- หน้าแรก
- ระบบคลั่ง คนพลังเทพ
- บทที่ 53 ความรู้สึกเสียดายที่สายเกินไป
บทที่ 53 ความรู้สึกเสียดายที่สายเกินไป
บทที่ 53 ความรู้สึกเสียดายที่สายเกินไป
“เป็นไปไม่ได้! ฉันไม่เชื่อ!”
หม่าหรงหรงกดเปิดรายชื่อในโทรศัพท์มือถืออย่างบ้าคลั่ง นิ้วเรียวรีบเลื่อนหาเบอร์หม่าเซียงเซียงแล้วกดโทรออกทันที: “เซียงเซียง! เธอยังทำงานอยู่ที่บริษัทอสังหาฯ สือซินอยู่ใช่ไหม?”
“อื้ม! ใช่ค่ะ” หม่าเซียงเซียงตอบ
“บริษัทพวกเธอมีปัญหาหนักจนจะเจ๊งไม่ใช่เหรอ แล้วหลินตงไหลก็กำลังจะติดคุกด้วยใช่ไหม?” หม่าหรงหรงรีบถามรัวเร็ว จำได้แม่นว่าตอนนั้นเธอยังสาปแช่งว่ามันเป็นเวรกรรมของเขาอยู่เลย
หม่าเซียงเซียงชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมทีหลังจากมั่นใจแล้วว่าหลินตงไหลไม่คิดจะให้โอกาสเธอ เธอเองก็ตั้งใจจะบอกความจริงกับทางบ้านอยู่แล้ว เพียงแต่ยังลังเลอยู่ เพราะยังแอบหวังลึกๆ ว่าจะอ่อยหลินตงไหลได้สำเร็จ
แต่ในเมื่อพี่สาวถามมาแบบนี้ แสดงว่าคงระแคะระคายอะไรมาแน่ๆ เธอจึงตอบไปตามตรง: “เขา... เขาไม่ติดคุกหรอกค่ะ แต่เขากำลังจะรวยเละ รวยล้นฟ้าเลยต่างหาก”
“อะไรนะ!”
“เซียงเซียง! เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา?”
“รู้สิคะ หนูตั้งใจจะบอกพี่อยู่พอดี เขาทำกำไรได้ตั้งสามพันห้าร้อยล้านหยวน เขามีเงินเยอะมาก... เยอะมหาศาลเลยค่ะ”
วินาทีนั้น หม่าหรงหรงยืนแข็งทื่อเป็นไก่ไม้ สมองว่างเปล่าขาวโพลน แม้จะมีลางสังหรณ์อยู่บ้าง แต่พอได้รับคำยืนยันที่ชัดเจนแบบนี้ เธอก็ยังรับความจริงไม่ได้อยู่ดี
มันเป็นไปได้ยังไง!
เป็นไปไม่ได้!
หยางชุ่ยฮวาเองก็ไม่อยากจะเชื่อหู เธอเงี่ยหูฟังบทสนทนามาตลอด เมื่อได้ยินเนื้อหาทั้งหมด ร่างกายของเธอก็แข็งค้างไปเหมือนถูกสาป
ลูกเขยขี้แพ้ที่เธอคอยด่าทอเหยียดหยามมาตลอด กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน? แถมยังรวยระดับหลายพันล้านด้วย!
คุณพระช่วย!
สวรรค์เล่นตลกอะไรกับเธอเนี่ย!
ทั้งสองแม่ลูกจิตใจพังทลายอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกเสียดายและเสียใจถาโถมเข้ามาจนอยากจะกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอด ยิ่งพอนึกขึ้นได้ว่าใบหย่าก็เซ็นไปแล้ว ทะเบียนสมรสก็ยกเลิกไปแล้ว พวกเธอก็ยิ่งสิ้นหวังจนหาทางออกไม่เจอ
หม่าหรงหรงพลันนึกถึงคำพูดของหลินตงไหลในวันที่หย่ากัน ‘หวังว่าพวกคุณจะไม่เสียใจทีหลัง’
ที่แท้... คำว่าเสียใจที่เขาพูดถึง มันหมายถึงเรื่องนี้นี่เอง
เธอ... เสียใจจริงๆ! เสียใจจนแทบขาดใจ!
แต่ทว่าในความสิ้นหวัง หยางชุ่ยฮวากลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้: “เดี๋ยวสิ... ไม่ถูกต้อง! หรงหรง หลินตงไหลต่อให้เก่งแค่ไหนก็เสกเงินออกมาจากอากาศไม่ได้หรอก เมื่อกี้เซียงเซียงบอกว่าเขาใช้เงินลงทุนร้อยล้านเพื่อซื้อบริษัทใช่ไหม? เงินตั้งร้อยล้านนั่น มันต้องเป็นเงินก้นถุงที่เขาแอบเม้มไว้แน่ๆ มันคือสินสมรสของเรา!”
“เขาเอาเงินของเราไปลงทุนจนได้กำไร เพราะฉะนั้น เขาต้องแบ่งกำไรครึ่งหนึ่งมาให้เรา!”
หม่าหรงหรงตาโต: “ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอคะแม่?”
“ได้สิ! มันต้องได้อยู่แล้ว! แต่ว่าวันนี้ยังไม่เหมาะ เราต้องกลับไปสืบให้แน่ชัดก่อนว่าเขามีทรัพย์สินเท่าไหร่ แล้วค่อยวางแผนทวงคืน” พอเป็นเรื่องเงิน สมองของหยางชุ่ยฮวาก็แล่นปรู๊ดปร๊าดขึ้นมาทันที
“ค่ะ”
หม่าหรงหรงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วถามต่อ: “แล้วพี่เซียงล่ะคะ จะเอายังไง?”
“ยังจะพี่เซียงบ้าบออะไรอีก! ดูสภาพมันสิ ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ผู้ชายไม่ได้เรื่องพรรค์นี้จะเก็บไว้ทำซากอะไร รีบเขี่ยทิ้งไปให้ไกลๆ เลย!” หยางชุ่ยฮวาพูดอย่างไม่ไยดี
“ได้ค่ะแม่ หนูเชื่อแม่”
ภาพของหลินตงไหลผุดขึ้นมาในหัวหม่าหรงหรงอีกครั้ง เมื่อก่อนมองยังไงก็เห็นแต่ความกระจอกงอกง่อย แต่ตอนนี้ภาพลักษณ์ของเขากลับดูเป็นผู้ใหญ่ สุขุมนุ่มลึก และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของลูกผู้ชาย
ทำไมตอนนั้นเธอถึงได้ตาบอดมองไม่เห็นนะ!
.....
ทางด้านนอก จางเวยเห็นหลินตงไหลยังรออยู่ จึงเริ่มร้อนใจ หันไปพูดกับอู๋ฟู่กุ้ย: “เถ้าแก่อู๋ ตอนนี้ผมยุ่งมาก เอาอย่างนี้นะ คืนนี้ค่อยติดต่อมาใหม่ ผมจะหาเวลาคุยด้วย”
อู๋ฟู่กุ้ยดูออกว่าจางเวยไม่ได้แกล้งยุ่ง จึงรีบพยักหน้า: “ได้ครับๆ รบกวนคุณชายเวยด้วยนะครับ”
“ไม่เห็นต้องรีบเลย”
ทันใดนั้น หลินตงไหลก็เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม: “ดูท่าทางเถ้าแก่อู๋จะมีเรื่องด่วนร้อนใจ เอาอย่างนี้... ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว ถือว่าเป็นเพื่อนกัน ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ”
คำชวนนี้ทำเอาจางเวยอึ้งกิมกี่ แม้แต่หวังหย่งเองก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก แต่ด้วยสัญชาตญาณ เขาเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ... ดูจากสายตาที่พี่หลินมองอู๋ฟู่กุ้ยแล้ว หรือว่าพี่หลินจะมองเห็น ‘ขุมทรัพย์’ อะไรบางอย่างอีกแล้ว?
“เอ่อ... คือ...”
อู๋ฟู่กุ้ยมองหน้าจางเวยอย่างเกรงใจ ไม่รู้จะตอบรับยังไงดี ขืนไปแล้วจางเวยไม่พอใจ เขาอาจจะอดยืมเงิน ซึ่งตอนนี้เขาจนตรอกจนไม่มีใครยอมให้กู้แล้ว แม้แต่ธนาคารก็ยังปฏิเสธ
จางเวยเห็นสายตาหลินตงไหลมองมาที่ตน ก็สะดุ้งโหยง รีบบอก: “นี่คือพี่หลิน ในเมื่อพี่เขาเอ่ยปากชวน คุณยังจะรออะไรอีกล่ะ”
อู๋ฟู่กุ้ยตกใจที่เห็นจางเวยเกรงใจชายหนุ่มอายุน้อยคนนี้ขนาดนี้ ดูเหมือนสถานะจะสูงกว่าคุณชายเวยเสียอีก เขาจึงรีบน้อมรับ: “ขอบคุณครับท่านประธานหลิน!”
“ไปกันเถอะ”
จากข้อมูลที่ได้มา บริษัทของอู๋ฟู่กุ้ยกำลังใกล้เจ๊ง หลินตงไหลจึงวางแผนจะกว้านซื้อกิจการทั้งหมดมา ส่วนผลประโยชน์ตอบแทน เขาย่อมไม่ลืมที่จะแบ่งปันให้อู๋ฟู่กุ้ยอย่างงามแน่นอน
ไม่นานนัก ทั้งหมดก็ย้ายไปนั่งในห้องอาหารส่วนตัวของภัตตาคาร
ถึงตอนนี้ อู๋ฟู่กุ้ยก็ได้รับรู้สถานะของคนอื่นๆ ในวงสนทนา โดยเฉพาะหวังหย่ง ที่ทำเอาเขาช็อกจนตาค้าง ไม่คิดเลยว่าจะมีนายน้อยแห่งหวังป้ากรุ๊ปร่วมโต๊ะด้วย
เมื่อเทียบกับคนเหล่านี้ จางเวยกลายเป็นคนธรรมดาไปเลย ยิ่งทำให้เขาต้องระมัดระวังตัวแจ กลัวจะเผลอทำอะไรให้พวกเขารำคาญจนอดยืมเงิน
นั่งไปสักพัก หลินตงไหลก็เริ่มเปิดประเด็น: “เถ้าแก่อู๋ เมื่อกี้เห็นคุณร้อนรนจะยืมเงินจางเวยให้ได้ เจออุปสรรคอะไรมาหรือเปล่า?”
อู๋ฟู่กุ้ยได้ยินดังนั้น เห็นจางเวยไม่ได้มีท่าทีห้ามปราม ก็คิดว่าน่าจะเล่าได้ เผื่อฟลุ๊กยืมเงินได้บ้าง จึงเล่าความคับแค้นใจและสถานการณ์ของบริษัทให้ฟัง
ตอนนี้เขาไม่ได้หวังจะกอบกู้บริษัทแล้ว หวังแค่มีเงินไปจ่ายหนี้สินและเงินเดือนพนักงานให้ครบทุกบาททุกสตางค์ก็พอ
หลินตงไหลฟังจบก็ทำท่าแปลกใจ: “เครื่องสำอางงั้นเหรอ... จะว่าไป ช่วงนี้ฉันก็กำลังสนใจอยากลงทุนด้านนี้อยู่พอดี”
หวังหย่งชะงักไปนิดหนึ่ง... หรือว่าไอ้นี่จะทำเงินได้จริงๆ? จากสถิติที่ผ่านมา อะไรที่พี่หลินแตะ มักจะกลายเป็นทองคำเสมอ
แต่ทว่า... ธุรกิจเครื่องสำอางเนี่ยนะ? ตลาดนี้โดนแบรนด์นอกกับแบรนด์ใหญ่ๆ กินรวบไปหมดแล้ว เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะแทรกตัวเข้าไปทำกำไรได้ยังไง
อู๋ฟู่กุ้ยเองก็อึ้งไป ยิ้มขื่นๆ แล้วเตือนว่า: “วงการนี้การแข่งขันมันดุเดือดเลือดพล่านมากครับท่านประธานหลิน ทำยากมาก โดยเฉพาะถ้าคิดจะทำแบรนด์เองวิจัยเอง พลาดนิดเดียวคือเจ๊งไม่เป็นท่า ตายสนิทเลยนะครับ”
“ยิ่งคุณพูดแบบนี้ ฉันยิ่งอยากลองดูสักตั้ง” หลินตงไหลกลับพูดยิ้มๆ
อู๋ฟู่กุ้ยเริ่มทำตัวไม่ถูก หรือว่าเขาพูดอะไรผิดไป?
“เถ้าแก่อู๋ บริษัทคุณไม่คิดจะไปต่อแล้วใช่ไหม?” หลินตงไหลถาม
“ใช่ครับ! คงต้องพอแค่นี้” อู๋ฟู่กุ้ยยอมรับ
“และบริษัทของคุณก็มีทีมวิจัย แถมยังมีสิทธิบัตรด้านนี้อยู่พอสมควรใช่ไหม?”
“ใช่ครับ!”
ตอบไปแล้ว อู๋ฟู่กุ้ยก็เริ่มเอะใจ: “ท่านประธานหลิน... ท่านคงไม่ได้คิดจะมาลงทุนในบริษัทผมหรอกนะครับ? พูดกันตามตรง ผมก็อยากได้เงินลงทุน แต่ผมไม่อยากโกหกท่าน สิบทั้งสิบส่วน ลงทุนไปก็มีแต่ขาดทุนครับ”
“คุณเป็นคนซื่อสัตย์มาก ทั้งที่เลือกจะล้มละลายแล้วทิ้งภาระไปเลยก็ได้ แต่กลับพยายามหาทางจ่ายเงินให้ลูกน้องและคู่ค้า นิสัยแบบนี้... ฉันชอบ”
หลินตงไหลมองด้วยสายตาชื่นชม: “เอาเป็นว่า... ไหนๆ ฉันก็อยากลองเล่นตลาดนี้ดูอยู่แล้ว งั้นคุณขายบริษัทให้ฉันเลยแล้วกัน ฉันรับซื้อกิจการทั้งหมด รวมถึงหนี้สินด้วย!”
“หา...”
อู๋ฟู่กุ้ยอ้าปากค้าง รีบแย้ง: “ท่านประธานหลิน สถานการณ์เป็นอย่างที่ผมเล่าให้ฟังทั้งหมด ท่าน... ท่านจะซื้อบริษัทผมจริงๆ เหรอครับ?”
หวังหย่งนั่งมองตาปริบๆ ฉากนี้มันคุ้นๆ เหมือนเดจาวู... นี่มันเหมือนตอนที่พี่หลินจะซื้อบริษัทอสังหาฯ สือซินไม่มีผิด! ตอนนั้นพวกเขาก็คัดค้านแทบตาย แต่พี่หลินก็ดื้อดึงดันทุรังจะซื้อให้ได้
แล้วผลลัพธ์เป็นไง? กำไรเลือดสาดสามพันห้าร้อยล้าน!
จบบท