- หน้าแรก
- พี่ครับ ผมแค่ตบยุง พวกเอ็งนึกว่าใช้วิชาฝ่ามือสะท้านภพ
- บทที่ 11 ภารกิจสำรวจ
บทที่ 11 ภารกิจสำรวจ
บทที่ 11 ภารกิจสำรวจ
บทที่ 11 ภารกิจสำรวจ
ช่วงนี้เกาเจี้ยนจ้องหน้าเว็บภารกิจตาเป็นมัน หวังใจว่าจะฉกฉวยงานมาทำสักชิ้น
ไม่ใช่ว่าไม่มีงาน แต่ที่เขาทำได้มันมีน้อยนิด
นานๆ ทีจะมีภารกิจระดับ F หลุดมา แต่ก็โดนพวกรุ่นพี่เขี้ยวลากดินปาดหน้าเค้กไปกินเรียบ ช่วยไม่ได้ ทัศนคติของรุ่นพี่ที่มีต่อเด็กใหม่ช่างเหมือนกันราวกับนัดหมาย “มีประวัติปิดงานค่อยมาคุย ไม่มีก็ไสหัวไปนอนเกาพุงที่บ้านไป”
แต่ปัญหาคือ จะไปหาประวัติปิดงานมาจากไหน ในเมื่อไม่เปิดโอกาสให้ทำ รุ่นพี่ก็ไม่ได้บอกไว้
ผ่านไปไม่กี่วัน เกาเจี้ยนโดนแย่งงานตัดหน้าไปหลายรอบ ไม่ใช่แค่เขา เพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นก็นั่งหน้าบูดเป็นตูดลิง ไฟแค้นสุมอกจนลืมไปแล้วว่าตอนนี้คือช่วงโปรเรียนรู้งาน
วันที่สิบของการเข้าทำงาน ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา เกาเจี้ยนได้รับภารกิจแรกในชีวิต: ภารกิจสำรวจ
เจ็ดโมงเช้าวันนี้ แผนกเทคนิคตรวจพบความผิดปกติของคลื่นพลังวิญญาณบริเวณทิวเขาฉีผานทางตอนเหนือของเมืองลวี่หยาง กินเวลาประมาณ 15 นาที สาเหตุของคลื่นพลังรวนเรมีร้อยแปดพันเก้า อาจเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วหรือเรื่องคอขาดบาดตายก็ได้ เบื้องบนจึงสั่งภารกิจสำรวจระดับ F มาให้หมวดสาม พูดภาษาชาวบ้านก็คือ “ส่งใครไปดูหน่อยซิ”
คนในวงการรู้กันดีว่า ภารกิจสำรวจแบบหว่านแหคือยาขมที่ไม่มีใครอยากกลืน
ทิวเขาฉีผานไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่รถเข้าไม่ถึง ต้องเดินเท้าอย่างเดียว ถ้าจะเดินให้ทั่วอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลา 2-3 วัน
นี่แค่เวลาเดินนะ แต่คลื่นพลังผิดปกติเกิดขึ้นแค่แวบเดียว ใครจะการันตีว่าเดินวนรอบเขาแล้วจะเจอต้นตอ? เผลอๆ อาจเป็นก้อนหินธรรมดาหรือสัตว์ป่าสักตัว เจอแล้วจะรู้ไหมว่าเป็นไอ้นี่แหละที่ทำคลื่นป่วน?
ดีไม่ดีต้นเหตุมันอาจจะหนีไปแล้วก็ได้
แถมจบงานยังต้องมานั่งเทียนเขียนรายงานยาวเหยียดส่งอีก งานประเภทนี้ถ้าไม่โดนชี้ตัวสั่งการ ไม่มีใครหน้าไหนอยากเสนอหน้ามารับทำหรอก
ปกติเกาเจี้ยนกระหายงานจะตาย แต่พอเห็นภารกิจนี้เขาก็ถอยกรูด
เหตุผลสั้นๆ: โอกาสสำเร็จต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เหนื่อยฟรีมีสูง
อนิจจา บทคนไม่อยากแย่ง งานดันวิ่งเข้าใส่
เจ็ดโมงครึ่ง เกาเจี้ยนโดนเรียกตัวไปพบหัวหน้าหมวดสาม หวังจิ้นนั่งตีหน้ายักษ์รออยู่
“ผมไม่รับได้ไหมครับ?”
“ไม่ได้”
“ทีงานดีๆ ไม่เห็นเคยตกถึงท้องผมเลย” เกาเจี้ยนบ่นอุบ
“แกมันเด็กฝึกงาน ช่วงนี้ต้องเรียนรู้ จะเอางานดีๆ ไปทำไม? อยากตายเร็วหรือไง?” หวังจิ้นสวนกลับ
“แล้วทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะ?”
“เพราะแกเป็นเด็กฝึกงาน และเด็กฝึกงานอีกคนดันหนีเที่ยว ไม่อยู่ในลวี่หยาง”
ไอ้เชี่ยเอ๊ย...
เกาเจี้ยนสบถด่ามู่เซียวไป๋ในใจเป็นร้อยจบ บทจะหายหัวก็หายไปดื้อๆ ตอนมีงานเข้าพอดี เกาเจี้ยนชักสงสัยว่าไอ้หมอนั่นจมูกไวรู้เรื่องงานเน่าชิ้นนี้เลยชิงหลบฉากไปก่อนหรือเปล่า แต่บ่นไปก็ไร้ประโยชน์ สุดท้ายเขาก็ต้องรับกรรม
“เอาน่า งานสำรวจถึงล้มเหลวก็ไม่เสียประวัติ ถือซะว่าไปเดินป่ากินลมชมวิว” หวังจิ้นรู้ดีว่าโอกาสสำเร็จแทบเป็นศูนย์ แต่ตามระเบียบมันต้องส่งคนไป
...
เกาเจี้ยนขับรถมุ่งหน้าสู่ทิวเขาฉีผาน รถที่ใช้เป็นรถตราโล่ของสำนักงาน สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือสำนักงานกำกับดูแลฯ นี้รวยจริงจัง ยุทโธปกรณ์มีให้ใช้ไม่อั้น
จอดรถไว้ตีนเขา เกาเจี้ยนเตรียมใจเดินดุ่มๆ แบบไร้จุดหมาย แต่เดินไปได้แค่ 20 นาที เขาก็เจอแจ็กพอต
ไม่ใช่เพราะเขามีตาทิพย์ แต่เพราะเป้าหมายมันเด่นหราอยู่กลางป่า: หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวนอนสลบไสลอยู่บนพื้น
เกาเจี้ยนเดินเข้าไปเขย่าไหล่เธอเบาๆ
“คุณครับ ตื่นสิ”
หญิงสาวพลิกหน้ามา เกาเจี้ยนชะงัก นี่มันแม่สาวงามที่เจอในร้านหนังสือนี่นา?
“อืม...” หญิงสาวครางเบาๆ ค่อยๆ ปรือตาขึ้น แล้วเกาเจี้ยนก็ต้องตกตะลึง เพราะดวงตาคู่นั้นเป็นสีฟ้าครามสดใสราวกับอัญมณี
“นายเป็นใคร?” เธอถามเสียงแผ่ว
เกาเจี้ยนเริ่มสับสน ตอนแรกมั่นใจว่าเคยเจอ แต่พอเห็นดวงตาคู่นี้ ความมั่นใจก็พังทลาย ความทรงจำเมื่อสัปดาห์ก่อนเริ่มเลือนราง แต่เขาสาบานได้ว่าไม่เคยเห็นดวงตาที่พิเศษขนาดนี้มาก่อนแน่นอน
“ที่นี่ที่ไหน?”
“ทิวเขาฉีผาน คุณเป็นลมไป เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ฉัน... เป็นลม?” หญิงสาวยกมือลูบแก้มตัวเอง แล้วมองมือขาวผ่องของตัวเองด้วยแววตางุนงง
อย่าบอกนะว่าความจำเสื่อม? พล็อตละครหลังข่าวชัดๆ
เกาเจี้ยนมองหญิงสาวผู้หลงทางแล้วถามหยั่งเชิง “คุณชื่ออะไรครับ?”
“ฉันชื่อ... ไป๋ฝู”
“งั้นลุกขึ้นก่อนเถอะครับ”
เกาเจี้ยนรอจังหวะ พอเห็นเธอพยักหน้า เขาก็ยื่นมือขวาไปประคองข้อศอกเธอเพื่อช่วยพยุง ทว่าทันทีที่เนื้อสัมผัสเนื้อ ไป๋ฝูกลับพลิกข้อมือล็อกแขนเกาเจี้ยนด้วยความเร็วสูง เทคนิคการล็อกข้อต่อนี้เหนือชั้นมากจนเกาเจี้ยนไม่มีโอกาสขัดขืน
“เชี่ย!”
เกาเจี้ยนร้องเสียงหลงได้คำเดียว โลกก็หมุนคว้าง ร่างของเขาลอยละลิ่วปลิวไปกระแทกพื้นห่างออกไปสามเมตร
เกาเจี้ยนตื่นตระหนกสุดขีด ศัตรูเหรอ?
เขากลิ้งตัวลุกขึ้นตั้งท่าเตรียมสู้ แต่กลับพบว่าไป๋ฝูยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองเขาตาแป๋ว ไม่มีท่าทีคุกคามแม้แต่น้อย
กับดัก?
ก็ไม่น่าใช่
“คุณทำบ้าอะไรเนี่ย?” เกาเจี้ยนระวังตัวแจ ผู้หญิงคนนี้ฝีมือร้ายกาจชั่วพริบตา แรงกดดันที่แผ่ออกมาน่ากลัวกว่าตอนเผชิญหน้ากับหวังจิ้นเสียอีก เจอคู่ต่อสู้ระดับนี้ วิชาควบคุมเพลิงกะโหลกกะลาของเขาจะเอาอยู่ไหมเนี่ย
ไป๋ฝูส่ายหน้า ไม่พูดอะไรสักคำ
เกาเจี้ยนงงเป็นไก่ตาแตก จับทุ่มเสร็จแล้วก็นั่งนิ่งเนี่ยนะ?
แต่คิดในแง่ดี ถ้าเธอไม่ตามซ้ำก็ถือว่าบุญโข เพราะถ้าเธอเอาจริง เกาเจี้ยนคงต้องคิดหาทางหนีทีไล่เป็นอันดับแรก
“ถ้าคุณไม่เป็นไร งั้นผมขอตัวก่อนนะ ลาก่อน” เกาเจี้ยนถอยห่างออกมาสองเมตร
เขามาทำภารกิจ และแม่สาวไป๋ฝูนี่ก็น่าสงสัยสุดขีด ดวงตาประหลาด ฝีมือฉกาจ แถมความจำเสื่อม (มั้ง) เกาเจี้ยนคิดว่าแค่เขียนรายงานเรื่องเธอส่งไป ภารกิจก็น่าจะถือว่าสำเร็จแล้ว
ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?
เกาเจี้ยนหันหลังเดินหนี ไม่ใช่ว่าจะทิ้งงาน แต่กะจะไปหาที่ปลอดภัยโทรเรียกกำลังเสริม ให้ส่งคนมาหิ้วปีกแม่นี่กลับไปสอบสวน
จะให้จับเองเหรอ? ฝันไปเถอะ! เมื่อกี้บินสูงขนาดนั้นยังไม่เข็ดหรือไง?
เกาเจี้ยนเชื่อว่าสมองมีไว้ใช้ และโชคดีที่เขาก็พกมันมาด้วย
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เกาเจี้ยนก็รู้สึกขนลุกซู่ พอหันขวับกลับไปมอง... ไป๋ฝูมายืนประชิดอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้!
แววตาของเธอยังคงว่างเปล่า ชุดเดรสสีขาวเปรอะเปื้อนเศษดิน เธอยืนหลังค่อมนิดๆ ดูเผินๆ ก็น่าสงสาร แต่ประเด็นคือเธอตามมาเงียบเชียบขนาดนี้ได้ยังไง?
“คุณ... จะทำอะไร?”
เกาเจี้ยนมั่นใจว่าตัวเองใจกล้าพอตัว แต่เจอแบบนี้ก็สะดุ้งเหมือนกัน เดินไร้เสียงแบบนี้ ถ้าเป็นกลางคืนคงหัวใจวายตาย
“กลิ่นอายของนายคุ้นมาก ฉันอยากไปด้วย” ไป๋ฝูพูดช้าๆ สำเนียงแปร่งหูเหมือนคนต่างถิ่น พูดประโยคยาวเหยียดแบบนี้ฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล
“ไปด้วย?”
เกาเจี้ยนไม่อยากให้ตามมาเด็ดขาด ผู้หญิงคนนี้ดูยังไงก็ตัวอันตราย
แต่คิดอีกที ยังไงเขาก็ต้องหาทางพาเธอไปที่สำนักงานอยู่แล้ว ถ้าเธอตามมาเองก็เข้าทาง อันตรายมันก็มีแหละ แต่ถ้าปล่อยให้คลาดสายตา ดีไม่ดีอาจจะอันตรายกว่าเดิม
“งั้นก็ตามใจ”