- หน้าแรก
- เขตแดนแห่งความมืด
- บทที่ 170 วิธีชนะอย่างแน่นอน
บทที่ 170 วิธีชนะอย่างแน่นอน
บทที่ 170 วิธีชนะอย่างแน่นอน
“เมื่อหัวหน้าสาขาชุดเขียวลากเส้นลงไป ทั้งสองฝั่งก็หันมามองที่ซุนหนิ่วจื่อเป็นตาเดียว”
บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิท มีเพียงเสียงเปลวไฟเลียผิวกาน้ำชาเท่านั้นที่ดังอยู่
ซุนหนิ่วจื่อมองไปสักพักก็เหมือนตัดสินใจได้แล้ว จากที่ก่อนหน้านี้ยังดูตึงเครียด ตอนนี้กลับเหมือนยอมรับชะตากรรมเสียมากกว่า ท่าทีจึงดูสงบนิ่งขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
เขาเงียบอยู่นาน จนกระทั่งผ่านไปเกือบหนึ่งถ้วยชา จู่ๆ ก็เงยหน้ามองเจ้าหนุ่มชุดเขียว แล้วกล่าวว่า "น้ำไม่เดือด เป็นเพราะไฟของเจ้ามันไม่ถึง ข้ายังรอชงชาอยู่เลย เดี๋ยวช่วยเป่าลมให้หน่อยละกัน..."
พูดจบ เขาก็ยื่นหัวไปใกล้เตาที่ไฟยังลุกโชนอยู่ แล้วพองแก้มเป่าลมใส่ทันที
ช่วงแรกที่เป่าลมออกไป เปลวไฟแค่สั่นไหวเล็กน้อย ไม่ได้เกิดผลใดๆ
แม้แต่เจ้าหนุ่มชุดเขียวก็มุมปากยกยิ้มเย็นๆ ในใจคิดว่า ไฟนี่แรงขนาดนี้แล้ว เจ้าจะเป่าไปเพื่ออะไร?
แม้แต่ใช้ที่สูบลมเป่าทั้งแรง ก็ยังทำให้น้ำเดือดไม่ได้หรอก
แต่ท่าทางดูแคลนของเขานั้น คงอยู่ได้ไม่นาน สีหน้าก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะซุนหนิ่วจื่อกลับดูเหมือนติดใจการเป่าลมเข้าให้แล้ว เป่าใส่เตาไฟอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดพักเลยสักครั้ง
จังหวะการเป่าของเขา ดูเผินๆ แล้วกลับทำให้รู้สึกไม่สบายใจนัก หากใครตามจังหวะลมหายใจของเขา จะพบว่าเขาหายใจเข้าเพียงสั้นๆ แต่พ่นลมหายใจออกยาวๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หายใจออกมาก หายใจเข้าน้อย หากเป็นคนธรรมดาคงขาดอากาศตายไปแล้ว
แต่ซุนหนิ่วจื่อกลับไม่มีทีท่าว่าจะขาดอากาศหายใจ กลับยิ่งเป่าก็ยิ่งฮึกเหิมขึ้นเรื่อยๆ ราวกับภายในร่างมีเครื่องสูบลมซ่อนอยู่ และเมื่อเขาเป่าลมเข้าสู่เตาไฟอย่างไม่หยุดหย่อน ผู้คนด้านล่างเวทีก็เริ่มรู้สึกตาพร่าไปตามๆ กัน
บางคนถึงกับมองเห็นภาพหลอน เหมือนมีซุนหนิ่วจื่ออีกคน ค่อยๆ คลานเข้าไปในเตาไฟนั้น
ภาพนั้น เขายังคงเป่าลมพลางคลานเข้าเตาไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายดูราวกับผสานเข้ากับเปลวเพลิง
ไฟในเตานั้นก็ค่อย แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวอันประหลาด ร้อนแรงขึ้นทุกขณะ
เมื่อถึงจุดนั้น เจ้าหนุ่มชุดเขียวก็เริ่มเข้าใจบางสิ่งแล้ว ดวงตาหดแคบลง จ้องหน้าซุนหนิ่วจื่อเขม็ง ราวกับพยายามจะจับพิรุธบางอย่าง
ในความเงียบสงัด เปลวไฟก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุด กาน้ำชาก็ส่งเสียงดังวูบ ก่อนจะพ่นไอน้ำออกมาจากปากกา
น้ำเดือดแล้ว
ซุนหนิ่วจื่อถอนหายใจอย่างโล่งอก นั่งกลับที่เดิม สีหน้าเขียวคล้ำอย่างน่ากลัว แต่ดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกตัวเองผิดปกติอะไร สายตาก็ลอยๆ เหม่อมองเจ้าหนุ่มชุดเขียวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ฮูมะที่ดูอยู่ด้านล่างเวทีถึงกับตาโตอ้าปากค้าง คาดเดาเบาๆ ว่า "นี่คือใช้ไฟของตัวเอง ทำลายเวทฝ่ายตรงข้ามงั้นเหรอ?"
"ไม่ใช่"
ผู้ดูแลสวี่ค่อยๆ ส่ายหัว กล่าวเสียงเบาว่า "นี่เป็นวิธีที่สูงส่งยิ่งกว่านั้น และยังเป็นสิ่งที่สองท่านผู้พิทักษ์เป็นผู้วางแผนไว้ด้วย"
"เฮ้อ...พวกเราสมาคมโคมแดงก็จนปัญญาแล้วจริงๆ ต้องมีคนหนึ่งยอมเสียสละ..."
ดูท่าเขาคงรู้ความจริงอยู่แล้ว ฮูมะจึงไม่ถามต่อ เพียงแต่เงยหน้ามองเวที เห็นน้ำเดือด เจ้าหนุ่มชุดเขียวแม้สีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ยังพยายามรักษาท่าที ยิ้มฝืนออกมา
สำหรับเขาแล้ว อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นักหากโดนทำลายเวท แต่การที่ไม่อาจมองออกว่าอีกฝ่ายทำลายเวทเขาได้อย่างไร นั่นต่างหากที่ทำให้ไม่สบายใจ
แม้ใจจะสั่น แต่ก็ยังต้องลุกขึ้น ชงชา แล้วสองมือยกไปวางตรงหน้าซุนหนิ่วจื่อ
"พี่ท่านฝีมือสูงส่ง เชิญดื่มได้เลย!"
"..."
น้ำชานี้ เมื่อรินเสิร์ฟ ก็เป็นการแสดงถึงการยอมแพ้ และถึงตาของฝ่ายตรงข้ามที่จะเป็นผู้ลากเส้นลงพื้น
แต่ซุนหนิ่วจื่อกลับไม่แม้แต่จะมองเขาเลย สีหน้าของเขาเหมือนจะยิ่งแข็งทื่อกว่าตอนขึ้นเวทีเสียอีก ความกลัวที่เคยมีก็หายไป กลับกลายเป็นความว่างเปล่า
เขากล่าวเสียงแผ่วเบาอย่างไร้อารมณ์
"ดื่มชา ไม่สนุก..."
"ตอนกลางคืนมันหนาว ข้าขอชวนท่านพี่ไปอาบน้ำดีกว่า?"
"..."
เจ้าหนุ่มชุดเขียวได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนทันที เสียงก็สั่นเล็กน้อย
"อะ...อาบยังไงกัน?"
ซุนหนิ่วจื่อก็ไม่ตอบอะไร เพียงแค่หันไปมองทางฝั่งสมาคมโคมแดง ก็เห็นว่ามีศิษย์หอมแดงสองคนกำลังช่วยกันยกหม้อใบใหญ่มา
หม้อใบนั้นดูเหมือนอ่างอาบน้ำ ภายในเต็มไปด้วยน้ำมันเดือดที่ถูกต้มร้อนมาตั้งแต่ด้านล่าง
พวกเขานำหม้อน้ำมันขึ้นมาแล้วก็ไม่รีรอที่จะใช้เตาไฟของคุณชายหอมแดง นำหม้อวางลงบนเตา และในเวลาไม่นาน น้ำมันก็เริ่มร้อนเดือดอีกครั้งจนเกิดฟอง
เมื่อเห็นหม้อน้ำมันนี้ ไม่ใช่แค่คนของสมาคมโคมแดง แม้แต่ฝั่งกลุ่มเลือดเนื้อ 'ชิงอี' เองก็เกิดความปั่นป่วนขึ้น
เมื่อวาน พวกเขาเพิ่งใช้หม้อน้ำมันเอาชนะมาได้หนึ่งครั้ง ไม่นึกว่าวันนี้สมาคมโคมแดงจะยกหม้อใหญ่มาอีก
แถมหม้อนี้ใหญ่กว่าของเมื่อวานอีก และน้ำมันก็ร้อนกว่าอีกด้วย
"ในเมื่อใช้วิธีนี้ เราก็ต้องชนะให้ได้"
ผู้ดูแลสวี่พูดเบาๆ ว่า "แต่เจ้าแม่โคมแดงเราน่ะ...เจ้าระเบียบ หากแพ้ที่ไหน ก็ต้องไปเอาคืนที่นั่น"
"อย่าบอกนะ ว่าเจ้าแม่โคมแดงนี่...แค้นฝังใจ?"
ฮูมะคิดในใจ จะเรียกว่าแค้นฝังใจก็คงไม่ถูกนัก...เรียกว่าเจ้าคิดเจ้าแค้นจะดีกว่า!
บนเวที ในเวลานั้นเจ้าหนุ่มชุดเขียว ก็มองหม้อน้ำมันอย่างตึงเครียด รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
สิบวันที่ประลองเวทกันมา การต่อสู้เมื่อวานนับว่าโหดร้ายและน่ากลัวที่สุด สร้างฝันร้ายให้ทั้งสองฝ่าย
วันนี้เขาก็แค่อยากมาแสดงฝีมือสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าคนของสมาคมโคมแดงจะยกหม้อนี้ขึ้นมาอีก
หรือว่า ไอ้เจ้าคนดูซื่อๆ คนนั้น คิดจะเอาเรื่องนี้มาวัดความโหดกันอีก?
เขากำลังคิดเช่นนั้น ก็เห็นซุนหนิ่วจื่อยืนขึ้นแล้ว มองหม้อน้ำมันด้วยสีหน้าหวาดหวั่น แล้วหันไปมองขอความช่วยเหลือไปยังด้านล่างเวที
แต่ที่เห็นกลับมีเพียงหัวหน้าสมาคมเจิ้งยืนอยู่ใต้ชายคา ยกมือโบกเบาๆ แล้วหมุนตัวหลบเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว
ซุนหนิ่วจื่อถึงกับสิ้นหวัง จู่ๆ ก็เหวี่ยงแขนสองข้าง ฉีกเสื้อผ้าทิ้ง เผยให้เห็นแผ่นหลังผอมบาง
จากนั้นก็หันไปพูดกับเจ้าหนุ่มชุดเขียวว่า "ประมาณนี้แหละ ข้าลงไปก่อน เจ้าก็ตามมาล่ะ!"
พูดจบก็ยกเท้าก้าวลงหม้อน้ำมันเดือด
เสียงดังซู่จากน้ำมันดังขึ้น ทั้งสองฝ่ายถึงกับต้องยกมือปิดตา ไม่กล้ามอง
แต่ผ่านไปครู่หนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะลืมตามองอีกครั้ง ก็เห็นซุนหนิ่วจื่อนอนแช่อยู่ในหม้อน้ำมัน ทั้งยังตักน้ำมันร้อนๆ ขึ้นมาราดใส่ตัวเองด้วย
บนใบหน้าเขายังมีรอยยิ้มแปลกประหลาด ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด เพียงแค่โบกมือเรียกเจ้าหนุ่มชุดเขียว เหมือนชวนให้ลงมา
เจ้าหนุ่มชุดเขียวยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น รับรู้ได้ถึงสายตาของคนจากกลุ่มเลือดเนื้อ 'ชิงอี' ที่กำลังจับจ้องอยู่เบื้องหลัง
สุดท้ายเขาก็ตัดใจ ฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูดว่า "ไม่...ไม่ต้องแล้ว ท่านชนะแล้ว"
ทันใดนั้น ฝั่งสมาคมโคมแดงก็โห่ร้องอย่างดีใจ
ในขณะที่กลุ่มเลือดเนื้อ 'ชิงอี' แต่ละคนหน้าถอดสี แม้จะไม่อาจพูดอะไรได้
เมื่อวานพวกเขาเพิ่งชนะในตอนที่ฝ่ายตรงข้ามขอประลองก่อน แต่นึกไม่ถึงว่าเพียงวันเดียวจะเสียคืนไป
เมื่อวานยังต้องพึ่งคนโหดในกลุ่ม ที่ยอมเสี่ยงพิการเพื่อชัยชนะ วันนี้กลับเจอคนที่โหดกว่าอีก
แถมไม่ใช่แค่โหด...หมอนี่ที่ดูไม่น่ามีอะไร ยังเก่งขนาดนี้อีก
หรือว่า...เขาเป็นผู้เฝ้ายามราตรีที่เข้าสำนักแล้ว?
มีเพียงฮูมะที่ดูไปก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ เขารู้ดีว่าซุนหนิ่วจื่อไม่มีฝีมือขนาดนั้น
หากถูกบังคับ แล้วกระโดดลงไปด้วยความกล้าก็บอกได้ว่าเป็นไปได้
แต่พอกระโดดลงไปก็ควรตายแล้ว
ทว่าตอนนี้เขากลับอาบน้ำในหม้อน้ำมัน ใบหน้ายังยิ้มแปลกๆ อยู่ มีความรู้สึกชวนให้ขนลุก
"หึ หึ..."
ในขณะนั้น โคมแดงที่แขวนอยู่ข้างเวที เปล่งแสงสีแดงประหลาดออกมา
คล้ายกับว่ามีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังอยู่ในหูของทุกคน และไม่นาน แสงของโคมก็จางลง...เหมือนเจ้าแม่โคมแดงได้จากไปแล้ว
อีกฝั่งของเวที เสียงเย้ยหยันอันเย็นยะเยือกดังแผ่วเบาขึ้นมา ก่อนที่พลังเย็นชืดจะพลันสลายหายไป
ผู้คนโดยรอบเพิ่งได้สติ ต่างรีบลุกขึ้นยืนด้วยความลนลาน มีบางคนคิดจะเข้าไปช่วยดึงซุนหนิ่วจื่อขึ้นมา แต่เขากลับลุกขึ้นเองเสียก่อน
ร่างกายของเขาถูกทอดจนเละ ไม่เหลือเค้าเดิมแม้แต่น้อย ทว่ากลับยังเดินได้อย่างเชื่องช้าเหมือนหุ่นยนต์
ระหว่างที่เดินไปนั้น ชิ้นเนื้อบนร่างของเขาก็ร่วงหล่นลงมาทีละชิ้น ทีละชิ้น กระจายเกลื่อนอยู่เต็มพื้น จนกระทั่งเขาเดินลงมาจากเวทีแล้วมุ่งตรงไปยังเรือนของหัวหน้าสมาคมเจิ้ง
เมื่อเข้าใกล้เรือน จู่ๆ เขาก็เปล่งเสียงเรียกออกมาคำหนึ่งว่า “พี่เขย”
หากไม่พูดยังดี แต่พอพูดออกมา ขากรรไกรของเขาก็พลันหลุดออกมา มีลูกแก้วสีดำกลิ้งหล่นออกมาอีกลูกหนึ่ง
เสียงเรียกนี้ทำให้หัวหน้าสมาคมเจิ้งพุ่งตัวออกมาจากเรือนพอดี และทันใดนั้นร่างของซุนหนิ่วจื่อก็ล้มลงไปด้านหน้า หัวหน้าสมาคมเจิ้งรีบรับร่างเขาไว้ แต่ร่างของซุนหนิ่วจื่อที่แหลกละเอียดเกรียมไหม้ พอถูกกอดก็ถึงกับงอเป็นสองท่อนทันที
“หนิ่วจื่อ...”
เสียงสะอื้นดังลอดลำคอออกมา ดวงตาของเขาแดงก่ำจนแทบกลายเป็นสีเลือด
ไม่สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น เขาโศกเศร้าเสียใจจนร่ำไห้แทบขาดใจอยู่นาน จนกระทั่งตั้งสติได้ จึงถอดเสื้อคลุมออกแล้วค่อยๆ ห่อซากร่างของซุนหนิ่วจื่อเก็บไว้ในผ้าอย่างทะนุถนอม
จากนั้นก็เดินย้อนรอยเส้นทางที่ซุนหนิ่วจื่อเคยเดินผ่านมา เก็บเศษเนื้อที่ตกหล่นทีละชิ้นๆ ด้วยสีหน้าเจ็บปวด
เมื่อเก็บเสร็จ เขาก็หันขวับไปมองฮูมะด้วยแววตาอาฆาตรุนแรงอย่างยิ่ง
เผชิญกับสายตาโหดเหี้ยมประหนึ่งจะฉีกเนื้อกินเลือด ฮูมะกลับถอนหายใจในใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเรียบเย็นว่า
“หัวหน้าสมาคมเจิ้ง ข้ายินดีด้วย ท่านสร้างผลงานชิ้นใหญ่ได้สำเร็จ!”
คำพูดที่ฟังไม่ออกว่าเย้ยหยันหรือประชดนี้ ทำให้หัวหน้าสมาคมเจิ้งที่กำลังเกรี้ยวกราดแทบระเบิดถึงกับมีเลือดไหลออกจากดวงตา
ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึงพากันระวังตัว กลัวว่าเขาจะระเบิดอารมณ์ขึ้นมาทำร้ายใครเข้า
แต่ผ่านไปพักใหญ่ หัวหน้าสมาคมเจิ้งกลับไม่ลงมือ เขาเพียงเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกด้วยชายแขนเสื้อ
เมื่อปล่อยแขนเสื้อลง ริมฝีปากของเขากลับเผยรอยยิ้มประหลาดขึ้น จากนั้นก็พยักหน้าให้ฮูมะ พลางกล่าวว่า
“ดีมาก”
“ดีจริงๆ!”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็มัดผ้าที่ห่อศพซุนหนิ่วจื่อให้แน่น แล้วเดินฝ่าฝูงชนจากไป
“นี่มันผูกแค้นกันถึงตายแล้วจริงๆ...”
ฮูมะพึมพำเบาๆ หากมีทางเลือก เขาย่อมไม่อยากสร้างความแค้นเช่นนี้กับใคร
แต่เมื่อแค้นได้ก่อขึ้นแล้ว จะให้ถอยหลังก็ไร้ประโยชน์
แม้จุดจบของซุนหนิ่วจื่อจะน่าสลดเพียงใด แต่หากไม่ใช่เพราะมีผู้กลับชาติมาเกิดลอบช่วยเขาอยู่ล่ะก็ คนที่กระโดดลงหม้อทอดในวันนี้ก็คงเป็นเขา
เขายกมือปฏิเสธคำปลอบใจจากผู้ดูแลสวี่ เห็นผู้พิทักษ์ทั้งสองถือโคมจากไป ผู้คนสองข้างเวทีต่างก็ทยอยกันกลับหมดแล้ว
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ครู่หนึ่ง แล้วล้วงธูปสามดอกจากอกเสื้อ เดินไปยังหน้าเวที จุดไฟแล้วเสียบธูปลงไปอย่างเบามือ พลางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา
“หากในใจเจ้ามีความอาฆาต ก็อย่าได้มาหาข้าเลย”
“โลกนี้ไม่มีใครไม่อาฆาต ข้าก็แค่ไม่อยากฆ่าเจ้าซ้ำอีกครั้ง...”
..........