- หน้าแรก
- จากตัวซวยสู่มหาเศรษฐี วันที่ครอบครัวต้องเสียดาย
- บทที่ 10 ไร้หลักฐาน
บทที่ 10 ไร้หลักฐาน
บทที่ 10 ไร้หลักฐาน
บทที่ 10 ไร้หลักฐาน
ณ ห้องสอบสวน สถานีตำรวจ
สำหรับเซียวเฉินแล้ว สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ในชาติที่แล้วเขาเข้าออกโรงพักเป็นว่าเล่น ไม่ใช่เพราะความผิดของตัวเอง แต่ต้องมาเป็นแพะรับบาปแทนเซียวหมิง ทั้งคดีเสพยา แข่งรถซิ่ง หรือแม้แต่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เขาคุ้นเคยกับขั้นตอนการสอบสวนดีจนแทบจะหลับตาเดินได้
แม้แต่ "โจวจวิน" นายตำรวจเจ้าของคดีผู้มากประสบการณ์ ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าไอ้หนุ่มนี่เป็นขาประจำหรือเปล่า ท่าทางมันดูชิลเกินเหตุ
แต่เมื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมกลับพบว่าขาวสะอาด ไม่มีด่างพร้อยแม้แต่คดีเดียว
หลังจากสอบปากคำเสร็จสิ้น โจวจวินนำคำให้การมาเปรียบเทียบกัน ด้วยสัญชาตญาณตำรวจ เขามองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเซียวเฉินเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนคำให้การของเซียวเชี่ยนนั้นเต็มไปด้วยการคาดเดาล้วนๆ
เขาเรียกทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน วางเอกสารลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยขึ้น "คุณเซียวครับ จากการสืบสวนของเรา ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าน้องชายของคุณเป็นคนขโมยกำไลข้อมือไป"
"เรื่องนี้คงเป็นความเข้าใจผิด หรืออาจจะมีสาเหตุอื่น"
"ไม่ใช่เขา? เป็นไปไม่ได้! พวกคุณสืบสวนกันยังไง? ที่บ้านฉันนอกจากเขาก็ไม่มีคนนอกที่ไหนเข้าออกได้อีก" เซียวเชี่ยนแย้งเสียงแข็ง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
"เขาเป็นน้องชายของคุณนะครับ" โจวจวินพยายามอธิบายอย่างใจเย็น "จะเรียกว่าคนนอกได้ยังไง?"
"ผู้กองโจวครับ นอกจากนามสกุลที่เหมือนกันแล้ว ผมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลเซียวอีก" เซียวเฉินพูดแก้ต่างทันควัน
"ฉันเองก็ไม่มีน้องชายแบบมันเหมือนกัน! ไอ้เด็กบ้านนอก หยาบคาย ไร้เหตุผลสิ้นดี" เซียวเชี่ยนตวาดด้วยความโกรธ
"พอได้แล้ว!" โจวจวินขมวดคิ้วเริ่มหมดความอดทน
"ทุกอย่างต้องว่ากันด้วยหลักฐาน ในเมื่อตอนนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเขาขโมยของ คุณก็ทำอะไรไม่ได้"
"เชิญคุณกลับไปรอฟังผลที่บ้าน ถ้ามีความคืบหน้าอะไร ทางเราจะแจ้งไป"
"แค่นี้เหรอ? จบแค่นี้เนี่ยนะ?" เซียวเชี่ยนทำหน้าเหมือนโลกจะถล่ม เธอชี้หน้าเซียวเฉิน "มันเป็นขโมยนะ! ทำไมพวกคุณไม่จับมันขังคุก?"
"ผมบอกแล้วไงว่าต้องมีหลักฐาน" โจวจวินเคาะโต๊ะเสียงดังปัง "ผมไม่สนหรอกนะว่าคุณกับน้องชายจะมีเรื่องบาดหมางอะไรกันมา"
"แต่เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณ เป็นน้องชายคุณ การที่คุณด่าทอเขาว่าไอ้เด็กบ้านนอก หรือคนไร้เหตุผลฉอดๆ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่แบบนี้ คุณคิดว่ามันสมควรแล้วเหรอครับ?"
เซียวเชี่ยนหันขวับไปจ้องหน้าเซียวเฉินด้วยความเคียดแค้น "งั้นเขาก็ยังถือเป็นผู้ต้องสงสัย ฉันขอใช้สิทธิ์ให้ตำรวจควบคุมตัวเขาไว้สอบสวน 24 ชั่วโมง!"
"และฉันขอให้ตำรวจไปค้นห้องพักของมันเดี๋ยวนี้!"
คิ้วของโจวจวินขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิม ตามระเบียบปฏิบัติแล้วคำร้องขอนี้สามารถทำได้ แต่ในเมื่อรูปคดีมันฟ้องว่าเด็กคนนี้บริสุทธิ์ การกักตัวไว้ 24 ชั่วโมงดูจะเป็นการกลั่นแกล้งเกินไปหน่อย
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น
เมื่อเห็นรายชื่อบนหน้าจอ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที... ผู้กำกับโทรมา
เขารีบเดินเลี่ยงออกจากห้องสอบสวนไปรับสาย
"เหล่าโจว ที่นั่นมีนักเรียนชื่อเซียวเฉินถูกคุมตัวอยู่หรือเปล่า?" ปลายสายถามมา
"มีครับท่าน มีอะไรหรือเปล่าครับ?" โจวจวินงุนงง
"ทางกองบัญชาการใหญ่โทรมาสายตรงเลย บอกให้ช่วยดูแลหน่อย ถ้าเด็กมันไม่มีความผิดอะไรก็รีบปล่อยตัวไปซะ" ผู้กำกับสั่งการ
"กองบัญชาการใหญ่?" หัวใจของโจวจวินกระตุกวูบ "เด็กคนนี้เส้นใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?"
"ระดับบิ๊กเลยล่ะ ท่านผู้บังคับการซ่งเบอร์หนึ่งของกองบัญชาการโทรมาเองเลย อย่าถามมาก ทำตามสั่งก็พอ"
"รับทราบครับ"
โจวจวินวางสายด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
เด็กมัธยมท่าทางธรรมดาๆ คนนี้ มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?
เขาเดินกลับเข้าไปในห้องสอบสวนแล้วประกาศทันที "เรื่องราวชัดเจนแล้ว เชิญพวกคุณกลับได้"
"ฉันบอกแล้วไงว่าจะให้คุมตัวมันไว้!" เซียวเชี่ยนโวยวาย
"ฟังนะคุณ... การจะกักขังผู้ต้องสงสัย 24 ชั่วโมง ต้องเป็นผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจเห็นควร ไม่ใช่คุณเห็นควร"
โจวจวินตีหน้ายักษ์ "ถ้าคุณยังขืนโวยวายสร้างความวุ่นวายอีก ผมจะถือว่าคุณแจ้งความเท็จและก่อกวนเจ้าพนักงาน เชิญกลับไปได้แล้ว!"
เซียวเชี่ยนสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นท่าทีเอาจริงของตำรวจ และหมดหนทางจะเล่นงานเซียวเฉินต่อ เธอจึงได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
"ฝากไว้ก่อนเถอะเซียวเฉิน เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่" เธอทิ้งคำขู่ไว้ก่อนจะเดินกระแทกเท้าจากไป
หลังจากเซียวเชี่ยนกลับไปแล้ว โจวจวินก็เดินมาส่งเซียวเฉินที่หน้าโรงพักด้วยตัวเอง
"เซียวเฉิน เธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมใช่ไหม?" โจวจวินถาม
"ใช่ครับผู้กอง" เซียวเฉินตอบ
"ถ้าที่โรงเรียนมีปัญหาอะไร โทรหาฉันได้เลยนะ" โจวจวินจดเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวให้
"ขอบคุณมากครับผู้กอง" เซียวเฉินรับเบอร์มาเมมไว้
เขามองหน้าโจวจวิน แววตาฉายแววลังเลเล็กน้อยเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
หลังจากเกิดใหม่ ความทรงจำในชาติที่แล้วชัดเจนราวกับสวรรค์มอบสูตรโกงมาให้
เขาจำโจวจวินได้แม่นยำ นายตำรวจตงฉิน ฮีโร่ปราบยาเสพติด... น่าเสียดายที่ในชาติก่อน ระหว่างการเข้าตรวจค้นสถานบันเทิงตามปกติ เขาบังเอิญไปเจอการส่งยาพอดี
โจวจวินต่อสู้กับแก๊งค้ายาเพียงลำพังจนตัวตาย กลายเป็นวีรบุรุษผู้พลีชีพ
และดูเหมือนว่าวันที่เกิดเหตุ... ก็คือช่วงวันสองวันนี้
"เธอมีอะไรจะพูดหรือเปล่า?" โจวจวินถามยิ้มๆ เมื่อเห็นท่าทางของเด็กหนุ่ม
"ผู้กองครับ วันนี้มีภารกิจต้องออกปฏิบัติหน้าที่ใช่ไหมครับ?" เซียวเฉินลองหยั่งเชิง
"อื้ม ใช่ คืนนี้มีรอบตรวจค้นสถานบันเทิงตามปกติน่ะ" โจวจวินตอบ "ทำไมเหรอ?"
"ผู้กองครับ ช่วยรับฟังคำเตือนของผมสักครั้งได้ไหม?" เซียวเฉินสบตาตำรวจหนุ่มนิ่ง
"ใส่เสื้อกันกระสุน และพาคนไปให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้"
"ก็แค่ตรวจผับบาร์ธรรมดา ไม่ได้ไปบุกรังโจรค้ายา ต้องใส่เสื้อกันกระสุนเลยเหรอ?" โจวจวินชะงักไปเล็กน้อย
"ผมอธิบายไม่ถูกครับผู้กอง แต่ถ้าผู้กองเชื่อใจผม ได้โปรดทำตามที่ผมบอกเถอะครับ"
สีหน้าของเซียวเฉินจริงจังขึ้นมา "ทางที่ดี ให้คิดเสียว่าภารกิจคืนนี้คือการปะทะกับพ่อค้ายาอาวุธครบมือ"
โจวจวินยืนอึ้ง อยากจะถามต่อ แต่เซียวเฉินก็เดินหันหลังพ้นประตูไปแล้ว
เขายืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง... นึกถึงเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาของเด็กคนนี้ บางทีเขาอาจจะมีสายข่าวที่ตำรวจไม่รู้
โจวจวินตัดสินใจหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาทันที "หมู่จ้าว คืนนี้ที่จะลงพื้นที่ตรวจผับ เกณฑ์กำลังเสริมไปเพิ่มด้วยนะ เบิกอาวุธให้พร้อม แล้วสั่งให้ทุกคนใส่เสื้อกันกระสุนให้เรียบร้อย"
"รับทราบครับหัวหน้า... แต่เอ๊ะ เราแค่ไปตรวจตามรอบปกติ ต้องจัดเต็มขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" ปลายสายถามด้วยความสงสัย
"ทำตามที่สั่ง ช่วงนี้สถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ กันไว้ดีกว่าแก้" โจวจวินสั่งเสียงเข้ม
...
เมื่อเซียวเฉินเดินออกมาพ้นประตูสถานีตำรวจ เขาถึงได้เห็นว่าซ่งจื่อเหยียนยังยืนรอเขาอยู่ที่เดิม
ตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว
พอเห็นเขาเดินออกมา ซ่งจื่อเหยียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก "เซียวเฉิน นายไม่เป็นไรนะ?"
"ฉันไม่เป็นไร เธอตามมาทำไมเนี่ย?" เซียวเฉินแปลกใจ
"ก็ฉันเป็นห่วงนายนี่นา ก็เลยมายืนรอ" ซ่งจื่อเหยียนตอบเสียงอ่อย
"ขอบใจนะที่เป็นห่วง" ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วหัวใจของเซียวเฉิน
เขารู้สึกได้เสมอว่าผู้หญิงคนนี้ปฏิบัติต่อเขาพิเศษกว่าคนอื่น ตั้งแต่ชาติที่แล้ว
แต่เพราะอะไรนั้น เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้
"ฉันเลี้ยงข้าวเธอแล้วกัน ตอบแทนที่อุตส่าห์ยืนรอตั้งครึ่งค่อนวัน" เซียวเฉินเอ่ยชวน
"ดีจัง! ไปสิๆ ไปที่ไหนเหรอ?" ซ่งจื่อเหยียนพยักหน้าหงึกหงักอย่างดีใจ
"ที่เด็ดเลยล่ะ รับรองว่าเธอไม่เคยไปแน่ๆ" เซียวเฉินยิ้มเจ้าเล่ห์ "เราต้องนั่งรถเมล์ไปนะ"
"อื้อ!"
ทั้งสองพากันวิ่งไปที่ป้ายรถประจำทาง ซ่งจื่อเหยียนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชหาวิธีขึ้นรถเมล์อย่างตั้งใจ
พอรถมาจอดเทียบท่า เธอควักแบงก์ร้อยสีแดงสดออกมา เตรียมจะหย่อนลงไปในตู้เก็บเงิน
"เฮ้ย! ทำอะไรของเธอ?" เซียวเฉินตกใจรีบคว้าข้อมือเธอไว้
"กะ... ก็ฉันไม่มีเศษตังค์นี่นา" ซ่งจื่อเหยียนหน้าแดง "รถเมล์เขาไม่มีกระเป๋ารถเมล์ทอนตังค์ไม่ใช่เหรอ?"
"นี่เธอไม่ได้ขึ้นรถเมล์มานานกี่ปีแล้วเนี่ย?" เซียวเฉินส่ายหน้าขำๆ หยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา เปิดแอปฯ อาลีเพย์ หมวดการเดินทาง
"ใช้คิวอาร์โค้ดนี่สแกนจ่ายก็ได้ ค่ารถแค่หนึ่งหยวนตลอดสาย เก็บแบงก์ร้อยของเธอไปเลย"
"อ้าว... อย่างงั้นเหรอ ฉันไม่รู้จริงๆ" ซ่งจื่อเหยียนหน้าแดงแปร๊ดด้วยความอาย รีบเปิดแอปฯ ในเครื่องตัวเองมาสแกนบ้าง
รถเมล์พาพวกเขานั่งยาวไปเก้าป้าย จนมาถึง "ตลาดของเก่าว่านเจียหยวน"
ติดกับตลาดของเก่าคือถนนคนเดินที่คึกคักไปด้วยร้านอาหารสตรีทฟู้ด ช่วงเวลาห้าโมงเย็นแบบนี้ ร้านรวงกำลังตั้งแผงส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว
ซ่งจื่อเหยียนเบิกตากว้างราวกับค้นพบโลกใบใหม่
เต้าหู้เหม็นทอดกรอบ, หมาล่าทั่งรสเด็ด, โอเด้งร้อนๆ, บะหมี่เย็นย่างบนเตาร้อน...
อาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต คุณหนูตระกูลใหญ่อย่างเธอทานแต่อาหารที่เชฟส่วนตัวปรุงให้ หรือไม่ก็ภัตตาคารหรูระดับมิชลินที่เสิร์ฟสเต๊กเนื้อวากิวหรือหอยทากฝรั่งเศส
กลิ่นอายของอาหารข้างทางแบบบ้านๆ เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ทำให้เธอตื่นตาตื่นใจสุดๆ
"เซียวเฉิน! นายไปรู้จักที่แบบนี้ได้ยังไงเนี่ย? ของพวกนี้มันอร่อยมากเลยอ่ะ!" เธอเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข