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ มีมือข้างหนึ่งกดลงไปอย่างแน่นหนา!
“นี่...”
“ซู้ด!”
ฉากนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงจนแทบพูดไม่ออก!
โดยเฉพาะสมาชิกรุ่นเยาว์ของสี่หน่วยงานแห่งเมืองหลวงรอบเวทีประลอง ในตอนนี้ตาแทบถลนออกมา อ้าปากค้าง นิ้วมือทั้งสิบสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก... ต้องรู้ก่อนนะว่านั่นคือผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาเชียวนะ! ยอดฝีมือขั้นเซียนเทียนระยะกลางจุดสูงสุดผู้ยิ่งใหญ่ ระดับ SS+! แต่ตอนนี้ นี่ นี่มัน...
“เขา เขาเป็นใคร!? เดี๋ยวสิ นั่นเหมือนจะเป็น...” ในชั่วพริบตานั้น ผู้คนจำนวนมากอดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงออกมา เพราะฉากนี้มันน่าตกตะลึงเกินไป และเหมือนฝันไปมากกว่า!
เพราะขอเพียงเป็นสมาชิกของสี่หน่วยงานแห่งเมืองหลวง มีใครบ้างไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภา? มีใครบ้างไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งอันน่ากลัวของเขา!?
โดยเฉพาะพวกหูตาไวในหมู่พวกเขา ยิ่งรู้ดีว่าเหตุผลที่ผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภากล้าทำตัวโอหัง บ้าอำนาจต่อหน้าผู้อาวุโสหลัวซานระดับ SS+ หรือแม้แต่ต่อหน้าผู้บริหารระดับสูงมากมายของสี่หน่วยงานแห่งเมืองหลวงบนเวทีสูงไม่ไกล! ก็เพราะเขาดูเหมือนจะใกล้ก้าวข้ามขั้นนั้นไปแล้ว!
โบราณยุทธ์ขั้นเซียนเทียนระยะปลาย หรือระดับ SSS ต่อให้ในสี่หน่วยงานแห่งเมืองหลวง ก็ถือเป็นผู้นำของผู้นำ! ระดับสูงของระดับสูง! สถานะและตำแหน่งไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบได้! ดังนั้นผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาถึงกล้าโอหัง กล้าบ้าอำนาจขนาดนี้!
เพราะคนที่มีพรสวรรค์ มีศักยภาพ หรือกระทั่งก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในระดับนั้นแล้วอย่างเขา! ต่อให้โอหังไปหน่อย บ้าอำนาจไปนิด แล้วจะทำไม?
เบื้องบนจะเป็นไปได้เหรอที่จะตำหนิเขาเพราะ ‘เรื่องเล็กน้อย’ แค่นี้? นั่นมันตลกสิ้นดี เป็นไปไม่ได้เลย!
แต่ตอนนี้ล่ะ? ผู้ยิ่งใหญ่ที่ก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในระดับ SSS อย่างผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภา กลับ กลับถูกกดหัวอยู่แทบเท้าเหมือนสุนัขตาย และในชั่วพริบตาเวทีประลองหลักก็แทบจะพังทลาย แม้จะดูเหมือนเป็นการจู่โจมทีเผลอ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะคนที่ยื่นมือกดหัวผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาไว้อย่างแน่นหนาในตอนนี้ กลับกลายเป็น กลับกลายเป็น... ทุกคนจ้องมองแผ่นหลังของร่างชายหนุ่มคนนั้นด้วยความตื่นตะลึง ความตกใจในใจนั้นยากจะบรรยาย! เมื่อพวกเขาได้สติและสายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของเขา สีหน้าของทุกคนก็ซับซ้อนขึ้นมาจริงๆ
เพราะร่างชายหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น คือเฉินเฟยนั่นเอง!
“ฮือฮา!”
“เขา เขา เขา... ไม่ใช่ใช่มั้ง!?”
“หรือว่าตอนที่เอาชนะหลัวชิ่งไห่ก่อนหน้านี้ เขายังไม่ได้เอาจริง?”
“เป็นไปไม่ได้มั้ง? ได้ยินว่าผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในระดับ SSS แล้วนะ เจ้าเด็กนั่นต่อให้เก่งแค่ไหน จะไปถึงระดับนั้นได้ยังไง? เพราะตอนนี้เขาอายุเท่าไหร่กันเชียว?”
“ไม่ว่าจะยังไง... มิน่าล่ะสำนักงานองครักษ์ส่วนกลางรอบนี้ถึงได้มั่นใจนัก ถ้าเจ้าเด็กนั่นน่ากลัวขนาดนี้จริงๆ ต่อให้เหยียนเจินมา จะชนะเขาได้เหรอ?”
...
ทันใดนั้น ผู้คนมากมายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ สั่นสะเทือนไปทั่ว
และบนเวทีสูงไม่ไกล ผู้บริหารและผู้นำระดับสูงของสี่หน่วยงานแห่งเมืองหลวงต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป บ้างอ้าปากค้าง บ้างตะลึงงัน บ้างเหลือเชื่อ... บ้างหน้าตาบูดบึ้ง เห็นเพียงผู้อาวุโสสองผู้ศีรษะล้านแห่งกลุ่มนภาและผู้อาวุโสห้าอี้เซียวบนเวทีสูง หนังตากระตุกอย่างรุนแรง สีหน้าเขียวคล้ำ เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าเจ้าหนูเฉินเฟย... จะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้?
โดยเฉพาะคนหลัง ในแววตาลึกๆ ตอนนี้ถึงกับระงับความกังวลและความตื่นตระหนกที่พวยพุ่งขึ้นมาไม่ได้!
เพราะถ้าเฉินเฟยแข็งแกร่งขนาดนั้นจริง แล้วเขาอี้เซียวเดี๋ยวจะทำยังไง? กล้าขึ้นเวทีไหม?
แต่ในขณะนั้นเอง บนเวทีสูงไม่ไกลจากเขา ผู้อาวุโสสำนักงานองครักษ์ส่วนกลางท่านหนึ่งกลับรูม่านตาหดเกร็ง ตะโกนเสียงดังดุจฟ้าผ่าว่า “ระวังเจ้าหนู!”
ตู้ม!
ในวินาทีที่เสียงตะโกนของผู้อาวุโสสำนักงานองครักษ์ส่วนกลางจบลง บนเวทีประลองหลัก คลื่นพลังปราณที่น่าหวาดหวั่นจนหนังศีรษะชาวาบก็ระเบิดออกมาจากร่างของผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาใต้ร่างเขา ราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ!
จากนั้นเห็นเพียงสีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นดุร้าย กัดฟันแน่น ร่างกายบิดเบี้ยวราวกับงูอย่างน่าประหลาด ใช้วิชาลี้ลับบางอย่างหลุดรอดจากมือของเฉินเฟยได้ จากนั้นเขาก็ปรากฏตัวต่อหน้าเฉินเฟยด้วยความโกรธจัด พลังปราณที่น่ากลัวในร่างกายระเบิดออกราวกับภูเขาไฟ สร้างคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัว... ใบหน้าชราของเขาบิดเบี้ยวและน่ากลัวอย่างยิ่งเพราะความโกรธจัด
“ไอ้เด็กสารเลว ข้าจะสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!”
ผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวจนใบหน้าบิดเบี้ยว เพราะฉากเมื่อครู่ การโจมตีเมื่อครู่ เรียกได้ว่าทำลายหน้าตาของเขาจนป่นปี้! ตบหน้าเขาจนบวมฉุ เขาต้องฆ่าคนตรงหน้า ถึงจะระบายความแค้นได้
แม้ฉากฝนดาวตกเพลิงขนาดย่อมเมื่อครู่จะน่าตกใจและร้ายกาจพอตัว แต่เขาก็เป็นถึงยอดฝีมือที่ก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในระดับ SSS! ย่อมไม่ถูกโค่นล้มง่ายๆ
และแน่นอนว่าเขาไม่มีทางเชื่อว่าเฉินเฟยเก่งกว่าเขา แต่คิดว่าเมื่อครู่เขาแค่พลาดท่าเพราะถูกจู่โจมทีเผลอถึงได้เป็นแบบนั้น
ดังนั้น ทันทีหลังจากนั้น เขาก็ฟาดฝ่ามือออกไปด้วยสีหน้าดุร้าย ทันใดนั้นคลื่นพลังปราณที่พลุ่งพล่านทั่วร่างก็ไหลมารวมกันที่ฝ่ามือราวกับมีดผ่าตัด ส่งเสียงดังฟึ่บฟั่บ พาเอาแรงกดดันอันน่ากลัวที่ทำให้อากาศแทบรับไม่ไหว ฟันลงไปที่กระหม่อมศีรษะของเฉินเฟยอย่างโหดเหี้ยม ราวกับต้องการผ่ากะโหลกเขา!
ปัง!
แต่ทว่า ในขณะที่ฝ่ามือของผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภากำลังจะ ‘ผ่า’ ศีรษะของเฉินเฟย มุมปากของเฉินเฟยกลับยกขึ้นอย่างเย็นชา ร่างกายวูบไหว สายตาของทุกคนพร่ามัว หมัดหนึ่งพุ่งสวนขึ้นไปกลางอากาศราวกับเสือร้ายลงจากเขา พาเอากลิ่นอายอันแข็งแกร่งปะทะเข้ากับฝ่ามือนั้น
ทันใดนั้นผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาก็ตัวสั่นสะท้าน รู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่ส่งมาจากนิ้วทั้งห้า ทำเอานิ้วแทบงอหงิก สีหน้าแข็งค้างทันที
“เป็นไปได้ยังไง!?”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ในสถานการณ์ฉุกละหุก เฉินเฟยยังสามารถสวนกลับกระบวนท่านี้ของเขาได้
ที่สำคัญที่สุดคือหมัดที่สวนกลับฝ่ามือของเขาหมัดนั้น ยังทรงพลังหนักแน่นดั่งขุนเขา กระทั่งแรงปะทะนั้นทำให้เขารู้สึกว่ากระดูกนิ้วแทบหัก
เรื่องนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะมีความตื่นตระหนกผุดขึ้นในดวงตา!
ปัง!
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตกใจไปมากกว่านี้ ร่างชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็ขยับอีกครั้ง
“มวยซิงอี้ฉวน รูปแบบอินทรี กรงเล็บฉีกทองคำ!”
เห็นเพียงร่างกายของเฉินเฟยบิดเบี้ยวในท่วงท่าประหลาดโดยไม่รู้ตัว ร่างกายโค้งงอเล็กน้อย มือข้างหนึ่งไขว้ไปด้านหลัง นิ้วทั้งห้าสั่นระริก ค่อยๆ เกร็งงอเข้าหากัน ทันใดนั้นในใจของทุกคนราวกับได้ยินเสียงร้องของพญาอินทรีที่ฉีกกระชากท้องนภา
กรงเล็บตะปบออกไปตามกัน ราวกับพญาอินทรีย์ที่กำลังล่าเหยื่ออย่างสง่าผ่าเผย กรงเล็บสามารถฉีกกระชากทองคำและเหล็กกล้าได้
“อะ...”
“ปัง!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคมกริบที่ราวกับจะเจาะทะลุทองคำและเหล็กกล้าพุ่งเข้ามา แม้แต่ยอดฝีมือระดับก้าวขาข้างหนึ่งเข้าสู่ SSS อย่างผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภา ในวินาทีนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหน้าเปลี่ยนสี
ดวงตาของเขาปรากฏความหวาดกลัวและตื่นตระหนกขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่ในวินาทีถัดมา เสียงดังปังทุ้มหนัก กรงเล็บอันทรงพลังและน่ากลัวถึงขีดสุดของเฉินเฟยได้ฉีกกระชากลึกเข้าไปในหน้าอกของเขา ปะทะเข้ากับปราณแท้ที่เขารีบสร้างขึ้นป้องกันหน้าอกในวินาทีเฉียดตาย ทันใดนั้นพลังที่มองไม่เห็นอันน่ากลัวก็ระเบิดออกราวกับภูเขาไฟปะทุ พื้นที่ที่ทั้งสองยืนอยู่ หรือกระทั่งบริเวณโดยรอบอย่างน้อยเจ็ดแปดเมตร พังทลายลงในชั่วพริบตา และผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาก็กระเด็นออกไปทันที
พรวด!
เลือดสดๆ พ่นออกมาคำโต ในสายตาของทุกคนเห็นชัดเจนว่าหน้าอกของผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภายุบลงไป และบริเวณนั้นยังระเบิดเป็นหมอกเลือดอย่างรวดเร็ว เลือดโชก... จากนั้นเห็นเพียงร่างของเขาพุ่งถอยหลังไปราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ กระแทกเข้ากับพื้นเวทีประลองที่พังทลายไปครึ่งหนึ่งอย่างแรง เด้งขึ้นสูง แล้วตกลงมา กระอักเลือดออกมาอีกหลายคำ สีหน้าซีดขาวถึงขีดสุดในทันที!
และฉากนี้ก็ทำให้รูม่านตาของทุกคนหดเกร็งอย่างรุนแรง
“ซู้ด!”
รอบเวทีประลอง เสียงสูดหายใจเข้าด้วยความเหลือเชื่อดังขึ้นราวกับโรคระบาด ไม่จางหายไปง่ายๆ
ครั้งนี้ แม้แต่ยอดฝีมือระดับ SSS ตัวจริงส่วนน้อยบนเวทีสูงไม่ไกล เช่น ผู้อาวุโสสองผู้ศีรษะล้านแห่งกลุ่มนภา ต่างก็รูม่านตาหดเกร็ง ตกตะลึงถึงขีดสุด เพราะถ้าบอกว่าก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาพลาดท่าเพราะทีเผลอ แล้วตอนนี้ล่ะนับเป็นอะไร? ท้องเสียจนแสดงฝีมือเต็มที่ไม่ได้งั้นเหรอ!?
เจ้าเด็กนี่ เขา เขา เขา ตกลงว่า... เป็นไปได้ยังไงเนี่ย!?
ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกมากมายภายในฐานบัญชาการกลุ่มนภา เฉินเฟยมองผู้อาวุโสสี่แห่งกลุ่มนภาที่ถูกเขาซัดกระเด็นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ในนัยน์ตาสีดำขลับมีประกายเย็นชาแวบผ่าน
จากนั้นเขาก็หันข้างไปพูดกับเฉาฉีกั๋วและผู้อาวุโสหลัวซานแห่งสำนักงานองครักษ์ส่วนกลางที่อยู่ไม่ไกลว่า “ผู้อาวุโสหลัว รบกวนท่านพาเฉาฉีกั๋วลงไปที ต่อไปปล่อยเป็นหน้าที่ข้า”
“ห๊ะ อ้อ... ครับ” เมื่อได้ยินด้วยความเหม่อลอย ผู้อาวุโสหลัวซานถึงกับแสดงท่าทีนอบน้อมราวกับลูกน้องได้รับคำสั่งจากเจ้านายต่อหน้าเด็กเมื่อวานซืนอย่างเฉินเฟย... แสดงให้เห็นว่าในใจเขาตอนนี้ ความตกตะลึงนั้นรุนแรงและชัดเจนเพียงใด ส่วนเฉาฉีกั๋ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีความคิดที่จะขัดขืนเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น หลังจากนั้นจึงเห็นพวกเขาลงจากเวทีประลองหลักไป!
จากนั้นแทบทุกสายตา ต่างจับจ้องไปที่ร่างของเฉินเฟยบนเวทีที่พังทลายด้วยความสั่นไหวเล็กน้อย
อารมณ์ซับซ้อนที่เรียกว่าความยำเกรง ความสั่นไหว และความคาดหวัง กำลังปรากฏขึ้นในใจและบนใบหน้าของพวกเขา
“เอาล่ะ อย่าเสียเวลาเลย เจ้า รีบลงมาเถอะ ข้าทำตามคำพูดของเจ้า มา ‘รับโทษ’ ที่เมืองหลวงนี่แล้ว ดังนั้นเจ้าล่ะ? ไอ้แก่อี้เซียว อย่าบอกนะว่าตอนนี้เจ้าไม่มีความกล้าที่จะขึ้นเวที”
และในวินาทีถัดมา สายตาของเฉินเฟยก็พุ่งไปที่เวทีสูงไม่ไกล คำพูดที่เย็นชาและคนที่สายตาจับจ้อง ทำให้สีหน้าของผู้คนในที่นั้นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง และในชั่วพริบตา สายตาของทุกคนก็ไปรวมอยู่ที่ใบหน้าของอี้เซียว ผู้อาวุโสห้าคนปัจจุบันของกลุ่มนภาบนเวทีสูง
และสีหน้าของฝ่ายหลัง ก็ย่อมย่ำแย่ลงอย่างยิ่งในทันที แต่ก็ยังมีคนจับสังเกตความตื่นตระหนกและความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในแววตาของเขาได้
...........