- หน้าแรก
- เซียนแพทย์ลิขิตชะตาฟ้า
- บทที่ 449 คนเกาหลีบนเครื่องบิน
บทที่ 449 คนเกาหลีบนเครื่องบิน
บทที่ 449 คนเกาหลีบนเครื่องบิน
'กร๊อบ!' อี้เซียวที่อยู่ไกลถึงกลุ่มนภาในเมืองหลวง บีบโทรศัพท์ในมือแหลกละเอียดเป็นผง
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาโกรธขนาดนี้ คิดไม่ถึงว่าไอ้ลูกผสมนั่นจะใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ กล้าขัดคำสั่งกลุ่มนภา กล้าเป็นศัตรูกับกลุ่มนภาของพวกเขาแบบนี้?
"ดี ดีมาก... ให้ฉันล้างครอรอแกที่เมืองหลวง?"
จากนั้น อี้เซียวก็กัดฟันกรอด สีหน้าเขียวคล้ำและโกรธจัดถึงขีดสุด! ราวกับว่าถ้าเฉินเฟยยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ เขาแทบอยากจะกลืนกินลงท้อง หรือยิงกบาลทิ้งซะเดี๋ยวนี้... จากนั้นก็เห็นเขาพูดเสียงแหบพร่าด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวและน่ากลัวว่า "มาเลย ข้าอี้เซียวจะรอเจ้าอยู่ที่กลุ่มนภาในเมืองหลวงนี่แหละ! ถ้าไม่ทำให้ไอ้ลูกผสมอย่างเจ้าได้เห็นดีกัน ชื่อข้าจะเขียนกลับหลัง! คอยดู!"
ในขณะเดียวกัน ที่ฐานเฟยเป้า มณฑลเจียงหนาน เฉินเฟยสั่งหวังต้าซานเสียงเย็นว่า "จับมันขังรวมไปด้วย! แล้วเตรียมตั๋วเครื่องบินให้ใบหนึ่ง ฉันจะไปเมืองหลวง!"
"แกพูดว่าอะ..." จินจงได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด
แต่เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเฉินเฟยตบหน้าฉาดใหญ่ ตัวกระตุก แล้วสลบเหมือดไปเลย ฉากนี้ทำให้หัวใจหวังต้าซานกระตุกวูบ เหงื่อเย็นไหลพรากออกมาทันที
นี่ นี่ นี่... ยังไงหมอนั่นก็เป็นถึงขั้นเซียนเทียนระยะต้นนะ? ตบเดียวสลบ? ความแข็งแกร่งของหัวหน้าครูฝึกเฉินตอนนี้ น่ากลัวขนาดไหนกันแน่?
...
เมืองหลวง โรงแรมฮิลตัน ห้องเพรสิดเนเชียลสวีทชั้นบนสุด หน้าต่างบานใหญ่จรดพื้น ชายสวมแจ็คเก็ตสีดำกำลังมองลงไปยังผู้คนและรถราที่ขวักไขว่เบื้องล่างด้วยสายตาลึกล้ำ แววตาฉายแววหยิ่งยโสและสูงส่ง งูยักษ์สีดำสนิทพันรอบแขนเขา แลบลิ้นงูที่เย็นเฉียบออกมา น่าสยดสยองจนทำให้คนขนลุก
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น คือหมอผีกู่ระดับปฐพีจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในชายแดนใต้ — ต้งไท่ เดิมทีเขาออกมาครั้งนี้เพื่อจะมาเจอกับคนใจกล้าบ้าบิ่นที่ไม่บอกกล่าวสักคำก็กล้าลงมือฆ่าลูกของราชาแมลงพันกระดูกของเขา แต่ช่วงนี้เฉินเฟยเดินทางไปทั่วเลยไม่เปิดโอกาสให้เขา
และด้านหลังต้งไท่ ชายหนุ่มวัยยี่สิบสามสิบปียืนอยู่อย่างระมัดระวัง สีหน้ามีความหวาดกลัวอยู่บ้าง หรือถึงขั้นพยายามกลั้นหายใจ เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนต้งไท่... ไม่สิ ต้องบอกว่ากลัวจะไปรบกวนงูยักษ์สีดำที่พันรอบแขนเขามากกว่า
หากมีคนที่รู้จักชายคนนี้อยู่ในเหตุการณ์ คงไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เพราะชายคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น คือเฉินคุน ทายาทรุ่นสองผู้มีอิทธิพลและสถานะสูงส่งในแวดวงลูกท่านหลานเธอแห่งเมืองหลวง
ในบรรดารุ่นเยาว์ของตระกูลเฉิน หนึ่งในสามตระกูลมหาอำนาจทางการเมืองแห่งเมืองหลวง เขาเฉินคุนถือเป็นผู้นำระดับแถวหน้า ควบคุมบริษัทจดทะเบียนที่มีความสามารถในการทำกำไรมากมาย มีทั้งเงินทั้งอำนาจ แต่ทายาทเศรษฐีที่มีทั้งทรัพย์สินและเบื้องหลังมหาศาลขนาดนี้ กลับไม่กล้าหายใจแรงเมื่ออยู่ต่อหน้าต้งไท่
จะไม่ให้คนตกใจได้ยังไง?
"คุณชายเฉิน เรื่องที่ข้าไหว้วานให้เจ้าไปสืบ เป็นยังไงบ้าง?" ในขณะนั้นเอง ต้งไท่ก็เอ่ยปากถามโดยไม่หันกลับมามอง
"สืบรู้ตัวคนแล้วครับ มันเป็นคนชื่อเฉินเฟย แต่หมอนั่นดูเหมือนจะไม่ใช่คนธรรมดา" ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเฉินคุนก็ฉายแววเย็นชาจางๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ด้วยสถานะและตำแหน่งของเขา ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องมาเกลือกกลั้วกับคนอันตรายที่มาจากชายแดนใต้อย่างต้งไท่เลย แต่ตอนนี้พวกเขามีศัตรูคนเดียวกัน นั่นคือเฉินเฟย!
เห็นได้ชัดว่าด้วยสถานะในตระกูลเฉินของเขาเฉินคุน ย่อมได้รับรู้เรื่องราวของเฉินเฟยมาบ้างไม่มากก็น้อย และเข้าใจว่าคนแบบนี้ หากปล่อยให้กลับเข้าตระกูลอย่างราบรื่น ย่อมเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อสถานะปัจจุบันของเขา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากเห็น
นี่จึงเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขามาพัวพันกับต้งไท่!
เพราะเขาเคยเห็นกับตา ถึงวิธีการที่น่าขนลุกและน่ากลัวของต้งไท่ แม้แต่ทหารชั้นยอดจำนวนมากเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ก็เปราะบางราวกับดินปั้น ไม่คณามือ
หากคนแบบนี้คิดจะฆ่าเฉินเฟย มันต้องหนีไม่รอดแน่ อย่างน้อยในใจเขาก็เชื่อมั่นเช่นนั้น!
แต่หากเขารู้ว่า ต้งไท่ที่เขาเห็นว่าเป็นดั่งปีศาจร้าย ความจริงก็เป็นแค่หมอผีกู่ระดับปฐพีขั้นต้น เทียบเท่ากับนักยุทธ์โบราณขั้นเซียนเทียนระยะต้นเท่านั้น
ส่วนเฉินเฟยที่พวกเขาทั้งสองหมายหัวว่าเป็นเหยื่อ ในปัจจุบันกลับก้าวไปถึงระดับที่เทียบเคียงได้กับยอดฝีมือขั้นเซียนเทียนระยะปลายแล้ว คือฝึกพลังขั้นห้าขั้นสูงสุด! ทั้งสองคนอยู่คนละระดับชั้นกันโดยสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าเขาจะเสียใจจนไส้เขียวหรือเปล่า?
สิ่งที่เขาใส่ใจ มีเพียงตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ของตระกูลเฉิน แต่ของพรรค์นั้น เฉินเฟยจะเห็นอยู่ในสายตางั้นเหรอ?
"ไม่ใช่คนธรรมดา? มีความกล้าลงมืออำมหิตกับหนอนกู่ของข้าต้งไท่ ย่อมไม่ใช่คนดาดๆ อยู่แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องกังวล ตอนนี้ข้าแค่อยากรู้ว่า มันอยู่ที่ไหน? เมื่อไหร่ข้าถึงจะเจอมันได้?" ได้ยินเช่นนั้น ต้งไท่ก็ลูบไล้งูยักษ์สีดำบนมือ น้ำเสียงเย็นยะเยือกน่าขนลุก
"ขอเวลาผมอีกหน่อย หลักๆ คือตอนนี้ไอ้เด็กนั่นไม่อยู่ในเมืองหลวง ไม่อย่างนั้นแค่ไม่กี่นาทีผมก็รู้แล้วว่ามันอยู่ที่ไหน" เฉินคุนกัดฟันพูด
เขาเองก็อยากกำจัดเฉินเฟย ตัวอันตรายที่คุกคามตำแหน่งของเขาให้เร็วที่สุดเหมือนกัน เพียงแต่หาตัวไม่เจอสักที
ได้ยินเช่นนั้น ต้งไท่ก็ไม่ได้ตอบอะไรอีก เพียงแต่มุมปากยกยิ้มเหยียดหยามจางๆ งูยักษ์สีดำที่พันรอบแขนเขาแลบลิ้นอย่างเย็นชา ห้องทั้งห้องกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ภาพตัดกลับมาที่มณฑลเจียงหนาน
บ่ายสองโมง เฉินเฟยขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงจากสนามบินทงโจว เมืองเอกของมณฑล โดยนั่งในชั้นเฟิร์สคลาส
เขาเป็นคนพูดจริงทำจริง! ในเมื่อบอกให้ตาแก่นั่นล้างคอรออยู่ที่กลุ่มนภาในเมืองหลวง เขาก็ต้องไปแน่!
และครั้งนี้ ดูเหมือนจะมีหลายเรื่องที่เขาต้องจัดการให้เด็ดขาดเสียที
"คุณผู้ชายคะ รับอะไรหน่อยไหมคะ?" ในขณะนั้นเอง แอร์โฮสเตสสาวสวยในชุดยูนิฟอร์มก็เข็นรถอาหารเข้ามาถามด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
"ขอนมเย็นสักขวดครับ" เฉินเฟยตอบสบายๆ
"ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ"
ทันใดนั้น แอร์โฮสเตสสาวก็ยิ้มหวาน ดวงตาคู่สวยจับจ้องอยู่ที่เฉินเฟยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบนมเย็นจากรถเข็นส่งให้เฉินเฟย และโดยที่ไม่ได้เก็บเงิน เธอก็บิดสะโพกอันงอนงามจากไป แต่ในมือเล็กๆ นั้นกลับแอบยัดของบางอย่างใส่มือเฉินเฟยอย่างแนบเนียน ก่อนจะเข็นรถจากไป
"เอ่อ..."
เฉินเฟยมองตามหลังแอร์โฮสเตสสาวที่เดินบิดสะโพกจากไปอย่างงุนงง เอามือคลำดูที่หน้าท้อง ทันใดนั้นกระดาษก้อนเล็กเท่าหัวแม่มือก็ปรากฏในมือเขา คลี่ออกมาดู บนนั้นเขียนเบอร์โทรศัพท์ชุดหนึ่ง และชื่อตัวเล็กๆ ที่เขียนด้วยลายมือสวยงาม ชิงหลาน
"ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ฉันมีเสน่ห์แรงขนาดนี้? หรือจะเป็นเพราะหิ่งห้อยในยามราตรี ความถ่อมตัวไม่อาจปิดบังแสงสว่างอันเจิดจ้าในตัวคุณชายผู้นี้ได้?" เขาอดพึมพำกับตัวเองไม่ได้
แม้เขาจะคิดเสมอว่าตัวเองหล่อเหลา สง่างาม แต่ฉากแบบนี้ที่ปกติจะมีแต่ในละครหรือนิยาย ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะมาเจอกับตัว เกินคาดจริงๆ! แต่การที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ก็ช่วยผ่อนคลายอารมณ์หงุดหงิดจากเรื่องแย่ๆ ในช่วงไม่กี่วันมานี้ของเขาได้บ้าง ไม่รู้สึกกดดันเหมือนก่อน
"เพื่อนเกลอใช้ได้เลยนี่ มีลาภปากแล้วนะเนี่ย" ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกว่าปีที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็มองเขาด้วยรอยยิ้มตาหยี น้ำเสียงออกแนวแซวเล่น
ผู้ชายด้วยกัน เจอเรื่องแบบนี้ต่อให้ไม่อิจฉา ก็ต้องมีการแซวกันบ้างเป็นธรรมดา
"น่าขายน่าน่าขายหน้า" และเมื่อได้ยินคำแซวของคนข้างๆ เฉินเฟยก็ไม่ได้แสร้งทำเป็นสุภาพบุรุษ แต่ยิ้มกวนๆ ตอบกลับ จากนั้นก็ขยำกระดาษแผ่นนั้นเป็นก้อน โยนลงถังขยะที่ไม่ไกลนักไปอย่างไม่ไยดี
เห็นฉากนี้ ชายหนุ่มคนนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผู้ชายเท่านั้นจะเข้าใจ กระซิบว่า "ทำไม? ไม่ถูกใจเหรอ? จะว่าไปแอร์โฮสเตสคนเมื่อกี้หุ่นก็ดี หน้าตาก็สวย อย่างน้อยก็น่าจะสักแปดสิบคะแนนได้นะ? เพื่อนเกลอตาถึงขนาดนั้นเลย?"
"ไม่ใช่ว่าตาถึงหรอก แต่กลัวว่าเสน่ห์ผมจะแรงเกินไป ทำให้เธอหลงจนโงหัวไม่ขึ้น จากนี้ไปขาดผมไม่ได้ มันจะยุ่งเอาน่ะสิ ผมเป็นคนซื่อสัตย์รักเดียวใจเดียว ต้องรู้จักเห็นใจคนอื่นบ้าง" เฉินเฟยตอบด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง
"เอ่อ..."
สีหน้าของชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีคนนั้นแข็งค้างไปทันที ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ กล่าวด้วยความนับถือว่า "โอเค เพื่อนเกลอ เหตุผลนี้ผมให้คะแนนเต็มเลย ไปเมืองหลวงไปทำงานหรือไปเที่ยวครับ? มารู้จักกันหน่อยไหม ผมแซ่หลิว ชื่อหลิวชูตง โตที่เมืองหลวงตั้งแต่เด็ก ที่ไหนน่าเที่ยวผมรู้หมด" พูดจบเขาก็ยื่นมือมาหาเฉินเฟย
"ผมแซ่เฉิน ชื่อเฉินเฟย ยินดีที่ได้รู้จักครับ" เฉินเฟยยิ้มและจับมือกับเขา
หยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็ยิ้มแล้วพูดต่อว่า "ครั้งนี้ผมไปเมืองหลวงเพื่อจัดการธุระส่วนตัวนิดหน่อย แต่จัดการเสร็จแล้วก็น่าจะมีเวลา งั้นผมขอจดเบอร์คุณไว้หน่อยได้ไหม?"
"ได้สิ" หลิวชูตงยิ้มพยักหน้า บอกเบอร์โทรศัพท์ของตัวเอง
ในขณะนั้นเอง ก็มีคนกลุ่มหนึ่งขึ้นเครื่องมาด้วยท่าทางเอิกเกริก เข้ามาในชั้นเฟิร์สคลาส คนกลุ่มนี้ท่าทางหยิ่งยโส สายตาแทบจะมองเพดาน พอเข้ามาก็กวาดตามองในห้องโดยสารด้วยความถือดี แล้วก็ส่งเสียงดังคุยกันโชงเชงเป็นภาษาต่างประเทศ โดยไม่เกรงใจผู้โดยสารคนอื่นในชั้นเฟิร์สคลาสเลย
"พวกนี้คนเกาหลีเหรอ? ไร้มารยาทจริงๆ" ดูเหมือนจะฟังภาษาที่คนพวกนั้นคุยกันออก หลิวชูตงขมวดคิ้วพูดเสียงเย็น
ยุคนี้กระแสคลั่งไคล้ต่างชาติมันรุนแรงเกินไป ทำให้พอเป็นชาวต่างชาติมาอยู่ในประเทศจีน ก็รู้สึกเหมือนตัวเองวิเศษวิโส ตาอยู่บนฟ้า มองไม่เห็นหัวคนอื่น
เหมือนสถานการณ์ตอนนี้ ชั้นเฟิร์สคลาสนี่มันที่สาธารณะชัดๆ แต่ไอ้พวกเกาหลีพวกนี้กลับแหกปากโวยวาย กลัวคนอื่นไม่รู้หรือไงว่าเป็นคนเกาหลี?
"คุณผู้ชายคะ รบกวนช่วยเบาเสียงหน่อยได้ไหมคะ? เสียงของพวกคุณรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นแล้วค่ะ" แม้แต่แอร์โฮสเตสก็เริ่มทนไม่ไหว มีคนเดินเข้าไปพูดภาษาอังกฤษกับคนเกาหลีกลุ่มนั้น
"เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง? พวกเราเป็นคนเกาหลีนะ กำลังจะไปเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการแพทย์แผนจีนครั้งที่ 7! เธอกำลังไม่ให้เกียรติแขกต่างชาติอย่างพวกเรางั้นเหรอ?" แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนึ่งในกลุ่มคนเกาหลีที่ตัวสูงใหญ่ก็ลุกพรวดขึ้นมา ใช้นิ้วจิ้มไปที่ศีรษะของแอร์โฮสเตสด้วยท่าทางอวดดี ตะคอกด่าจากมุมสูง
ล้อเล่นน่า พวกเขาคือแขกต่างชาติชาวเกาหลีผู้ทรงเกียรติ! แอร์โฮสเตสกระจอกๆ กล้าใส่ร้าย ไม่ให้เกียรติพวกเขาได้อย่างไร?
..........