- หน้าแรก
- ระบบคลั่ง คนพลังเทพ
- บทที่ 1 ความสามารถวิเศษ
บทที่ 1 ความสามารถวิเศษ
บทที่ 1 ความสามารถวิเศษ
“หลินตงไหล ถ้าพรุ่งนี้คุณยังหาเงินค่าผ่าตัดสามแสนหยวนมาไม่ได้ ก็คงทำได้แค่เตรียมจัดงานศพให้พ่อของคุณแล้วล่ะ”
“นั่นมันพ่อแก ไม่ใช่พ่อของหรงหรง! คิดจะขายบ้านรักษาโรคเหรอ ฝันไปเถอะ!”
“อะไรนะ เงินเก็บห้าหมื่นในธนาคาร? นั่นมันเงินที่หรงหรงเก็บหอมรอมริบมา จะเอาไปใช้กับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับลูกสาวฉันได้ยังไง อย่าแม้แต่จะคิด!”
“...”
คำพูดขีดเส้นตายของแพทย์เจ้าของไข้ และคำด่าทอของ หยางชุ่ยฮวา แม่ยายหน้าเลือด ดังวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัวของหลินตงไหลราวกับแผ่นเสียงตกร่อง สร้างความเจ็บปวดและเคียดแค้นในใจอย่างแสนสาหัส
เขากำหมัดแน่นจนข้อต่อนิ้วซีดขาว
เมื่อคืนเขาแทบจะคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ หม่าหรงหรง ยอมเซ็นชื่อขายบ้านเพื่อนำเงินมารักษาพ่อ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงคำสั้นๆ ว่า... เป็นไปไม่ได้
เขาเจ็บใจนัก... เจ็บใจที่ตัวเองไร้ความสามารถ หาเงินได้ไม่มากพอ
และยิ่งเจ็บใจที่ตัวเองช่างไร้เดียงสา กว่าจะมองเห็นธาตุแท้ของครอบครัวหม่าหรงหรงก็สายป่านนี้
แต่ตอนนี้พ่อกำลังป่วยหนัก เขาเป็นที่พึ่งเดียวของพ่อแม่ จะมัวจมปลักอยู่กับความสิ้นหวังไม่ได้ ต้องหาทางออกให้ได้ หลินตงไหลปาดน้ำตาแห่งความอัดอั้นที่หางตา ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องน้ำ
ด้วยความที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้เขาเดินไปชนเข้ากับชายหน้าบากคนหนึ่งโดยไม่ทันระวัง
“ตาบอดหรือไง เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลย!” อีกฝ่ายเป็นพวกนักเลงเจ้าถิ่น พอโดนชนก็ตวาดด่าทันที
หลินตงไหลสีหน้าขรึมลง กำลังจะเอ่ยปากพูด แต่จู่ๆ ก็มีข้อมูลชุดหนึ่งปรากฏขึ้นในสมอง ทำให้เขาชะงักค้างไปในทันที
บุคคล: หลี่ฮุย ฉายา ‘เตาปา (หน้าบาก)’ หัวหน้านักเลงในพื้นที่ นิสัยบ้ากาม จิตใจอำมหิต
ข้อมูล 1: แอบชอบซ้อใหญ่ หรือก็คือภรรยาของลูกพี่ใหญ่ ‘พี่กัง’ และทั้งสองเคยแอบมีความสัมพันธ์กัน
ข้อมูล 2: เมื่อวานนี้นำภาพวาดภาพหนึ่งไปขายให้ร้าน ‘จวี้เป่าไจ’ ในราคาถูก เพราะเข้าใจว่าเป็นเพียงภาพเลียนแบบยุคใกล้ แต่ไม่รู้ว่าในภาพนั้นมีชั้นซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นภาพวาดของจริงจากปรมาจารย์แห่งภาพวาด มูลค่านับสิบล้านหยวน
เจ้าของร้านเองก็คิดว่าเป็นงานเลียนแบบเกรดเอ จึงตั้งขายในราคาสี่หมื่นหยวน
”
หลินตงไหลเริ่มจากอาการตกตะลึง ตามด้วยความตื่นเต้นสุดขีด... มูลค่านับสิบล้าน!
ถ้าเขาสามารถซื้อภาพนั้นได้ในราคาถูก เรื่องเงินค่าผ่าตัดของพ่อก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป!
แต่เดี๋ยวก่อน... ข้อมูลพวกนี้มันโผล่เข้ามาในหัวเขาได้ยังไง?
พลังพิเศษ? ญาณทิพย์? หรือแค่ภาพหลอน?
“มองอะไรของแก ยังไม่รีบขอโทษข้าอีก เชื่อไหมว่าพ่อตบเปรี้ยงเดียวร่วงเลย!” หลี่ฮุยตะคอกซ้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่จ้องหน้า
“นายชื่อหลี่ฮุย ฉายาหน้าบากสินะ?”
เวลานี้หลินตงไหลไม่สนใจคำขู่ของอีกฝ่าย เขาต้องการพิสูจน์เพียงอย่างเดียวว่าข้อมูลในหัวนั้นจริงหรือเท็จ ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ไม่เพียงค่าผ่าตัดจะได้รับการแก้ไข ชีวิตของเขาอาจจะพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ!
หลี่ฮุยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถามกลับ “แกรู้จักข้า?”
มันคือหลี่ฮุย คือหน้าบากจริงๆ ข้อมูลนี้ถูกต้อง!
วินาทีนั้น หลินตงไหลตัวสั่นสะท้าน แววตาฉายความปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง หัวใจเต้นรัวแรง เขาพยายามข่มอารมณ์และเอ่ยเสียงเย็นชาว่า
“ไม่รู้จัก แต่ฉันอยากเตือนนายไว้หน่อย... คนบางคนนายก็ไม่ควรไปยุ่งด้วย หากไม่อยากให้ใครรู้ ก็อย่าทำตั้งแต่แรก!”
ทิ้งท้ายด้วยประโยคปริศนา หลินตงไหลก็หันหลังเดินจากไปทันที
หลี่ฮุยที่เดิมทีก็กินปูนร้อนท้องเรื่องแอบกินตับเมียลูกพี่อยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดนี้ก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว พี่กังขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิตและหวงเมียมาก
ถ้าเรื่องแดงขึ้นมา เขาตายศพไม่สวยแน่
แต่... ไอ้เด็กนั่นมันรู้ได้ยังไง? หรือมันแค่มั่วซั่ว?
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่คำพูดของหลินตงไหลก็ทำให้หลี่ฮุยกระวนกระวายใจจนนั่งไม่ติด
หลังจากเดินออกมา หลินตงไหลใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะสงบสติอารมณ์ได้ เขาไม่รู้ว่าเงื่อนไขในการกระตุ้นข้อมูลเหล่านี้คืออะไรกันแน่
ทันใดนั้น เสียงของแม่ยายหยางชุ่ยฮวาก็ดังแว่วมา
“หลินตงไหล! เจอตัวก็ดีแล้ว ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก”
“เรื่องอะไร?”
เมื่อเผชิญหน้ากับหยางชุ่ยฮวาที่ในอดีตเขาคอยพินอบพิเทาเอาใจ เวลานี้ในแววตาของหลินตงไหลมีเพียงความรังเกียจ
เขาอุทิศตนเพื่อครอบครัวนี้อย่างสุดหัวใจ ทำงานงกๆ หาเลี้ยงคนทั้งบ้านที่เอาแต่กินกับนอน กระทั่งเงินเก็บก้อนสุดท้ายของพ่อแม่เขาก็ยังเอามาจ่ายค่าดาวน์บ้านหลังนี้ แต่ผลตอบแทนที่ได้รับคืออะไร?
“ไม่มีอะไรมาก ก็แค่จะให้แกเซ็นใบหย่า!”
หยางชุ่ยฮวาพูดด้วยสีหน้าท่าทางที่มองว่าเป็นเรื่องสมควรแล้ว “แกไม่ต้องมารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรหรอก จะโทษก็ต้องโทษที่ตัวเองไร้ประโยชน์เอง อาศัยแค่แรงงานกรรมกร ปีหนึ่งจะหาเงินได้สักกี่ตังค์ ส่วนลูกสาวฉันสวยปานนางฟ้า แกมันไม่คู่ควรกับลูกฉันสักนิด”
หลินตงไหลแทบอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ตอนนี้มาบอกว่าไม่คู่ควร ทีเมื่อก่อนตอนผลาญเงินเขาทำไมไม่พูดบ้าง
อีกอย่าง เขาเองก็จบปริญญาตรี เพียงแต่ตอนจบมาใหม่ๆ เงินเดือนน้อย ถูกครอบครัวหยางชุ่ยฮวากล่อมให้ไปทำงานก่อสร้าง เป็นช่างนั่งร้าน แบกหามสารพัด
เพราะเขาแข็งแรงมาตั้งแต่เด็กแถมยังคล่องแคล่ว รายได้เฉลี่ยต่อวันของเขาจึงสูงกว่าพนักงานออฟฟิศหลายคนด้วยซ้ำ แต่เรื่องหย่านี่ตรงใจเขาพอดี จะได้หลุดพ้นจากครอบครัวประสาทแดกนี่เสียที เขาจึงข่มความโกรธเอาไว้
“ทำไม! แกทำหน้าดุอะไร คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะไม่ต้องเซ็นงั้นเหรอ ฉันจะบอกให้นะ...”
“ไม่ต้องพล่ามแล้ว เอามา ผมเซ็นเอง!”
หลินตงไหลตัดบท คว้าเอกสารมาอ่านดูเนื้อหาคร่าวๆ
ใจความสำคัญคือ ให้เขาออกจากบ้านตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่ได้รับทรัพย์สินใดๆ และต้องเตรียมทะเบียนบ้านไปจดทะเบียนหย่าที่อำเภอตอนบ่ายสองวันนี้ จากนั้นทางใครทางมัน ไม่เกี่ยวข้องกันอีก
เขาจรดปากกาเซ็นชื่อลงไปอย่างไม่ลังเล
หยางชุ่ยฮวาตะลึง ไม่คิดว่าจะจัดการได้ง่ายดายขนาดนี้ ก่อนจะยิ้มร่า “ฮึ! มันต้องอย่างนี้สิ คนเราต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ถือว่าเราซวยเองที่มาเจอคนไม่เอาถ่านอย่างแก ทำให้ลูกสาวฉันต้องเสียเวลาไปตั้งกี่ปี”
“แต่ก็โชคดี ต่อไปนี้จะไม่ต้องมีตัวถ่วงความเจริญอย่างแกอีกแล้ว”
พูดจบ หยางชุ่ยฮวาก็เดินจากไปด้วยท่าทางหยิ่งผยองและตื่นเต้นสุดขีด
รอบ่ายนี้พอได้ใบหย่า ลูกสาวเธอก็จะเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ และจะได้แต่งงานกับคุณชาย 'มาต้าเสียง (ม้าบิน)' ตัวเธอเองก็จะกลายเป็นคุณนายแม่ยายเศรษฐีในไม่ช้า
หลินตงไหลมองตามหลังหยางชุ่ยฮวาที่เดินจากไปอย่างลำพองใจ เขาได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นอยู่ลึกๆ
หัวเราะกันเข้าไปเถอะ ยิ้มเยาะกันให้พอ อีกไม่นานฉันจะกลายเป็นตัวตนที่สูงส่งจนพวกแกเอื้อมไม่ถึงแน่
อย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือต้องรีบไปซื้อภาพวาดนั่นมาให้ได้ โชคดีที่เงินห้าหมื่นหยวนซึ่ง ‘หัวหน้าคนงานเหล่าหลี่’ ที่ไซต์งานให้มา เขายังไม่ได้เอาไปฝากเข้าบัญชีโรงพยาบาล
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา หลินตงไหลก็มายืนอยู่ที่หน้าทางเข้า ‘ถนนสายของเก่า’ ขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าไป ด้านข้างก็มีเสียงใสๆ ที่เจือความประหลาดใจดังขึ้น
“หลินตงไหล?”
เขาหันกลับไปมอง ผู้มาใหม่กลับกลายเป็น ‘โจวซินอี๋’ เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี
เธอสวมชุดเดรสผ้าชีฟองยาวดูหรูหรา ใบหน้าสวยหมดจด ผิวขาวอมชมพู รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรรับกับเรียวขาเล็กยาว ช่างดูมีเสน่ห์เหลือเกิน
และข้างกายเธอยังมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า ‘กัวเฉิง’
บ้านของกัวเฉิงทำธุรกิจเปิดบริษัท ในตอนนั้นเพราะโจวซินอี๋แอบชอบหลินตงไหล ทำให้กัวเฉิงตามจีบเธอไม่ติดเสียที นึกไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายสองคนนี้จะมาลงเอยกันได้
“เอ๊ะ นั่นหลินตงไหลจริงๆ ด้วย!”
กัวเฉิงหัวเราะ หึๆ ก่อนเอ่ยว่า “ได้ข่าวว่านายทำงานใช้แรงงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้างมาตลอด มาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
“ก็แค่มาเดินดูเรื่อยเปื่อยน่ะ”
หลินตงไหลตอบปัดๆ ไป
“เหอะๆ นั่นสินะ ด้วยสถานะอย่างนาย มาที่แบบนี้ก็คงทำได้แค่เดินดูผ่านๆ เท่านั้นแหละ หรือว่าเตรียมจะมาถ่ายรูปสักสองสามใบ จะได้เอากลับไปคุยโวอวดพวกกรรมกรบ้านนอกที่ไซต์งาน?”
คิ้วของหลินตงไหลขมวดมุ่น “กัวเฉิง พวกเรายังไงก็ถือเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี จำเป็นต้องพูดจาขนาดนี้เลยเหรอ?”
“เพื่อนร่วมรุ่น? หยุดเลย ฉันไม่นับคนเกรดต่ำอย่างนายเป็นเพื่อนร่วมรุ่นหรอก เป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยแต่ดันวิ่งไปทำงานแบกหามใช้แรงงาน น่าขายหน้าสถาบันฉิบหาย!” กัวเฉิงกล่าวเยาะเย้ย
“กัวเฉิง!”
โจวซินอี๋รีบปราม แต่ในใจกลับถอนหายใจเงียบๆ นึกถึงตอนสมัยเรียน หลินตงไหลก็ถือว่าเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง เธอยังเคยแอบชอบเขาด้วยซ้ำ ทำไมถึงตกต่ำกลายเป็นแบบนี้ไปได้
“ช่างเถอะ เห็นแก่หน้าคุณ ผมจะไม่พูดถึงมันอีก แต่การมีมันเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนี่มันน่าขายหน้าจริงๆ”
แม้หลินตงไหลจะรู้สึกโมโห แต่เวลานี้เขาคร้านจะไปต่อปากต่อคำกับคนพรรค์นี้ จึงทักทายโจวซินอี๋ตามมารยาท แล้วรีบจ้ำอ้าวตรงไปยังร้าน ‘จวี้เป่าไจ’ ทันที
โจวซินอี๋ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งปากไว้ เธออยากจะบอกให้เขาทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ เผื่อว่าเธอจะช่วยหางานที่มีเกียรติกว่านี้ให้เขาทำได้
จบบท