- หน้าแรก
- ระบบคลั่ง คนพลังเทพ
- บทที่ 421 จัดการได้ง่ายดาย (ฟรี)
บทที่ 421 จัดการได้ง่ายดาย (ฟรี)
บทที่ 421 จัดการได้ง่ายดาย (ฟรี)
หลินตงไหลรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีจนเกือบจะระงับอารมณ์ไม่อยู่
ทว่าในจังหวะนั้นหลินอู้รีบกล่าวขึ้นว่า “คุณอู๋คะ คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ ตงไหลเขาแค่คิดว่านั่งข้างหลังจะช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของคุณได้สะดวกกว่าน่ะค่ะ”
“คุ้มครองความปลอดภัยของฉัน? ตลกสิ้นดี สภาพเหมือนพวกกะล่อนแบบหมอนี่เนี่ยนะ ไม่หาโอกาสลวนลามฉันก็บุญแล้ว ยังจะมาคุ้มครองอะไรอีกล่ะ” อู๋ซือฉีแค่นเสียงห้วน
ด้วยหน้าตาและรูปร่างของเธอที่โดดเด่น ไม่รู้ว่ามีผู้ชายกี่คนที่พยายามหาทางเข้าใกล้เพื่อเอาเปรียบ หมอนี่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าคงโดนเสน่ห์ของเธอทำให้ลุ่มหลงจนอยากจะหาโอกาสเข้าใกล้เธอชัดๆ
หลินตงไหลหมดคำจะพูดจริงๆ เขาตั้งท่าจะเปิดประตูลงจากรถไปเสียเดี๋ยวนี้
แต่อู๋ซือฉีก็กล่าวต่อ “แต่ต่อให้แกจะมีความคิดพรรค์นั้นไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ เพราะถ้าแกกล้าเข้าใกล้ฉันแม้แต่นิดเดียว ฉันรับรองเลยว่าจะเตะแกกระเด็นออกไปแน่ เอาละ ออกรถได้แล้ว ฉันรีบกลับบ้าน”
เมื่อหลินอู้ได้ยินดังนั้นจึงรีบสตาร์ทรถและขับออกไปทันที
หลินตงไหลยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เขาขี้เกียจจะต่อปากต่อคำด้วย จึงเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่ชายตามองอู๋ซือฉีเลยแม้แต่นิดเดียว
รถขับเคลื่อนไปได้สักพักจนเข้าสู่ช่วงถนนที่ค่อนข้างเปลี่ยว เนื่องจากสนามบินอยู่ไกลจากตัวเมือง ช่วงเส้นทางขากลับจึงมีช่วงที่ไร้ผู้คนและรถราค่อนข้างบางตา
ในวินาทีนั้นเอง หลินอู้สังเกตเห็นรถตู้สีดำคันหนึ่งขับตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด เธอขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ตงไหล พวกเราถูกสะกดรอยตาม มีรถขับตามหลังเรามาค่ะ”
“อะไรนะ ไหนล่ะ ใครตามเรามา หรือจะเป็นพวกนักฆ่าที่คอยเล่นงานพ่อฉัน?” อู๋ซือฉีกลับแสดงท่าทางตื่นเต้นออกมาเสียอย่างนั้น
หลินตงไหลมองท่าทางของเธอแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ความจริงเขาสังเกตเห็นรถตู้คันนั้นนานแล้ว เพียงแต่ในช่วงแรกมันยังไม่ชัดเจนนัก แม้แต่หลินอู้ก็ยังไม่ทันสังเกตเห็น
“เป็นไปได้สูงค่ะ” หลินอู้ตอบคำถามของอู๋ซือฉี
“งั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ รีบจอดรถสิ ฉันจะสั่งสอนพวกมันเอง” อู๋ซือฉีแค่นเสียงเย็น อาจารย์ของเธอเคยบอกไว้ว่าตอนนี้ฝีมือของเธอแข็งแกร่งมาก กลับมาที่หัวเซี่ยเผลอๆ จะไร้คู่ต่อสู้เสียด้วยซ้ำ
หลินอู้กล่าวอย่างจนใจ “ถ้าเป็นพวกนักฆ่ากลุ่มนั้นจริงๆ ฝีมือของพวกมันแข็งแกร่งมาก พวกเรา...”
“นั่นมันสำหรับพวกเธอต่างหาก แต่สำหรับฉัน พวกมันก็แค่พวกสวะปลายแถวเท่านั้นแหละ” อู๋ซือฉีกล่าวอย่างดูแคลน “จอดรถเดี๋ยวนี้ ดูซิว่าฉันจะจัดการพวกมันยังไง!”
คำพูดนี้ทำเอาหลินตงไหลถึงกับต้องยิ้มขื่น เขารู้สึกเหมือนได้ยินคำพูดติดปากของตัวเองในทุกวัน เพียงแต่คำพูดของเขานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของพลังอันมหาศาล ส่วนอู๋ซือฉี... ไม่รู้จริงๆ ว่าใครไปมอบความมั่นใจแบบผิดๆ ให้เธอขนาดนี้
หลินอู้กำลังจะเอ่ยปากตอบ แต่ทันใดนั้น รถตู้คันใหญ่จากฝั่งตรงข้ามก็พุ่งเข้าใส่รถของพวกเขาอย่างแรง ในชั่วพริบตานั้นหลินอู้รีบหักพวงมาลัยหลบไปด้านข้างเล็กน้อย
แต่ถึงกระนั้น รถทั้งสองคันก็ยังเกิดการปะทะกันจนทำให้ความเร็วรถของหลินอู้ลดฮวบลง และในจังหวะนั้นเอง รถตู้ที่ตามหลังมาก็พุ่งเข้าชนท้ายซ้ำ บีบให้รถของหลินอู้ต้องหยุดนิ่ง
เพียงชั่วครู่เดียว ชายฉกรรจ์แปดคนก็รีบก้าวลงมาจากรถทั้งสองคัน ผู้นำกลุ่มคือชายหนุ่มผมสั้นที่มีแววตาเฉียบคม ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา
“หวงเฟิง!”
ใบหน้าของหลินอู้เปลี่ยนสีทันที คนทั้งหมดแปดคน นำทีมโดยหวงเฟิง และคนอื่นๆ ที่เหลือเธอก็ล้วนแต่รู้จักหน้าค่าตาดี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนกลุ่มนี้คือกลุ่มเดียวกับที่เคยลงมือกับเธอเมื่อคราวก่อน
“พวกมันจริงๆ ด้วย!”
“ดีเลย ดูซิว่าฉันจะจัดการพวกแกยังไง!”
ระหว่างที่พูด อู๋ซือฉีก็รีบเปิดประตูรถก้าวลงไปทันที เธอเอ่ยเสียงเย็นว่า “พวกแกไอ้พวกคนชั่ว กล้าดียังไงมาทำร้ายพ่อของฉัน วันนี้ฉันจะไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่”
คำพูดนี้ทำเอาหวงเฟิงและลูกน้องถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง หรือว่านี่จะเป็นกับดักที่ล่อให้พวกเขากับติด มิเช่นนั้นหญิงสาวคนนี้จะกล้าพูดจาอวดดีขนาดนี้ได้อย่างไร
หวงเฟิงรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง แต่กลับไม่พบใครอื่นเลย มีเพียงหลินอู้ที่ลงมาจากรถพร้อมกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ฝีมือของหลินอู้พวกเขาย่อมรู้ดีว่าเป็นแค่ระดับอั่นจิ้นขั้นปลายเท่านั้น
ส่วนชายหนุ่มคนนั้น ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีน้ำยาอะไร คงไม่สามารถสร้างภัยคุกคามให้พวกเขาได้
“มองอะไรกันยะ คิดว่าฉันมีกำลังเสริมหรือไง บอกไว้ก่อนเลยนะว่าไม่มีหรอก แค่ฉันคนเดียวก็พอที่จะจัดการพวกแกได้ทั้งหมดแล้ว”
พูดจบ อู๋ซือฉีก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมแบบเทควันโดทันที
หวงเฟิงถึงกับอึ้งไปเลย ลูกน้องของเขาก็พากันงงเป็นไก่ตาแตก หรือว่าลูกสาวของอู๋ต้งจะเป็นโรคประสาท? หรือว่าเธอจะมีฝีมือซ่อนอยู่จริงๆ?
หลินตงไหลที่นั่งดูอยู่ถึงกับหมดคำจะพูดจริงๆ ไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนถึงได้ล้างสมองตัวเองให้คิดว่าเป็นยอดฝีมือระดับจักรวาลได้ขนาดนี้
บางทีอาจจะมีแค่ในบางประเทศที่ชอบอ้างว่าตัวเองเป็นอันดับหนึ่งของจักรวาล และทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็นของพวกเขาล่ะมั้ง
หวงเฟิงยังเดาทางไม่ถูกจึงไม่กล้าผลีผลามลงมือ เขาเอ่ยเสียงเข้ม “น้องรอง ไปลองเชิงฝีมือยัยนั่นดูหน่อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น น้องรองก็ก้าวออกมาด้วยท่าทางลังเลเล็กน้อย อีกฝ่ายอายุยังน้อยแต่มีความมั่นใจขนาดนี้ คงต้องมีดีอะไรซ่อนอยู่บ้าง รู้อย่างนี้สั่งยิงทิ้งไปเลยแต่แรกก็ดี แต่ติดที่ว่าครั้งนี้พวกเขาได้รับคำสั่งให้จับตัวเป็นๆ กลับไป
“เหอะ ส่งแค่ลูกน้องกระจอกๆ มาจะมีประโยชน์อะไร พวกแกน่ะดาหน้าเข้ามาพร้อมกันเลยดีกว่า” อู๋ซือฉีกล่าวอย่างหยิ่งยโสในศักดิ์ศรี ในสายตาของเธอ คนพวกนี้เป็นเพียงสวะปลายแถวที่จัดการได้ง่ายดาย
“หนอยแน่! งั้นข้าจะจัดให้ตามคำขอ!”
น้องรองกัดฟันกรอดพุ่งเข้าใส่ทันที พร้อมกับรัวหมัดเข้าใส่อย่างหนักหน่วง
เพียงแค่การพุ่งตัวเข้ามาครั้งเดียวก็มาพร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาล อู๋ซือฉีรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้งที่โถมเข้าใส่จนใบหน้าของเธอพลันซีดเผือด
เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้มีแรงกดดันมหาศาลขนาดนี้
แต่เธอก็ยังถือว่ามีความคล่องตัวอยู่บ้าง ในช่วงเวลาคับขันเธอพยายามหลบหลีกอย่างสุดกำลัง แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับวาดเท้าเตะออกมาทันที ลูกเตะนั้นพุ่งเข้ากลางลำตัวของเธออย่างจัง จนเธอส่งเสียงร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวดและร่างกระเด็นลอยละลิ่วออกไป
เหตุการณ์นี้ ไม่เพียงแต่น้องรองจะอึ้งไป คนอื่นๆ ที่เหลือก็อึ้งไปตามๆ กัน
อุตส่าห์ทำท่าทางเหนือชั้นตั้งนาน ฝีมือมีแค่นี้เองเหรอ?
ให้ตายเถอะ พวกเขาแทบจะกระอักเลือดออกมาตรงนั้น ที่เมื่อกี้เผลอไปหลงเชื่อจนโดนอีกฝ่ายขู่เอาซะเสียขวัญ ช่างน่าอับอายขายหน้าจริงๆ
ตัวอู๋ซือฉีเองก็อึ้งไปเหมือนกัน มันจะเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่คนเดียว ทำไมแค่กระบวนท่าธรรมดาๆ ถึงซัดเธอจนกระเด็นได้ล่ะ ไม่ใช่ว่าเธอต้องเก่งที่สุดจนไร้คู่ต่อสู้ในหัวเซี่ยหรอกเหรอ
“ไม่มีทาง มันต้องมีความผิดพลาดแน่ๆ!”
อู๋ซือฉีไม่ยากจะเชื่อความจริง เธอยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบากแล้วพุ่งเข้าไปโจมตีอีกครั้ง คราวนี้มีอีกคนก้าวออกมาแทน “พี่รอง ให้ลูกน้องคนนี้ลองฝีมือยัยนี่ดูหน่อยเถอะครับ”
เพียะ! เพียะ!...
ครั้งนี้ น้องสามฟาดฝ่ามือใส่หน้าอู๋ซือฉีไปสองฉาดใหญ่ๆ โดยที่เขายืนอยู่กับที่แทบไม่ได้ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าการจัดการกับอู๋ซือฉีนั้นง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ทำไมกัน... ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้!
แก้มของอู๋ซือฉีถูกตบจนแดงก่ำ เธอนอนแผ่อยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างรุนแรง
หวงเฟิงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “อู๋ซือฉี ต้องขอยอมรับเลยนะว่าเธอนี่แสดงละครเก่งจริงๆ ขยะที่สู้แม้แต่ปลายนิ้วฉันไม่ได้แบบเธอ กลับกล้าทำท่าทางเหมือนยอดฝีมือจนเกือบทำให้ฉันตกใจแทบแย่”
ใบหน้าของอู๋ซือฉีดูไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ในวินาทีนี้เธอถึงได้เข้าใจว่าฝีมือของเธอนั้นช่างอ่อนหัดจนไม่รู้จะอ่อนหัดอย่างไรแล้ว แต่ว่าเทควันโดมันอ่อนแอขนาดนี้เลยเหรอ
จะว่าไปแล้ว เทควันโดสายดำก็พอจะมีพลังอยู่บ้าง เพียงแต่เมื่อต้องมาเจอกับผู้ฝึกยุทธ์ตัวจริงของหัวเซี่ย มันย่อมกลายเป็นขยะไปในทันที
ไม่นานนักเธอก็เริ่มตระหนักถึงสถานการณ์เลวร้ายของตัวเอง การจะฝากความหวังไว้กับบอดี้การ์ดกระจอกๆ สองคนนั้นคงไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วเธอจะไม่ต้องตกอยู่ในกำมือของพวกโจรพวกนี้หรอกหรือ
เมื่อจินตนาการว่าสาวงามหยาดเยิ้มอย่างเธอต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ จุดจบจะเป็นอย่างไรก็คงเดาได้ไม่ยาก นั่นทำให้เธอทั้งหวาดกลัวและนึกเสียใจอย่างสุดซึ้งในภายหลัง
จบบท