เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15: วิธีการสอนด้วยกาววาฬ (ตอนต้น)

บทที่ 15: วิธีการสอนด้วยกาววาฬ (ตอนต้น)

บทที่ 15: วิธีการสอนด้วยกาววาฬ (ตอนต้น)


บทที่ 15: วิธีการสอนด้วยกาววาฬ (ตอนต้น)

"หืม? เสี่ยวหยาง เจ้ารู้จักกาววาฬด้วยเหรอ?"

เมื่อเห็นท่าทีของมู่หยางที่ดูเหมือนจะรู้จักว่ากาววาฬคืออะไร สีหน้าของมู่ซีเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจขึ้นมาทันที

ให้ตายเถอะ! เขาเพิ่งจะหกขวบเองนะ! ใครกันที่เอาเรื่องพรรค์นี้มาเล่าให้เขาฟัง?!

"เอ่อ... ผมไม่รู้จักหรอกครับ แต่เคยได้ยินมาว่าปลาสามารถเอามาเคี่ยวเป็นกาวได้ เลยเดาเอาว่ากาววาฬก็น่าจะทำมาจากการเคี่ยวร่างของสัตว์วิญญาณประเภทวาฬใช่ไหมครับ?"

มู่หยางรีบปฏิเสธพัลวันโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย

เขามู่หยางผู้นี้ใสซื่อบริสุทธิ์ดุจน้ำแข็งใสกระจกเงา จะไปรู้ได้อย่างไรว่ากาววาฬเป็นยาบำรุงกำหนัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง? เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

อืม... กาววาฬชิ้นนี้มีสีเหลืองทอง แต่สีไม่เข้มจัด ดูเหมือนสัตว์วิญญาณประเภทวาฬที่นำมาทำกาวชิ้นนี้คงยังมีอายุไม่ถึงหมื่นปี มิเช่นนั้นสีของมันควรจะเป็นสีเหลืองเข้มมากกว่านี้

เมื่อได้ยินคำอธิบาย สีหน้าของมู่ซีเยว่ก็อ่อนลงเล็กน้อย นางหยิบกาววาฬออกมาจากกล่องหยก พลันพลังวิญญาณในร่างก็พุ่งพล่าน เปลวเพลิงสีทองส้มกลุ่มหนึ่งลุกโชนขึ้นบนฝ่ามือ และเริ่มทำการย่างกาววาฬชิ้นนั้น

ในอุณหภูมิปกติ กาววาฬจะมีลักษณะเป็นของแข็งที่แข็งกระด้าง หากต้องการจะกินเข้าไป จำเป็นต้องทำให้มันอ่อนตัวลงด้วยการย่างด้วยความร้อนสูง มิเช่นนั้นจะกินได้ยากยิ่ง

และเปลวไฟธรรมดาก็ใช้ไม่ได้ผลเสียด้วย หากอุณหภูมิต่ำเกินไปก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้กาววาฬอ่อนตัวลงได้

ทว่าเรื่องนี้ย่อมไม่ครามือกของมู่ซีเยว่ ในฐานะวิญญาณปราชญ์เจ็ดวงแหวนสายอัคคี อย่าว่าแต่การย่างกาววาฬเลย ต่อให้สัตว์วิญญาณวาฬที่เป็นเจ้าของกาวชิ้นนี้มาปรากฏตัวตรงหน้า มู่ซีเยว่ก็สามารถเผามันให้กลายเป็นจลน์ได้ในพริบตา

ไม่นานนัก ภายใต้การย่างของเพลิงสีทองส้ม กาววาฬพันปีที่เคยแข็งกระด้างก็เริ่มอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสสารลักษณะคล้ายวุ้นสีเหลืองทอง

ในขณะเดียวกัน กลิ่นหอมประหลาดก็กำจายออกมาจากกาววาฬที่อ่อนตัวลงนั้น

กลิ่นของมันหอมอวลเข้มข้น ทว่ากลับรวมตัวกันแน่นไม่กระจายออกไปไกลนัก ส่งผลให้มู่หยาง รวมถึงฮั่วอู๋ซวงและฮั่วอู๋ที่อยู่ข้างๆ ถึงกับลอบกลืนน้ำลายด้วยความอยากลอง

เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้ว มู่ซีเยว่จึงดับไฟในมือ จากนั้นนางก็โคจรพลังวิญญาณ แบ่งกาววาฬที่อ่อนนุ่มออกเป็นเม็ดเล็กๆ ขนาดเท่าลูกหินนับร้อยเม็ด แล้วจึงปล่อยให้พวกมันร่วงกลับลงไปในกล่องหยก

"หอมจังเลยค่ะ..."

ฮั่วอู๋กลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางมองมารดาด้วยสายตาละห้อย

เมื่อเห็นท่าทางโหยหาของลูกสาว มู่ซีเยว่ก็กลอกตาใส่ด้วยความหมั่นไส้ "ไม่ใช่ของเจ้าเสียหน่อย ร่างกายเจ้าไม่ได้อ่อนแอ สิ่งนี้เอาไว้ให้เสี่ยวหยางกินเพื่อบำรุงร่างกายต่างหาก"

เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง จะมากินของพวกนี้ได้อย่างไร!

มู่หยาง: "..."

ช่วยเลิกย้ำคำว่า 'อ่อนแอ' จะได้ไหมครับ?

มู่ซีเยว่ชี้ไปที่เม็ดกาววาฬมากมายในกล่องหยก ก่อนจะหยิบส่งให้มู่หยางเม็ดหนึ่งแล้วกล่าวว่า "เสี่ยวหยาง กาววาฬนี่กินมากเกินไปไม่ได้ มิเช่นนั้นร่างกายจะรับไม่ไหวจนเกิดผลเสีย อาจะย่างให้เจ้ากินคืนละเม็ดก็แล้วกันนะ"

"ตกลงครับ!"

มู่หยางรับเม็ดกาววาฬมาแล้วพยักหน้า ก่อนจะรีบโยนมันเข้าปากในขณะที่ยังอุ่นๆ อยู่

ทันทีที่กาววาฬสัมผัสลิ้น มู่หยางก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว กลิ่นมันหอมก็จริง แต่พออยู่ในปากกลับมีความคาวเล็กน้อยและลื่นปรื๊ด ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดพิลึก

โชคดีที่รสคาวนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยความหอมละมุนเข้มข้น ทันใดนั้นมู่หยางก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจากท้องน้อย ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณและกระดูกทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว

ความรู้สึกร้อนวูบวาบที่แสนสบายนี้ ราวกับกำลังเข้าห้องอบซาวน่าแล้วมีคนมานวดกดจุดให้ทั่วตัว ช่างผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด

"อืม..."

มู่หยางหลุดเสียงครางอย่างเป็นสุขออกมาโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับมีกลิ่นหอมจางๆ พ่นออกมาจากปากและจมูก

ช่างเป็นคำว่า 'เจรจาพาทีมีกลิ่นหอม' ของจริงแท้ๆ

ทว่าเพียงไม่นาน กระแสความอบอุ่นในร่างกายก็เริ่มแปรเปลี่ยน กลายเป็นความรู้สึกร้อนรุ่มที่อธิบายไม่ถูก

และสิ่งที่ต่างจากความสบายในตอนแรกคือ ความร้อนรุ่มนี้ไม่ได้ทำให้มู่หยางรู้สึกสบายแม้แต่น้อย อันที่จริง หากไม่ใช่เพราะเขายังเป็นเด็กและร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ เขาคงได้แสดงกิริยาที่น่าขายหน้าออกมาในตอนนี้แล้วเป็นแน่

โชคดีที่ปริมาณกาววาฬที่เขากินเข้าไปนั้นไม่มากนัก แม้จะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเกินรับมือ

ส่วนในเรื่องผลของการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายนั้น สิ่งนี้ไม่ได้เหมือนกับการอัปเกรดทักษะในเกม แต่มันเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ และด้วยปริมาณที่น้อย ความเปลี่ยนแปลงจึงยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก

ครู่ต่อมา เมื่อเห็นว่าตนเองพอจะทนไหว มู่หยางก็เบนสายตามองไปทางมู่ซีเยว่อีกครั้ง

"เจ้ายังเป็นเด็ก กินมากเกินไปไม่ได้"

มู่ซีเยว่ส่ายหน้าปฏิเสธ พลางเก็บกล่องหยกบรรจุกาววาฬเข้าสู่อุปกรณ์วิญญาณสำหรับจัดเก็บของตน

"ชิ..."

มู่หยางเดาะลิ้นเบาๆ ด้วยความเสียดาย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากาววาฬเป็นของดีอย่างแท้จริง

ทว่ามู่ซีเยว่พูดถูก ของพรรค์นี้กินสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ มิเช่นนั้นคืนนี้เขาคงไม่ต้องหลับต้องนอนกันพอดี

อืม... รออีกสักสองสามวัน เมื่อเขากินกาววาฬไปได้มากพอจนเริ่มรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของร่างกายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เขาค่อยบอกความจริงเรื่องผลลัพธ์ของกาววาฬให้ท่านอาฟัง เพื่อที่ฮั่วอู๋และฮั่วอู๋ซวงที่นั่งน้ำลายสออยู่ข้างๆ จะได้มีโอกาสดูดซับวงแหวนวิญญาณที่เกินขีดจำกัดสูงสุดได้ในอนาคต

อย่างไรเสีย แม้กาววาฬจะมีราคาแพง แต่ด้วยฐานะทางการเงินของตระกูลฮั่ว การจะหามาให้คนรุ่นเยาว์ทั้งสามคนกินเป็นประจำย่อมไม่ใช่ปัญหา

สองวันต่อมา

ณ สนามฝึกซ้อมจำลองสภาพแวดล้อมลาวา ภายในถ้ำใต้ภูเขาด้านหลังโรงเรียนอัคคีโชติ

ในห้องศิลาห้องหนึ่ง ฮั่วเลี่ยลืมตาขึ้น ประกายตาคมปลาบพาดผ่านออกมา

"เป็นอย่างไรบ้างคะ?"

เมื่อเห็นฮั่วเลี่ยออกจากการฝึกสมาธิ มู่ซีเยว่ก็รีบเข้าไปถามทันที

"ช่างเป็นเคล็ดวิชาสมาธิเพลิงสุดขั้วที่ยอดเยี่ยมจริงๆ! การเดินทางไปป่าอาทิตย์อัสดงคราวนั้นนับว่าเป็นวาสนาครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้าเลย! ซีเยว่ ในอนาคตข้างหน้า โรงเรียนอัคคีโชติของเราจะต้องมีราชทินนามพรหมยุทธ์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ไม่สิ... ต้องมีมากกว่าหนึ่งคนอย่างแน่นอน!"

ฮั่วเลี่ยสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของพลังวิญญาณภายในร่างกาย พลางเอ่ยกับมู่ซีเยว่ด้วยความตื่นเต้น

แม้ 'เคล็ดวิชาสมาธิเพลิงสุดขั้ว' ที่มู่หยางแอบมอบให้นั้นจะละเอียดลอออย่างยิ่ง มีบันทึกทั้งรายละเอียดการฝึกและจุดสำคัญต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วน ทว่าด้วยเส้นทางการโคจรของพลังวิญญาณที่ซับซ้อน ฮั่วเลี่ยจึงเพิ่งจะบรรลุเคล็ดวิชานี้ได้ในวันนี้เอง

แต่เพียงแค่การฝึกสมาธิครั้งแรก ฮั่วเลี่ยก็รับรู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาของมัน ประสิทธิภาพที่แท้จริงของมันนั้นเหนือกว่าที่เขาเคยคาดหวังไว้มากนัก

ดูเหมือนว่าระดับราชทินนามพรหมยุทธ์เก้าวงแหวน จะไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญอย่างที่เขาเคยจินตนาการไว้เสียแล้ว?

และนี่ขนาดตัวเขาที่เป็นชายวัยกลางคนซึ่งผ่าน 'ช่วงอายุทองของการฝึกฝน' มานานแล้ว หากส่งต่อเคล็ดวิชานี้ให้แก่คนรุ่นเยาว์ทั้งสามคนในครอบครัวที่มีวิญญาณยุทธ์ธาตุไฟเหมือนกัน... มู่หยางที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดนั้นย่อมต้องเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่บางที ลูกชายและลูกสาวของเขาเองก็อาจจะมีโอกาสได้สัมผัสถึงขอบเขตของราชทินนามพรหมยุทธ์ในอนาคตได้เช่นกัน!

เมื่อได้ยินดังนั้น มู่ซีเยว่ก็เลิกคิ้วงามขึ้นเล็กน้อย "เคล็ดวิชาสมาธิเพลิงสุดขั้วนี้มันมหัศจรรย์ขนาดนั้นเลยหรือคะ?"

แม้พรสวรรค์ในการฝึกฝนของสามีนางจะไม่เลว ด้วยพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับแปด ต่อให้ฝึกฝนไปตามปกติ การจะก้าวไปถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ทว่ามู่ซีเยว่ย่อมรู้ดีว่าสามีของนางไม่ใช่คนขี้คุย หากไม่มีความมั่นใจอย่างน้อยแปดส่วน เขาคงไม่เอ่ยปากเช่นนี้

เห็นได้ชัดว่า 'เคล็ดวิชาสมาธิเพลิงสุดขั้ว' ที่ได้มาโดยบังเอิญนี้ ได้มอบความมั่นใจให้แก่ฮั่วเลี่ยอย่างเต็มเปี่ยม

"แน่นอน! พูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า สำหรับวิญญาจารย์ธาตุไฟแล้ว เคล็ดวิชาสมาธิเพลิงสุดขั้วนี้เปรียบได้กับสมบัติล้ำค่าที่สุดยอดที่สุด!"

ฮั่วเลี่ยเอ่ยชมอย่างไร้ข้อกังขา

เคล็ดวิชานี้ดีเลิศโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ทว่าฮั่วเลี่ยก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่า เคล็ดวิชาการฝึกฝนระดับเทวะเช่นนี้ ไปตกอยู่ในมือของวิญญาจารย์สองคนที่ตายภายใต้กรงเล็บของฝูงหมาป่าอัคคีอายุพันปีได้อย่างไร?

เอาเถอะ คำถามนั้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว อย่างไรเสีย เคล็ดวิชาที่เขาได้มาก็ไม่ใช่ของปลอม

อีกอย่าง คนก็ตายไปแล้ว คำถามนี้จึงกลายเป็นปริศนาที่ไม่มีวันคลี่คลาย การจะไปหมกมุ่นกับมันก็ไร้ประโยชน์

หลังจากนั้น เมื่อฮั่วเลี่ยบรรลุเคล็ดวิชาสมาธิเพลิงสุดขั้วและยืนยันความถูกต้องรวมถึงประสิทธิภาพของมันแล้ว เขาก็เริ่มทำการชี้แนะมู่ซีเยว่ในการฝึกฝนขั้นตอนต่อไป

จบบทที่ บทที่ 15: วิธีการสอนด้วยกาววาฬ (ตอนต้น)

คัดลอกลิงก์แล้ว