- หน้าแรก
- ยอดทาสเฒ่าซ่อนลาย ระบบกลืนกินปีศาจ
- บทที่ 191 - ส่งสหายเก่า จากลากันด้วยดี
บทที่ 191 - ส่งสหายเก่า จากลากันด้วยดี
บทที่ 191 - ส่งสหายเก่า จากลากันด้วยดี
บทที่ 191 - ส่งสหายเก่า จากลากันด้วยดี
งานฉลองการสร้างแกนทองคำจบลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเจ้าสำนักระดับแกนเทียมหนึ่งหรือสองคนที่ยังคงดึงดันไม่ยอมกลับ หวังจะได้พบหน้าฉินเฉิงเฉิง ผู้เป็นแกนทองคำสีม่วงและได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพธิดาอันดับหนึ่งแห่งแคว้นฉีที่เพิ่งเลื่อนขั้นหมาดๆ ได้ยินมาว่านางยังไม่มีคู่บำเพ็ญเพียร พวกเขาจึงอยากจะลองเสี่ยงโชคดูสักครั้ง
ทว่าตลอดงานฉลองของเฉินอี้ ฉินเฉิงเฉิงไม่ได้ปรากฏตัวเลยแม้แต่เงา นางเกรงว่าจะไปแย่งซีนของเฉินอี้ เมื่อเห็นว่านางเก็บตัวเงียบ สุดท้ายคนเหล่านั้นก็ต้องจำใจจากไป
สองเดือนผ่านไป
ทุกอย่างในสำนักเมี่ยวอินเริ่มเข้าที่เข้าทาง เหล่าศิษย์ต่างพากันบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ จู่ๆ ก็มีคำสั่งลงมาว่าห้ามมิให้ผู้ใดออกจากถ้ำที่พัก และห้ามใช้ชีพจรวิญญาณหรือค่ายกลโดยพลการ
กว่าที่หลินเสี่ยวอวี่จะตั้งสติได้ ทางด้านชีพจรวิญญาณระดับสามก็ส่งข่าวการสร้างแกนสำเร็จมาแล้ว ไอปีศาจมหาศาลวูบผ่านไปเพียงชั่วครู่ก่อนจะถูกเก็บงำอย่างรวดเร็ว
ณ ถ้ำพำนักชีพจรวิญญาณระดับสาม
เฉินอี้มองดูหนูค้นสมบัติขนาดย่อส่วนบนไหล่ ตัวของมันหดเล็กลงเหลือเพียงขนาดฝ่ามือ ขนทั่วร่างเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เส้นสีม่วงกลางหลังกลายเป็นลวดลายสายฟ้า ความสามารถในการค้นหาสมบัติที่เป็นพรสวรรค์เดิมเพิ่มสูงขึ้นมาก ขอบเขตการรับรู้ขยายไปไกลถึงร้อยลี้ สามารถรับรู้กลิ่นอายสมบัติทะลุผ่านม่านพลังค่ายกลระดับสามได้
พลังปีศาจธาตุดินเดิมได้ผสานเข้ากับคุณสมบัติสายฟ้า และด้วยสายฟ้านี้เองที่ทำให้ระดับแกนปีศาจขั้นสามของมันเทียบเท่ากับระดับกึ่งแกนทองคำ
ผลลัพธ์นี้เกิดจากการที่หนูค้นสมบัติได้กลืนกินยาวิเศษธาตุดินระดับสาม ซากงูเขียวไผ่หยก รวมไปถึงผลึกอัสนีบริสุทธิ์อีกหลายสิบก้อนและสุราอัสนีเมฆาครามอีกหนึ่งขวดที่เฉินอี้เตรียมไว้ให้ตอนมันสร้างแกน สัตว์ปีศาจสามารถดูดซับพลังงานได้กว้างขวางกว่ามนุษย์ ของเหล่านี้สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอาจเป็นเพียงพลังงานเสริม แต่สำหรับสัตว์ปีศาจมันคือทรัพยากรชั้นดีในการสร้างแกน
ด้วยเหตุนี้แกนปีศาจระดับสามของมันจึงเหนือกว่าระดับแกนเทียมสูงสุด ก้าวไปแตะระดับกึ่งแกนทองคำสีม่วง
บัดนี้หนูค้นสมบัติมีขนาดตัวเล็กจิ๋ว แต่มีความเร็วปานสายฟ้าด้วยพลังอัสนี กล้ามเนื้อทั่วร่างแข็งแกร่งเทียบเท่าผู้ฝึกกายาระดับสาม บวกกับพลังปีศาจสายฟ้าที่ทรงพลัง ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจระดับสามขั้นต้นแบบซึ่งหน้า มันก็ไม่เกรงกลัว
แน่นอนว่านิสัยของมันไม่ใช่พวกชอบปะทะตรงๆ ทว่าเรื่องการค้นหาสมบัติ หรือการลอบโจมตีจากด้านหลังตอนที่เฉินอี้กำลังต่อสู้ มันถนัดนักเชียว
"ไม่เลว สร้างแกนสำเร็จแล้ว ด้วยความเร็วของเจ้า ต่อไปก็ขยายขอบเขตการทำงานให้กว้างขึ้นได้ พันธะทางจิตวิญญาณของพวกเราสามารถส่งข้อมูลหากันได้ง่ายๆ ในระยะพันลี้ ส่วนในระยะหมื่นลี้ก็ยังพอรับรู้ตำแหน่งและสถานะของอีกฝ่ายได้ ถ้าเจ้าเจอสมบัติหรือโอกาสวาสนาที่จัดการเองไม่ได้ ก็รีบแจ้งข้าทันที"
"จี๊ด~ ขอบคุณเจ้านาย หนูตัวน้อยจะไม่ทำให้เจ้านายผิดหวัง!"
เสียงของหนูค้นสมบัติก้องขึ้นในจิตวิญญาณของเฉินอี้ การมีพันธสัญญาเลือดทำให้สื่อสารกันได้สะดวกยิ่งขึ้น
หลังจากนั้นเฉินอี้ก็รั้งตัวพ่อลูกสกุลหูและห่าวโหย่วเหรินให้พักอยู่ที่สำนักเมี่ยวอินต่ออีกหลายเดือน หนึ่งเพื่อให้พวกเขาได้เสพสุขกับบรรยากาศชีพจรวิญญาณระดับสูงและป่าไผ่วิเศษ และเฉินอี้ก็ถือโอกาสชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้เสี่ยวหมิงเยว่ด้วย แต่เหตุผลหลักคือเฉินอี้ต้องการให้พวกเขาหลบเลี่ยงกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรระดับแกนทองคำที่เพิ่งกลับออกไป เกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ตอนนี้เมื่อหนูค้นสมบัติสร้างแกนสำเร็จกลายเป็นปีศาจระดับสาม ห่าวโหย่วเหรินและคนอื่นๆ จึงมาขอลา พวกเขาบอกว่ายังมีกิจการที่เมืองเซียนต้องดูแล ทิ้งร้านไว้นานค่าเช่ามันแพง เฉินอี้จึงเห็นชอบให้พวกเขาเดินทางกลับ
ตลอดหลายเดือนมานี้ เสี่ยวหมิงเยว่หวงแหนโอกาสที่ได้รู้จักกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแกนทองคำอย่างมาก นางสอบถามปัญหาการฝึกฝนจากเฉินอี้มากมาย ทักษะที่นางฝึกฝนคือการเขียนยันต์ แม้เฉินอี้จะไม่ได้เชี่ยวชาญด้านยันต์เป็นหลัก แต่ด้วยวิสัยทัศน์ระดับแกนทองคำ เขาสามารถชี้จุดบกพร่องในการใช้พลังวิญญาณของยันต์ระดับต่ำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทำให้เสี่ยวหมิงเยว่ได้รับประโยชน์มหาศาล
ตอนจากลา นางดูอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่นางรู้ดีว่าการได้รู้จักกับผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ถือเป็นวาสนาใหญ่หลวงแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะรั้งอยู่ข้างกายตลอดไป
"ท่านอาเฉิน ลาก่อนนะเจ้าคะ"
เสี่ยวหมิงเยว่ผู้มีดวงตาสุกใสและฟันขาวสะอาดกล่าวลาเฉินอี้ เฉินอี้ยิ้มและพยักหน้ารับ
ห่าวโหย่วเหรินพาพ่อลูกสกุลหูขึ้นเรือเหาะระดับหนึ่งขั้นสูง มุ่งหน้าสู่เมืองเซียนชิงเฟิง เนื่องจากระดับพลังของพวกเขายังต่ำ ความเร็วในการบินจึงเชื่องช้า
เมื่อเห็นแสงของเหล่าแกนทองคำพุ่งทะยานผ่านไปราวกับดาวตก ห่าวโหย่วเหรินก็อดไม่ได้ที่จะมองด้วยความอิจฉา
ผิดกับพ่อลูกสกุลหูที่ค่อนข้างนิ่งเฉย พวกเขาผ่านความยากลำบากในชนชั้นล่างมามาก เห็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่สามารถลิขิตชีวิตพวกเขาได้มาจนชินชาแล้ว
พวกเขาบินด้วยความเร็วไม่มาก ผ่านไปครึ่งค่อนวันเพิ่งจะห่างออกมาได้สามพันลี้
ทันใดนั้นแสงสีฟ้าของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแกนทองคำก็พุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้า ตรงมาทางพวกเขาพร้อมความหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงกระดูก แม้แต่เกราะป้องกันของเรือเหาะห่าวโหย่วเหรินก็แทบจะปริแตกเพราะความเย็น
"สหายห่าว เจ้านี่พุ่งเป้ามาที่ตาแก่อย่างข้าและนังหนู ท่านรีบวางพวกเราลงแล้วหนีไปเถอะ อย่าได้พลอยเดือดร้อนไปด้วยเลย"
เหล่าหูมองแสงที่พุ่งลงมา หรี่ตาลงแล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย
หน้าของห่าวโหย่วเหรินซีดเผือด หัวใจเต้นรัวด้วยความกลัว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกผู้ยิ่งใหญ่ระดับแกนทองคำล็อกเป้าหมาย
"เหล่าหูพูดอะไรแบบนั้น ข้าห่าวโหย่วเหรินเคยทิ้งเพื่อนเสียเมื่อไหร่ พวกเราต่างก็เป็นสหายของท่านนักพรตเฉิน เขาคงไม่ปล่อยให้เรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นหรอก"
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่ในใจเขาก็ไม่ค่อยเชื่อนั้ก ไม่ว่าเฉินอี้จะรู้จักกันมานานแค่ไหน แต่ตอนนี้สถานะต่างกันราวฟ้ากับเหว คนละโลกกันแล้ว ในสายตาผู้บำเพ็ญเพียรระดับแกนทองคำ พวกระดับสร้างรากฐานหรือกลั่นลมปราณก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก
แต่ตอนนี้ห่าวโหย่วเหรินก็ยังพอมีศักดิ์ศรีของระดับสร้างรากฐาน เขาเร่งพลังใส่เกราะป้องกันระดับสองเพื่อต้านทานแรงกดดันธาตุน้ำแข็งของฝ่ายตรงข้าม หากเขาทิ้งสองพ่อลูกตอนนี้ ผู้ฝึกระดับกลั่นลมปราณทั้งสองคงถูกแช่แข็งตายคาที่
ระหว่างที่พูด ห่าวโหย่วเหรินก็หยุดเรือเหาะ ลดความเร็วลง แล้วทุ่มหินวิญญาณใส่เกราะป้องกัน ความหนาวเย็นในเรือเหาะจึงเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
เหล่าหูแอบมองด้วยความซาบซึ้งใจลึกๆ
"ท่านผู้อาวุโส พวกข้าเป็นแขกและสหายของนักพรตเฉิน ไม่ทราบว่าท่านมีธุระอันใดจะชี้แนะหรือขอรับ"
ห่าวโหย่วเหรินตะโกนส่งเสียงออกไปไกลด้วยพลังปราณ เสียงก้องกังวานไปทั่วหุบเขา หากมีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ในรัศมีหลายสิบลี้ก็คงจะได้ยิน เขาไม่ได้หวังจะหนีพ้น เพียงแค่หวังว่าเสียงนี้จะไปถึงหูเฉินอี้ เผื่อว่าเฉินอี้จะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนแล้วมาช่วยพวกเขา
"ฮึ! ลูกไม้ตื้นเขิน สาวใช้ที่ข้าหมายตาไว้ ยังไม่เคยมีผู้ฝึกระดับกลั่นลมปราณคนไหนกล้าปฏิเสธ เจ้าเป็นแค่ระดับสร้างรากฐาน นับเป็นตัวอะไร บังอาจมาขวางทางข้า!"
สิ้นเสียงคำราม แสงสีฟ้าของนักพรตฮั่นเฟิงก็มาถึง เรือเหาะของทั้งสามถูกไอเย็นมหาศาลปกคลุมทันที ห่าวโหย่วเหรินยังพอประคองตัวไหว แต่เสี่ยวหมิงเยว่ปากม่วงคล้ำ ตัวแข็งทื่อไปแล้ว ทว่าบนใบหน้าของนางกลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงสายตาที่ดื้อรั้นจ้องมองผู้แข็งแกร่งระดับแกนทองคำผู้นั้น
เหล่าหูเห็นดังนั้นก็พยักหน้าเงียบๆ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายธาตุไม้สีเขียวที่กำลังพุ่งมาแต่ไกล จึงไม่ได้ตื่นตระหนก
ไม่กี่อึดใจต่อมา
ในขณะที่นักพรตฮั่นเฟิงกำลังจะลงมือ ห่าวโหย่วเหรินก็ตาเป็นประกาย สัมผัสได้ถึงแสงสีเขียวที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาตะโกนอย่างตื่นเต้น
"ท่านนักพรตเฉินมาแล้ว ท่านไม่ได้ทอดทิ้งพวกเรา!"
วินาทีถัดมา แสงสีเขียวนั้นก็มาถึง พลังโอสถธาตุไม้อันอ่อนโยนแผ่กระจาย ขับไล่ความหนาวเย็นบนเรือเหาะออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพลังรักษาที่ครอบคลุมร่างของเสี่ยวหมิงเยว่ ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นผ่อนคลาย พลังชีวิตฟื้นคืนกลับมา
"ขอบคุณท่านอาเฉินเจ้าค่ะ"
นางเอ่ยเสียงเบา มองชายหนุ่มชุดเขียวที่ยืนสงบนิ่งอยู่กลางอากาศด้วยความซาบซึ้งใจ
"นักพรตฮั่นเฟิง ทั้งสามท่านนี้เป็นสหายเก่าของข้า ท่านไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีระดับแกนทองคำ มาดักซุ่มหน้าประตูสำนักข้าตั้งหลายเดือน เพียงเพื่อจะแก้แค้นผู้ฝึกตนระดับต่ำ ท่านทำตัวสมกับเป็นผู้อาวุโสแล้วหรือ"
เฉินอี้จ้องมองนักพรตฮั่นเฟิงด้วยสายตาเย็นชา
"ฮ่าๆๆ ข้าจะทำอะไรยังไม่ถึงคราวให้เจ้าที่เป็นแค่พ่อครัวกระจอกๆ มาสั่งสอน อย่าว่าแต่เจ้าที่เป็นแกนทองคำหน้าใหม่เลย ต่อให้เป็นหลินฟานอดีตเจ้าสำนักเมี่ยวอินมาเจอข้า ก็ยังต้องเกรงใจ แล้วเจ้ากล้าดียังไงมาพูดจาสามหาวกับข้า เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร!"
นักพรตฮั่นเฟิงสายตาอำมหิต จ้องเฉินอี้เขม็ง เตรียมจะลงมือ
ทันใดนั้น แสงปีศาจสีม่วงสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเงียบเชียบที่ด้านหลังนักพรตฮั่นเฟิงห่างออกไปไม่กี่ร้อยวา นักพรตฮั่นเฟิงรู้สึกเสียววาบที่สันหลัง ราวกับถูกสัตว์ปีศาจระดับสามล็อกเป้า หากเขากล้าลงมือ จะต้องเจอกับการโจมตีขนาบหน้าหลังอย่างแน่นอน
หน้าของเขาเปลี่ยนสีทันที
"สัตว์พิทักษ์สำนักระดับสาม? สำนักเมี่ยวอินยังมีสัตว์วิเศษระดับนี้อยู่อีกรึ"
ก่อนหน้านี้ที่เขาวนเวียนอยู่แถวสำนักเมี่ยวอิน หลักๆ ก็เพื่อดักรอแม่นางฉินผู้เลื่องชื่อ แต่เมื่อรอไม่ได้ผล จึงคิดจะจับหูหมิงเยว่สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มไปอุ่นเตียงแทน นึกไม่ถึงว่าพอกำลังจะลงมือ เฉินอี้กลับตามมาทัน
ถ้าสู้ตัวต่อตัว เขามั่นใจว่าชนะได้สบาย แต่ถ้าหนึ่งรุมสอง เขาไม่มีทางได้เปรียบแน่ ยิ่งนี่เพิ่งจะจบงานฉลองแกนทองคำ แถมยังอยู่ใกล้สำนักเมี่ยวอิน ข่าวแพร่ออกไปคงไม่ดีนัก
"ฮึ! ข้าจะเห็นแก่หน้าสำนักเมี่ยวอิน วันนี้จะยอมขาดสาวใช้ไปคนหนึ่งก็แล้วกัน นักพรตชางชิง หนทางยังอีกยาวไกล วันหน้าวันหลังเวลาออกไปไหนมาไหน ระวังเดือนมืดลมแรงจะตกท่อตายเอาได้นะ ฮึ!"
ทิ้งคำขู่ไว้แล้ว นักพรตฮั่นเฟิงก็ขับแสงสีฟ้าหนีไปอย่างรวดเร็ว
เฉินอี้ร่อนลงบนเรือเหาะ ห่าวโหย่วเหรินและทั้งสามรีบเข้ามาขอบคุณยกใหญ่
"ไม่เป็นไร เป็นความสะเพร่าของข้าเอง นึกไม่ถึงว่าให้พวกท่านพักอยู่ในสำนักตั้งสามเดือน เจ้านักพรตฮั่นเฟิงนี่ยังหน้าด้านดักรออยู่ได้ ไปเถอะ ข้าจะไปส่งพวกท่านที่เมืองชิงเฟิงเอง"
เฉินอี้ยิ้มบางๆ
"ขอบคุณท่านนักพรตเฉินขอรับ"
"เหล่าหูท่านจะเกรงใจไปทำไม เล่าห่าวท่านก็ไม่ต้องเกร็ง เอาสุราวิญญาณออกมาเถอะ มาดื่มกันหน่อย!"
เฉินอี้นั่งลงบนดาดฟ้าเรืออย่างสบายๆ โบกมืออย่างเป็นกันเอง ทำให้ทั้งสองนึกย้อนไปถึงวันวานสมัยอยู่ตระกูลหลี่
เรือเหาะเปลี่ยนมาให้เฉินอี้ควบคุม ความเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แถมยังนิ่งสนิท ไม่ได้รับผลกระทบจากลมพายุภายนอก ทั้งสามดื่มสุรา กินผลไม้ โดยมีเสี่ยวหมิงเยว่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ
เหล่าหูมองท้องฟ้าแล้วถอนหายใจออกมา
"เฮ้อ พายุฝนกำลังจะมา โลกผู้บำเพ็ญเพียรแคว้นฉีคงสงบสุขอยู่ได้อีกไม่นาน"
เฉินอี้ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน นึกถึงตอนที่หนีตายจากสัตว์อสูรบุกทะเลสาบข้างตลาดชุมชนคนธรรมดาตระกูลหลี่ในอดีต จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า
"ไม่รู้ว่าคราวนี้จะต้องหนีไปที่ไหนอีก"
เหล่าหูเหมือนจะนึกถึงภาพนั้นเช่นกัน ยิ้มแล้วส่ายหน้า
"คราวนี้ไม่มีที่ให้หนีแล้ว นอกจากจะอาศัยช่วงที่พวกมันบุกแคว้นฉี แล้วพวกเราแอบหนีเข้าไปในเทือกเขาสัตว์อสูร เพื่อทะลุไปให้ถึงดินแดนภาคกลาง"
ได้ยินดังนั้น ตาของเฉินอี้ก็ลุกวาว
"เหล่าหูช่างมองการณ์ไกล ใจตรงกับข้าเลย ฮ่าๆ มา ดื่ม!"
บนเรือเหาะ ทั้งสามคุยเรื่องอดีต วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน และวาดฝันถึงอนาคต เฉินอี้ไม่มีการวางมาดใดๆ บางครั้งก็ชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้เสี่ยวหมิงเยว่บ้าง นางจึงประทับใจท่านอาคนนี้มาก
"ท่านอาเฉิน ท่านว่าเมื่อไหร่ข้าจะเป็นเหมือนท่าน ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับแกนทองคำ เหาะเหินเดินอากาศได้บ้างเจ้าคะ"
เฉินอี้ยิ้ม มองเหล่าหูแวบหนึ่ง แล้วหันมาตอบหมิงเยว่
"นังหนู ตราบใดที่เจ้ายึดมั่นในศรัทธานี้ สักวันเจ้าต้องทำได้แน่"
หลังจากส่งทั้งสามถึงเมืองเซียนชิงเฟิงและซื้อหาเสบียงบางส่วน เฉินอี้ก็เดินทางกลับสำนักเมี่ยวอิน
หลายเดือนต่อมา
เฉินอี้ส่งมอบ 'สุราอัสนีเมฆาคราม' ฉบับลดทอนคุณภาพจำนวนสองขวด ถือว่าภารกิจสงครามปีแรกของเขาเสร็จสิ้น
คนที่มารับสุราก็เป็นคนคุ้นเคย ฉีอู๋ป้าและฉีอวิ๋นซี
สิบกว่าปีผ่านไป ทั้งสองที่ผ่านการขัดเกลาจากแดนลับในครั้งนั้นได้เลื่อนขั้นเป็นแกนทองคำเมื่อไม่กี่ปีก่อน เพียงแต่เป็นแกนทองคำระดับทั่วไป ฉีอวิ๋นซีห่างจากระดับแกนทองคำสีม่วงเพียงเส้นยาแดง
ทั้งคู่โลดแล่นอยู่แถวหน้าของสนามรบสัตว์อสูรมาตลอด ผ่านสงครามมาหลายปี ร่างกายจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารและความทะมัดทะแมง
ฉีอู๋ป้าร่างกายกำยำดั่งหอคอย มีรอยแผลภายนอกไม่น้อย แววตาคมกริบ เมื่อได้รับสุราอัสนีเมฆาครามจากมือเฉินอี้ เขาก็ฉีกยิ้มกว้าง
"สหายเฉิน นึกไม่ถึงว่าร้านอาหารเล็กๆ ในตลาดทะเลสาบวันนั้น วันนี้จะสามารถปรุงสุราชั้นเลิศระดับนี้ได้ หากเหล่าฉีรอดตายในสนามรบด้วยของสิ่งนี้ ข้าติดหนี้บุญคุณท่านครั้งหนึ่ง"
"อวิ๋นซีก็เช่นกัน ขอบคุณสหายเฉินมาก"
แม้การทำสุราอัสนีจะเป็นคำสั่งราชวงศ์ แต่วัตถุดิบก็ต้องให้เหล่าแกนทองคำหามาเอง แถมโควตาปีละสองขวด พวกเขายังต้องใช้แต้มความดีความชอบแลกมาอย่างยากลำบาก
ทางราชวงศ์พิจารณาแล้ว บวกกับการแก่งแย่งเบื้องหลัง ในที่สุดโควตาสุราอัสนีสองขวดแรกของปีนี้ก็ตกเป็นของฉีอู๋ป้าและฉีอวิ๋นซีที่จำเป็นต้องใช้มากกว่า
ฉีอู๋ป้าฝึกทั้งเวทและกายา พลังป้องกันสูงมาก ในสนามรบบางครั้งต้องสู้ประชิดตัวกับสัตว์อสูร หลายปีมานี้สร้างชื่อไว้มาก แต่ก็เจ็บตัวไม่น้อย มีสองครั้งที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด หากมีสุราอัสนีช่วยชีวิตในยามคับขัน เขาก็จะกล้าลุยและกอบโกยผลงานได้มากขึ้น
ส่วนฉีอวิ๋นซีมีรากปราณสายฟ้า พลังเวทสายฟ้าของนางแข็งแกร่งอยู่แล้ว การดื่มสุราอัสนีไม่เพียงช่วยให้นางแปลงกายเป็นสายฟ้าเพื่อหลบหนี แต่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือภายใต้ร่างสายฟ้า อานุภาพวิชาของนางจะเพิ่มขึ้นอีกห้าส่วน ในระยะเวลาสั้นๆ อาจกดดันศัตรูระดับแกนทองคำขั้นกลางได้เลย
สุรานี้เมื่ออยู่ในมือนางจึงจะแสดงอานุภาพสูงสุด
ทั้งสองผ่านแดนลับและสงครามมา ความหยิ่งยโสในตัวมลายหายไปจนหมด สุภาพกับเฉินอี้มาก
ต่อคำขอบคุณของทั้งสอง เฉินอี้เพียงยิ้มและโบกมือ แสร้งทำเป็นว่าเสียพลังงานไปมาก
"ข้าเองก็เป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญเพียรแคว้นฉี ย่อมต้องตอบรับคำเรียกร้อง ทำประโยชน์เพื่อปกป้องแคว้นฉีตามสมควร ข้าพลังต้อยต่ำ ร่างกายอ่อนแอ ไม่ถนัดต่อสู้ โชคดีที่ยังพอหมักสุราได้บ้าง ถือว่าพอมีประโยชน์อยู่หน่อย ทั้งสองท่านไม่ต้องเกรงใจ พวกท่านคือวีรบุรุษแนวหน้า ข้าช่วยได้เล็กน้อยย่อมเป็นเรื่องที่สมควรทำ"
เฉินอี้ถ่อมตัวจนฉีอู๋ป้ายิ้มไม่หุบ ฉีอวิ๋นซีก็เม้มปากยิ้ม เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีกันทั้งคู่
เมื่อได้ของแล้วทั้งสองก็ไม่รั้งรอ รีบมุ่งหน้าสู่แนวหน้าทันที
ส่วนเฉินอี้มอง 'สุราอัสนีเมฆาคราม' ฉบับสมบูรณ์สี่ขวดที่เหลืออยู่ในมือด้วยความอารมณ์ดี
ตามสูตรที่เขาให้ราชวงศ์ไป ทุกวัตถุดิบหนึ่งชุด เขาทำได้สามขวด หนึ่งขวดยื่นส่งงานแบบลดคุณภาพ อีกสองขวดเขาเก็บไว้เอง ปีหนึ่งเขาจึงมีเงินเก็บเข้ากระเป๋าถึงสี่ขวด
เฉินอี้ตัดสินใจว่าจะลองใช้เองดูบ้าง เขาทำมาตั้งเยอะยังไม่เคยลองเลย ตอนนี้การฝึกกายาก้าวหน้าช้าเพราะขาดแคลนทรัพยากร ยังไม่ทะลวงสู่ระดับสามขั้นกลางเสียที เฉินอี้คิดว่าถึงเวลาต้องเน้นวิจัยวิธีฝึกกายาแบบใหม่แล้ว
[จบแล้ว]