เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 เป้าหมายสูงสุด

บทที่ 31 เป้าหมายสูงสุด

บทที่ 31 เป้าหมายสูงสุด


ช่วงเที่ยง หวังชินพาหวังหย่งขับรถมารับหลินตงไหล สถานที่นัดทานข้าวครั้งนี้ยังคงเป็นภัตตาคารจิ่วผิ่น ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก

เพราะด้วยสถานะของเหลียงจง การจะให้ใครรู้เห็นว่าเขาเข้าออกโรงแรมหรูหราภายนอกนั้นดูจะไม่เหมาะสมนัก

ครั้งนี้เมื่อมาถึงหน้าประตู แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าขวางทางอีก ทั้งกลุ่มเดินตรงเข้าไปด้านในอย่างราบรื่น เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าจะบังเอิญเจอกับครอบครัวหม่าหรงหรงที่ด้านใน

ช่วงนี้หม่าหรงหรงชีวิตดีมีความสุขขึ้นเรื่อยๆ ครั้งนี้เลยตั้งใจพาครอบครัวมาเปิดหูเปิดตา เพื่ออวดบารมีและความสามารถของตัวเอง

“นั่นหลินตงไหลไม่ใช่เหรอ ทำไมมันถึงมาทานข้าวที่นี่ได้?”

หยางชุ่ยฮวาตาไวเหลือเกิน แป๊บเดียวก็มองเห็นกลุ่มของหลินตงไหล

หม่าหรงหรงหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นเขาจริงๆ จึงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า: “ดูทรงแล้ว น่าจะรู้จักใครสักคนพาเข้ามาแน่ๆ”

“อะไรนะ ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกเหรอ โชคหล่นทับเหมือนหมาฟลุ๊กจริงๆ... เซียงเซียง ไหนลูกบอกว่าบริษัทที่มันซื้อมำกำลังจะเจ๊ง แล้วมันต้องติดคุกไม่ใช่เหรอ?” หยางชุ่ยฮวาพอเห็นหลินตงไหลเข้ามากินข้าวที่นี่ได้ ก็รู้สึกกินข้าวไม่อร่อยขึ้นมาทันที

หม่าเซียงเซียงสีหน้าไม่ค่อยดีนัก รีบแก้ตัวว่า: “ใช่ค่ะ สงสัยคงมีคนช่วยประคองไว้ชั่วคราวมั้งคะ”

“ยื้อไปก็ไร้ประโยชน์ คนแบบมันช้าเร็วก็ต้องเข้าไปนอนในคุก” ม้าซ่านเฟยแค่นเสียงเยาะเย้ย

“นั่นสิแม่”

หยางชุ่ยฮวาพยักหน้าเห็นด้วย

หม่าเซียงเซียงลอบส่ายหน้าในใจ จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าคนบ้านตัวเองช่างโง่เขลาและไร้เดียงสาเหลือเกิน พอลองนึกดู เมื่อก่อนตัวเองก็คงจะไร้สมองเหมือนพวกเขานั่นแหละ

มีเพียงพ่อหยางที่ส่ายหน้าแล้วพูดว่า: “พอเถอะ หย่ากันไปแล้วก็แล้วกันไป พวกคุณจะไปแช่งเขาทำไมกันนักหนา มันจำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ”

“นี่ตาแก่หยาง คุณไม่ต้องมาทำเป็นพ่อพระหรอกนะ ถ้ามัวแต่เชื่อคุณ ป่านนี้ลูกสาวยังต้องตกระกำลำบากอยู่กับไอ้หลินตงไหล เผลอๆ อาจจะต้องติดคุกไปกับมันด้วยซ้ำ แต่ดูตอนนี้สิ ลูกเรากำลังจะแต่งงานกับคุณชายม้า มีแต่จะเสวยสุข”

“ใช่ค่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณชายม้า ชาตินี้หนูคงไม่มีโอกาสได้เข้ามาเหยียบสถานที่หรูหราแบบนี้หรอก” หม่าหรงหรงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพูดต่อว่า: “แต่ก็ช่างเถอะ ไม่จำเป็นต้องไปทะเลาะกับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง เดี๋ยวพอหนูแต่งเข้าตระกูลม้า บ้านเราก็จะรุ่งโรจน์แล้ว เซียงเซียง เธอว่าจริงไหม?”

เธอเห็นเซียงเซียงเงียบผิดปกติ หม่าเซียงเซียงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนรีบตอบ: “ใช่ค่ะ ใช่ๆ!”

แต่ในใจกลับคิดว่า พี่ไปแต่งกับคุณชายม้าของพี่เถอะ ฉันจะงาบหลินตงไหลกับเงินสามพันห้าร้อยล้านเอง

“ไอ้เด็กนั่น ไม่รู้ไปเหยียบขี้หมาดวงดีมาจากไหน ถึงได้มีคนคอยอุ้มชูมัน” หยางชุ่ยฮวารู้สึกขัดหูขัดตามากที่เห็นหลินตงไหลเข้ามาที่นี่ได้ ขนาดสถานที่หรูหราแบบนี้ เธอยังเพิ่งเคยมาครั้งแรกแท้ๆ

“แม่จะไปสนมันทำไม มันก็แค่เกาะคนอื่นกิน แถมดูคนพวกนั้นสิ หน้าตาก็ไม่เหมือนคนรวยจริงๆ สักหน่อย สงสัยก็แค่พวกบ้านนอกเข้ากรุงมาเปิดหูเปิดตาเหมือนกันนั่นแหละ แต่พวกเราสิของจริง พึ่งพาตัวเองล้วนๆ” หม่าหรงหรงกล่าว

“ใช่ๆ ถูกต้อง...”

หยางชุ่ยฮวาถึงค่อยพอใจขึ้นมาหน่อย ในใจคิดว่าเดี๋ยวถ้าเจอพวกนั้นอีก จะต้องเข้าไปเตือนสติพวกที่มากับมันสักหน่อย ว่าหลินตงไหลมันก็แค่ขยะไซต์งานก่อสร้าง อย่าไปหลงเชื่อคำพูดต้มตุ๋นของมันเด็ดขาด

หลินตงไหลไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ พวกเขาเดินตรงเข้าไปยังห้องอาหารส่วนตัว เมื่อเข้าไปถึง ก็พบว่าเหลียงจงและเหลียงปั๋วเหวินมารรออยู่ก่อนแล้ว

พอเห็นกลุ่มหลินตงไหลเดินเข้ามา เหลียงจงก็รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับทันที เหลียงปั๋วเหวินเห็นพ่อลุกก็รีบลุกตาม

“สวัสดีครับ คุณคือคุณหลินใช่ไหมครับ?” แม้เหลียงจงจะเป็นถึงเบอร์หนึ่งของเมืองหลินไห่ แต่เขากลับไม่มีท่าทีถือตัวเลยสักนิด หนำซ้ำยังวางตัวถ่อมตนเล็กน้อยด้วยซ้ำ

“ครับ สวัสดีครับท่านเลขาธิการเหลียง”

หลินตงไหลยิ้มตอบรับ อีกฝ่ายให้เกียรติมา เขาก็ย่อมมีมารยาทตอบ

“สวัสดีครับ เชิญครับ เชิญนั่งๆ!” เหลียงจงกุลีกุจอเชิญให้นั่ง แม้ครั้งนี้จะอยู่ในถิ่นของตระกูลหวัง แต่เหลียงจงเป็นเจ้าภาพเลี้ยง เตรียมเหล้าดีอาหารเลิศรสไว้รอ

หลินตงไหลและคนอื่นๆ นั่งลงพร้อมรอยยิ้ม เหลียงปั๋วเหวินก็กำลังจะหย่อนก้นนั่งลงตาม

เหลียงจงตวาดขึ้นทันที: “แกจะนั่งลงทำไม ยังไม่รีบลุกขึ้นขอขมาคุณหลินอีก!”

เหลียงปั๋วเหวินสะดุ้งโหยง รีบเด้งตัวลุกขึ้นยืน

หลังจากผ่านความทรมานใจมาหลายวัน บวกกับได้ยินกิตติศัพท์ความสามารถของหลินตงไหล ในใจเขาไม่มีความต่อต้านที่จะขอโทษหลินตงไหลอีกต่อไป มีเพียงความปรารถนาที่จะได้รับการให้อภัย

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาสามารถเป็นลูกน้องติดตามหลินตงไหลได้เหมือนหวังหย่ง ก็คงจะดียิ่งนัก นี่คือ ‘เป้าหมายสูงสุด’ ของพวกเขาในครั้งนี้ เพราะการที่อีกฝ่ายยอมมาเจอ แสดงว่ามีโอกาสสูงที่จะได้รับการให้อภัย

ดังนั้น เหลียงปั๋วเหวินจึงรีบรินเหล้าให้หลินตงไหล พร้อมกับยกแก้วของตัวเองขึ้น โค้งตัวลงต่ำด้วยความนอบน้อมแล้วกล่าวว่า:

“คุณหลินครับ แก้วนี้ผมขอดื่มคารวะท่าน ทั้งหมดเป็นเพราะผมยังเด็กและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำเรื่องผิดพลาดไปมากมาย หวังว่าท่านจะให้โอกาสผมได้กลับตัวกลับใจสักครั้งนะครับ”

พูดจบเขาก็รีบกระดกเหล้าเข้าปากจนหมดแก้ว โดยที่เอวยังคงโค้งงอไม่กล้ายืดตัวขึ้น ใจจริงเขาอยากจะคุกเข่าพูดด้วยซ้ำ แต่พ่อบอกว่าทำแบบนั้นมันจะดูน่าเกลียดเกินไป

ทว่าหลินตงไหลกลับนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ทำให้เหลียงจงและคนอื่นเริ่มตึงเครียดขึ้นมา แต่การที่หลินตงไหลยอมปรากฏตัว ก็แสดงว่าเขายินยอมที่จะไกล่เกลี่ย อยู่ที่ว่าจะเรียกร้องอะไร

หวังชินคิดว่าการเชิญหลินตงไหลมาได้ถือว่าเขาทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว และไม่อยากพูดอะไรแทรกให้หลินตงไหลไม่พอใจ จึงได้แต่นั่งเงียบ

“คุณหลินครับ ผมรู้ว่าความผิดของผมยากจะให้อภัย แต่ขอให้ท่านเห็นแก่หน้าลุงหวังและพ่อของผม ให้โอกาสผมอีกสักครั้งเถอะครับ ต่อไปถ้าท่านมีคำสั่งอะไร แค่โทรมาผมยินดีทำตามทันที” ครั้งนี้เหลียงปั๋วเหวินพูดออกมาจากใจจริง

“นั่นสิครับคุณหลิน หลายวันมานี้เจ้าปั๋วเหวินมันสำนึกผิดทุกวัน รับรู้ความผิดของตัวเองแล้ว ต่อไปถ้าคุณหลินมีธุระอะไร ก็โทรหาผมได้ตลอดเวลาเช่นกัน”

เหลียงจงเห็นหลินตงไหลยังเงียบ จึงช่วยพูดเสริม คำมั่นสัญญาของเขาย่อมมีน้ำหนักต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะเขาคือเลขาธิการพรรคประจำเมือง เรื่องที่เขาจัดการได้มีมากมายนับไม่ถ้วน

หลินตงไหลสัมผัสได้ถึงความจริงใจของพวกเขา จึงพยักหน้าเบาๆ มือหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกับข้าวใส่ปาก เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วถามว่า: “ไหนลองว่ามาซิ ทำผิดเรื่องอะไรบ้าง?”

เหลียงปั๋วเหวินได้ยินดังนั้น ก็รีบสาธยาย: “ข้อแรก วันนั้นผมบังอาจตั้งข้อสงสัยในความสามารถของท่าน พูดจาล่วงเกินท่านไปมาก”

“แล้วยังไงต่อ?”

“ข้อสอง ผม... ผมด้วยความแค้นเคือง จึงจ้างคนไปปล่อยข่าวลือเสียๆ หายๆ ใส่ร้ายบริษัท สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ยุยงให้ลูกค้าที่ซื้อบ้านไปแล้วมาประท้วงคืนห้อง กะจะทำให้ท่านขาดทุนย่อยยับกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์สือซิน”

ได้ยินถึงตรงนี้ หลินตงไหลก็ยิ้มมุมปาก ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า: “ถือว่านายยังมีความซื่อสัตย์... เรื่องนี้แกเพิ่งเริ่มลงมือฉันก็รู้แล้ว แถมผู้จัดการเฉาก็สารภาพกับฉันหมดทุกอย่างแล้วด้วย”

ได้ยินคำว่า ‘ผู้จัดการเฉา’ ทั้งสองพ่อลูกก็รู้ทันทีว่าความแตกหมดแล้ว

เหลียงจงและเหลียงปั๋วเหวินเหงื่อเย็นไหลซึมเต็มแผ่นหลัง เพราะตอนอยู่บ้านพวกเขาเคยปรึกษากันว่า เรื่องใส่ร้ายบริษัทนี้ยังไม่มีใครมาเอาเรื่องและยังไม่แดงออกมา จะสารภาพดีหรือไม่

เพราะลำพังแค่การพูดจาล่วงเกิน หรือการแสดงอารมณ์รุนแรงเพราะไม่เชื่อถือ มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ไอ้เรื่องวางแผนทำลายธุรกิจชาวบ้านเนี่ยสิ เจตนาร้ายชัดเจน โทษหนักกว่าเยอะ

โชคดีที่พวกเขานึกถึงความหยั่งรู้ฟ้าดินของหลินตงไหล จึงไม่กล้าเสี่ยง สุดท้ายตัดสินใจสารภาพให้หมดเปลือก

“คุณหลินครับ เรื่องนี้ผมเองก็ผิดที่สั่งสอนลูกไม่ดี ทำให้ท่านต้องเดือดร้อนรำคาญใจ แก้วนี้ผมขอดื่มให้ท่าน เพื่อเป็นการขอขมาครับ” เหลียงจงยกแก้วเหล้าในมือขึ้น แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด

จบบท

จบบทที่ บทที่ 31 เป้าหมายสูงสุด

คัดลอกลิงก์แล้ว