- หน้าแรก
- ยอดทาสเฒ่าซ่อนลาย ระบบกลืนกินปีศาจ
- บทที่ 141 - พวกเจ้าลุยไปเถอะ ข้าขอทำธุรกิจอยู่ข้างหลังก็พอ
บทที่ 141 - พวกเจ้าลุยไปเถอะ ข้าขอทำธุรกิจอยู่ข้างหลังก็พอ
บทที่ 141 - พวกเจ้าลุยไปเถอะ ข้าขอทำธุรกิจอยู่ข้างหลังก็พอ
บทที่ 141 - พวกเจ้าลุยไปเถอะ ข้าขอทำธุรกิจอยู่ข้างหลังก็พอ
ในเวลานี้ ทางเข้าแดนลับชั้นสาม พลันคึกคักขึ้นมาทันตา
อัจฉริยะแคว้นฉีเหล่านี้แห่กันเข้ามาทีเดียว ทำเอาอัจฉริยะจากแดนกลางไม่กี่คนนั้นตกตะลึง
"อัจฉริยะแคว้นฉีโหดขนาดนี้เลยเหรอ เข้ามาพร้อมกันหมดเลย?"
แม้แต่เณรน้อยหลิงฮุ่ยก็ยังแปลกใจ ต้องรู้ไว้ว่า เขาเป็นถึงผู้ฝึกกายาระดับสาม ฝืนบุกเข้ามายังบาดเจ็บเลย อัจฉริยะแคว้นฉีเหล่านี้ชัดเจนว่าฝีมือด้อยกว่าหน่อย กลับเข้ามาได้แบบไร้บาดแผลกันทุกคน นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
"เดี๋ยวสิ สวีจิ่วล่ะ?"
เณรน้อยกับหนิงปู้เอ้อร์สังเกตเห็นพร้อมกัน สวีจิ่วที่มีฝีมือที่สุดกลับไม่ได้เข้ามา นี่มันสถานการณ์อะไร?
ทว่า พอฉินเฉิงเฉิงแอบส่งกระแสจิตถามสถานการณ์จากอัจฉริยะแคว้นฉีไม่กี่คน ก็อดเอามือปิดปากขำไม่ได้
นั่นไง สไตล์ของเฉินอี้ชัดๆ เก็บค่าตั๋ว ให้คนพวกนี้เป็นทัพหน้า เขาแอบไปฝึกวิชาอยู่ข้างหลัง คนคนนี้ยังเจ้าเล่ห์เหมือนเดิม
ส่วนอัจฉริยะแคว้นฉีเหล่านี้ เพิ่งเข้ามาก็ผลาญพลังเวทไปเยอะ ตอนนี้พวกเขาจำต้องแข่งกับเวลา ไปจัดการราชสีห์สายฟ้าพวกนั้น เพื่อรีบรับการสืบทอด ไม่งั้น ค่าเข้าหนึ่งหมื่นหินวิญญาณก็เสียเปล่า
แต่ทว่า ต่อให้เป็นราชสีห์สายฟ้าตัวแรกของชั้นสาม ฝีมือก็แข็งแกร่งมาก ไม่ใช่สิ่งที่อัจฉริยะแคว้นฉีจะจัดการได้ง่ายๆ
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างหันหลังมองหาเงาร่างหัวโล้น คิดว่า ณ เวลานี้ ถ้ามีสวีจิ่วเดินนำหน้า ไปจัดการราชสีห์สายฟ้าพวกนั้น แล้วค่อยสอนวิธีให้พวกเขา แบบนั้น พวกเขาก็จะได้รับการสืบทอดอย่างง่ายดาย ต่อให้ ต้องจ่ายทรัพยากรอีกหน่อยก็ยอม
แต่ทว่าตอนนี้ ร่างของสวีจิ่วหายวับไปแล้ว แถมหายไปหลายวันไม่โผล่มาอีกเลย
และพวกที่ระดับพลังอ่อนหน่อย อย่างเช่นเหลิงเจี้ยนเฟย เริ่มต้านทานการกัดกร่อนของลานสายฟ้าไม่ไหวแล้ว
"แม่นางฉิน สวีจิ่วอยู่ที่ไหน ติดต่อเขาได้ไหม ให้เขาส่งข้าออกไปที หอแห่งการสืบทอดชั้นสามนี้ สำหรับข้าแล้วระดับสูงเกินไปหน่อย ข้าเริ่มทนไม่ไหวแล้ว"
อัจฉริยะแคว้นฉีที่พูด ชื่อกงเฉวียนฮุ่ย เป็นอัจฉริยะจากสำนักอวิ๋นเสีย ฝีมือไม่ได้อ่อนด้อย เพียงแต่เตรียมยาเม็ดมาไม่พอ กะว่าจะออกไปก่อนสักรอบ เตรียมยาเม็ด อาวุธวิเศษ ยันต์มาให้พร้อมค่อยกลับมาใหม่
และเสียงของกงเฉวียนฮุ่ย ก็เป็นตัวแทนเสียงในใจของอัจฉริยะบางคน พวกเขาเห็นว่าที่นี่มีของดี ก็แห่ตามกันเข้ามา ตอนนี้นานเข้า กลับพบว่าวาสนาไม่ได้เอาง่ายขนาดนั้น ยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้
แค่ไม่รู้ว่าถ้าออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่ สวีจิ่วคนนั้นจะยังเก็บค่าเข้าแพงขนาดนี้ไหม...
ในขณะเดียวกัน เฉินอี้ปิดด่านอยู่ในห้องลับของตัวเองมาสิบวันแล้ว
แต่ครั้งนี้ทรัพยากรที่ได้จากเหล่าอัจฉริยะมีเยอะเกินไป ประมาณหนึ่งแสนหินวิญญาณ เขาอาศัยการกลืนกินของระบบช่วยฝึกกายา ก็เพิ่งใช้ทรัพยากรไปแค่หนึ่งในห้า ด้วยการยกระดับจากทรัพยากรเหล่านี้ บวกกับไขหยกมังกรเขียวสองก้อนในมือเฉินอี้ จำนวนการหลอมรวมประกายทองเบญจธาตุของเฉินอี้จึงมีมหาศาล
การขัดเกลาอวัยวะภายในของเขารุดหน้าอย่างเห็นได้ชัด จากตอนแรกที่เพิ่งเริ่มขัดเกลา ตอนนี้ขัดเกลาชั้นแรกไปได้ประมาณหนึ่งในห้าแล้ว ร่างกาย การป้องกัน ความเร็ว และคุณสมบัติรอบด้านของเขามีการพัฒนาอย่างชัดเจน
พร้อมกันนั้น เพราะมีทรัพยากรอย่างน้ำนมธรณี เฉินอี้มักจะเอาของวิเศษประเภทตัวประสานสองอย่างมาเปรียบเทียบกัน ตอนนี้เขาหลอมรวมประกายทองเบญจธาตุ ใช้ไขหยกมังกรเขียวแค่นิดเดียวก็ทำได้แล้ว
ส่วนการหลอมรวมผลึกทองคำอัสนีเพลิงระดับสาม ปริมาณไขหยกมังกรเขียวที่ต้องใช้ ยังลดลงไม่ได้ชั่วคราว
แต่ทว่า ตามจำนวนอักขระวิญญาณสายฟ้าในร่างกายที่เพิ่มขึ้น ความเข้าใจในพลังอัสนีวิญญาณก็สูงขึ้นอีกขั้น เฉินอี้คาดว่าอีกไม่นาน ก็น่าจะทะลวงคอขวดของเทคนิคนี้ได้
ในขณะเดียวกัน การขัดเกลาอวัยวะภายในทำให้ความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ร่างกายที่เคยเก็บผลึกอัสนีได้สูงสุดแค่ร้อยเม็ด ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยห้าสิบเม็ด นี่ก็เป็นการพัฒนาที่ชัดเจน
และหลายวันมานี้ เขาใช้ผลึกอัสนีเหล่านี้ ผสานกับผลึกทองคำและผลึกไฟระดับสาม โดยมีไขหยกมังกรเขียวเป็นตัวช่วย หลอมผลึกทองคำอัสนีเพลิงระดับสามออกมาได้จำนวนมาก
ผลึกทองคำอัสนีเพลิงเหล่านี้ใช้ขัดเกลากระดูกหยกได้ ผลลัพธ์ดีกว่าผลึกทองคำสามสีระดับสามเสียอีก
เวลาสั้นๆ แค่สิบกว่าวัน ความคืบหน้าของกระดูกหยกมาถึงประมาณสองในห้าแล้ว นอกจากแขนสองข้าง กระดูกส่วนบนของร่างกายบางส่วนก็เปลี่ยนเป็นกระดูกหยกแล้ว
ความแข็งแกร่งในการฝึกกายาของเขา ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ตอนนี้ ผสานกระดูกหยกและการขัดเกลาอวัยวะภายในเบื้องต้น ลำพังแค่กายเนื้อ เขาหยัดยืนอย่างมั่นคงในระดับสามขั้นต้นแล้ว แถมไม่ใช่แค่ขั้นต้นมือใหม่ ถือเป็นขั้นต้นลายคราม เจอผู้ฝึกตนระดับแก่นเทียม ขอแค่ประชิดตัวได้ ก็ฆ่าได้ในพริบตา
เจอระดับสร้างแกนทองคำตัวจริงที่เพิ่งสร้างแกนสำเร็จ พื้นฐานไม่แน่น ก็เอาชนะได้สบายๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะผลึกอัสนีในตัวหมดเกลี้ยง ต้องไปเติมในแดนลับ และฉินเฉิงเฉิงถูกเรียกตัวออกจากแดนลับ มาแจ้งข่าวเฉินอี้ด่วน บอกว่ามีผู้ฝึกตนอยากออกมา ต้องการให้เขาช่วย
เขาอยากจะใช้ทรัพยากรพวกนี้ให้หมดเกลี้ยงก่อนค่อยลงมือจริงๆ
แต่ตอนนี้เข้าไปอีกรอบก็ดี "เติมผลึกอัสนีหน่อย ถือโอกาสทำหน้าที่คนแจวเรือ..."
ต่อให้ส่งคนออก ไม่เก็บค่าตั๋วแพงขนาดนั้น แต่คิดว่าคงไม่น้อย และถือโอกาสสังเกตการณ์ความคืบหน้าของคนอื่นด้วย
เฉินอี้ค้นพบกฎเกณฑ์มาก่อนหน้านี้แล้ว หอแห่งการสืบทอดสำนักวิญญาณสายฟ้านี้ ไม่ได้ให้ใช้กำลังทำลายด่าน มันซ่อนวิธีผ่านด่านที่แท้จริง ไว้ในการสืบทอดแต่ละชั้น อย่างเช่นอักขระวิญญาณสายฟ้าสามสิบหกตัวในตัวเฉินอี้ ก็สำคัญมาก
หลังจากทำความเข้าใจความสามารถของอักขระวิญญาณสายฟ้าสามสิบตัวนี้อย่างรอบด้าน
เขาถึงขั้นรู้สึกว่า อักขระวิญญาณสายฟ้าเหล่านี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดขนาดใหญ่ของสำนักวิญญาณสายฟ้า และเป็นส่วนพื้นฐานด้วย
จะเป็นจริงหรือไม่ ที่ราชสีห์สายฟ้าเก้าตัวในชั้นสาม น่าจะพิสูจน์ได้
เมืองเซียนหูไห่ ฐานที่มั่นสำนักมังกรหยก
รองเจ้าสำนักนักพรตย้ายภูผายิ้มจนปากแทบฉีก สวีเทียนเยว่ที่นั่งอยู่ตำแหน่งรองลงมาก็หน้าตาสดใส "นั่นปะไร พอสวีจิ่วลงมือ สถานการณ์ของสำนักมังกรหยกเราก็ดีขึ้นทันตา สองวันมานี้ มีผู้อาวุโสของสำนักใหญ่หลายแห่งส่งข่าวมาหาข้า ขอให้สวีจิ่วรีบลงมือ ไปรับคนของพวกเขาออกมาจากแดนลับชั้นสาม"
รองเจ้าสำนักได้ยินก็หัวเราะร่า "ฮ่าๆๆๆ! ใช่แล้ว พวกระดับสร้างแกนทองคำที่ปกติวางมาดสูงส่ง ดูถูกสำนักมังกรหยกเราที่ไม่มีระดับสร้างแกนทองคำขั้นปลาย ตอนนี้ ท่าทางก้มหัวของพวกมัน ตลกชะมัด"
"ใช่แล้ว เจ้าสำนักเหยียน เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่นั้น ช่วงนี้มีศิษย์อัจฉริยะจากตระกูลเซียนหลายคน มาถามเรื่องการรับศิษย์ของสำนักมังกรหยกเราแล้ว ข้าได้ยินมาว่า อัจฉริยะบางคนรากปราณพรสวรรค์สูงมาก เดิมทีติดต่อขุมกำลังใหญ่ที่อื่นไว้แล้ว พอได้ยินสถานการณ์ของสำนักมังกรหยก ก็เริ่มปันใจมาถามทางเราแล้ว นี่เป็นความดีความชอบของสวีจิ่วทั้งนั้น!"
"เจ้าว่าสวีจิ่วมันคิดอะไรอยู่ มันมีความสามารถส่งคนเข้าแดนลับชั้นสามได้แท้ๆ ผลคือคนพวกนั้นออกมาไม่ได้ ก็ต้องมาหาเขา ไปๆ มาๆ แบบนี้ สำนักมังกรหยกข้าจะเก็บค่าคุ้มกันทรัพยากรหินวิญญาณได้เท่าไหร่กันนะ?!"
"หือ? ความหมายของเจ้าสำนักเหยียนคือ? ค่าคุ้มกันทรัพยากรหินวิญญาณที่สำนักมังกรหยกเราเก็บ? นั่นไม่ใช่สวีจิ่วเก็บเองหรอกหรือ?"
สวีเทียนเยว่สงสัย
"สวีจิ่วบอกเองว่าเขาทำในนามสำนักมังกรหยก จะเป็นเขาเก็บเองได้ยังไง!
นั่นย่อมต้องเป็นของสำนักเราอยู่แล้ว!"
"แต่ว่า ถ้าสวีจิ่วเกิดไม่ยอมรับภายหลังล่ะ? นี่มันทรัพยากรมูลค่านับแสนหินวิญญาณเลยนะ แถมอาจจะมีรอบต่อไปอีก..."
"กลัวอะไร พวกเรายังมีไขหยกมังกรขาวหนึ่งก้อนกับไขหยกมังกรเขียวหนึ่งก้อนค้างจ่ายสวีจิ่วอยู่นี่ หนึ่งแสนหินวิญญาณคำนวณดูแล้ว ก็ราคาประมาณนี้แหละ ถ้าเขาไม่ยอมรับ ก็หักลบกลบหนี้กับของสองอย่างนี้ไปเลย"
"แต่ว่า สวีจิ๋วยังรับปากจะให้การสืบทอดศิลาจารึกแก่สำนักมังกรหยกฟรีหนึ่งชุด ถ้าแตกหักกัน เขาไม่ให้การสืบทอดจะทำยังไง?"
"เฮอะ! ทรัพยากรและสถานะที่เขามีตอนนี้ ล้วนเป็นสำนักมังกรหยกข้าประทานให้ สำนักมังกรหยกข้าให้ได้ ก็ทำลายเขาได้เช่นกัน ถ้าเขากล้าผิดสัญญา สำนักมังกรหยกข้าย่อมมีวิธีทำให้เขาอยู่ในโลกบำเพ็ญเพียรแคว้นฉีไม่ได้ เรื่องนี้ เจ้าไม่ต้องไปยุ่งแล้ว รอสวีจิ่วมาคิดบัญชีกับเรา ค่อยไปคิดเล็กคิดน้อยกับเขา เขาแค่แขนเล็กๆ จะมางัดกับขาใหญ่อย่างพวกเราได้ยังไง? เจ้าไปบอกสวีจิ่ว ให้รีบไปแดนลับ ไปรับผู้ฝึกตนจากสำนักพวกนั้นออกมา จริงสิ ค่ารับส่ง พยายามคิดให้ถูกหน่อย ยังไงข้าก็รับปากเขาไปแล้ว"
"แล้วแต่เจ้าสำนักเหยียนจะจัดการ"
วันที่สิบห้าหลังจากเฉินอี้ออกมา สวีจิ่วหัวโล้นก็ปรากฏตัวในแดนลับอีกครั้ง
หอแห่งการสืบทอดชั้นสาม
เฉินอี้มาถึงอย่างไม่รีบร้อน ในเวลานี้ ในลานสายฟ้ารัศมีหลายร้อยวาของหอแห่งการสืบทอดชั้นสาม ผู้ฝึกตนสิบกว่าคนกระจุกตัวกันอยู่ในระยะราชสีห์สายฟ้าสามตัวใกล้ทางเข้า ผู้ฝึกตนแคว้นฉีเหล่านี้ ส่วนใหญ่หาที่ปิดด่านฝึกวิชาตรงทางเข้า กางเกราะพลังเวท เพื่อต้านทานการโจมตีของลานสายฟ้าที่เบาที่สุด แล้วอาศัยอยู่ที่นี่ให้นานขึ้น ต่อให้ไม่ไปท้าสู้ราชสีห์สายฟ้า แค่อยู่ในลานสายฟ้านี้ ก็ถือเป็นการฝึกฝนแล้ว มีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจพลังอัสนีวิญญาณ
เพียงแต่ว่า เวลาผ่านไปครึ่งเดือน อัจฉริยะที่พื้นฐานไม่ค่อยแน่น ก็ถูกคัดกรองออกมาที่นี่ โดยเฉพาะพวกอย่างนักดาบเหลิงเจี้ยนเฟย นักยันต์เฟิงชิงจวิน ที่ไม่ได้ฝึกขึ้นมาด้วยพลังบ่มเพาะและรากปราณของตัวเองอย่างมั่นคง ยิ่งเป็นกลุ่มที่มีพลังป้องกันต่ำสุดในหมู่อัจฉริยะ
"พี่สวี! พี่สวี ช่วยด้วย ส่งข้าออกไปก่อน ถ้าไม่ออกไป ยันต์ระดับสามใบสุดท้ายของข้าจะหมดแล้ว!"
เฟิงชิงจวินพอเห็นเฉินอี้เข้ามา สีหน้าก็ร้อนรน เหลิงเจี้ยนเฟยก็ดูร้อนใจ เพียงแต่ตอนเข้ามาเขาปากดีไว้เยอะ ตอนนี้เห็นสวีจิ่ว เลยไม่กล้าเงยหน้า อีกคนจากสำนักอวิ๋นเสียที่ชื่อกงเฉวียนฮุ่ย ก็มีความต้องการเช่นกัน
"สหายสวี กงก็มีความต้องการเช่นนี้ คิดไม่ถึงลานสายฟ้าชั้นสามจะแรงขนาดนี้ การโจมตีของราชสีห์สายฟ้ามีความคล้ายคลึงกับสัตว์อสูรพิทักษ์สำนักของข้า กงต้องกลับไปเตรียมตัวที่สำนัก แล้วค่อยมาใหม่ คิดว่ามาครั้งหน้า น่าจะเก็บเกี่ยวอะไรได้บ้าง ไม่ทราบว่า เชิญสหายสวีส่งกงออกไปสักครั้ง เอ่อ ต้องใช้เท่าไหร่... แค่ก?"
คนอื่นก็จับตามองเฉินอี้ อยากรู้ว่า ออกไปครั้งหนึ่งยังต้องเสียหนึ่งหมื่นหินวิญญาณอีกไหม ถ้าเป็นงั้น ก็แพงเกินไปแล้ว พวกเขาออกไปแล้ว ต้องให้ผู้ใหญ่ในสำนักไปทวงถามความยุติธรรมกับสำนักมังกรหยกแน่
เฉินอี้ได้รับแจ้งจากสวีเทียนเยว่แห่งสำนักมังกรหยกแล้ว อีกฝ่ายชื่นชมการกระทำของเขามาก พร้อมกับเปรยถึงความกดดันของสำนัก บอกให้เขาช่วยเก็บค่าคุ้มครองให้สำนักน้อยลงหน่อย
ช่วยสำนักเก็บค่าคุ้มครอง?
นึกไม่ถึง เฉินอี้ใช้ผลึกอัสนีตัวเอง ใช้สมองคิดค่ายกลอักขระวิญญาณสายฟ้า ออกแรงส่งคนเข้าไป กลายเป็นช่วยสำนักเก็บเงินไปซะแล้ว
เฉินอี้สังหรณ์ใจว่า สำนักมังกรหยกอาจจะเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องบางเรื่องพวกมันไม่ซื่อก่อน ก็อย่าโทษเฉินอี้แล้วกัน
เพียงแต่ว่า ความแข็งแกร่งของเขาตอนนี้ เทียบกับสำนักมังกรหยกตรงๆ ยังมีระยะห่างอยู่บ้าง ยังไงเจ้าสำนักมังกรหยกก็เป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างแกนทองคำขั้นกลาง เฉินอี้ยังสู้ไม่ได้ ดังนั้นยังไม่ใช่เวลาแตกหัก
คิดสักพัก เฉินอี้ไม่ได้ตอบกงเฉวียนฮุ่ยก่อน แต่หันไปมองเฟิงชิงจวิน "สหายเฟิง เกี่ยวกับวายุครามเหิน ข้ายังมีบางจุดที่เข้าใจไม่ลึกซึ้งพอ สหายเฟิงช่วยไขข้อข้องใจให้แซ่สวีสักหน่อยได้ไหม?"
เฉินอี้ตัดสินใจว่าช่วงนี้จะไม่เก็บเงินแล้ว
"ไม่มีปัญหา ส่วนการประยุกต์ใช้อภิญญาต่อยอดวายุครามเหินของข้า อย่างน้อยมีมูลค่าห้าพันหินวิญญาณ พี่สวี ไม่ทราบว่าสิ่งนี้พอจะพาเฟิงออกไปได้ไหม?"
"คนกันเอง คุยเรื่องหินวิญญาณทำไม ราคานี้ก็พอกับค่าเสียหายของแซ่สวีแล้ว พาพี่เฟิงออกไปได้"
สองคนรับส่งมุกกัน ก็เข้าขากันพอดี
ส่วนเรื่องที่การประยุกต์ใช้อภิญญาต่อยอดของเฟิงชิงจวินอาจจะไม่คุ้มห้าพันหินวิญญาณ อันนี้เฉินอี้ไม่ถือสาแล้ว โยนหินถามทางนี่นะ เฟิงชิงจวิน ทำหน้าที่เป็นหน้าม้า
หลังจากนั้นเฉินอี้กับเฟิงชิงจวินไปที่มุมห้อง กางเกราะป้องกัน สื่อสารวิชาผ่านกระแสจิต หนึ่งก้านธูปต่อมา เฉินอี้ก็บรรลุ เข้าใจแล้ว
เห็นเพียงรอบกายเขามีแสงสีเขียวจางๆ ในลานสายฟ้า วูบไหวเป็นเงาร่างหลายร่างอย่างรวดเร็ว วายุครามเหินของเขาผสานกับย่างก้าวร่างมายา ระดับของวิชาตัวเบาก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ถึงขั้นระดับสามเต็มตัว
แน่นอน ต่อหน้าธารกำนัล เฉินอี้แค่แสดงให้ดูนิดหน่อย ใช้พลังไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้ำ
และเมื่อมีตัวอย่างของเฟิงชิงจวิน กงเฉวียนฮุ่ยและคนที่อยากออกไปเตรียมตัวใหม่ ก็เข้าใจแล้ว ขาเข้าหนึ่งหมื่นหินวิญญาณ ขาออกห้าพันหินวิญญาณ
"พี่สวี กงมีควันเมฆาม่วงอยู่หลายสาย ช่วยเพิ่มความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นตอนทะลวงระดับพลัง หรือตอนฝึกอภิญญายากๆ ก็มีผลบ้าง ควันเมฆาม่วงห้าสาย ตีราคาห้าพันหินวิญญาณ พี่สวีส่งข้าออกไป ตกลงไหม?"
ควันเมฆาม่วง? ของสิ่งนี้ เฉินอี้เคยได้ยิน เป็นของแปลกในโลกบำเพ็ญเพียรอีกอย่าง และเป็นของขึ้นชื่อของสำนักอวิ๋นเสีย ช่วยให้คนรู้แจ้งได้
เฉินอี้แม้จะมีระบบ สามารถดูดซับเจตจำนง เสริมความเข้าใจในวิชาเฉพาะทางได้ แต่เขาก็สนใจควันเมฆาม่วงนี้เหมือนกัน
ใครจะรู้ว่า ใช้ระบบดึงเจตจำนงของควันเมฆาม่วง จะเป็นยังไง? อีกอย่าง อีกฝ่ายเป็นลูกค้ารายที่สองที่มาอุดหนุน เฉินอี้ย่อมยินดี
"ได้ สหายกงมีความจริงใจ แซ่สวีรับไว้แล้ว ไม่เพียงครั้งนี้จะส่งสหายกงออกไปอย่างสุดความสามารถ รับประกันว่าสหายกงจะไม่โดนของเหลวสายฟ้าโจมตี แถมยังรับปากว่า หากสหายกงอยากเข้าชั้นสามอีก แซ่สวีลดให้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์!"
"ห๊ะ? พี่สวีใจดีขนาดนี้? งั้นกงก็ขอขอบคุณมาก"
เฉินอี้รับขวดหยกที่มีจุกปิด สัมผัสได้ว่าข้างในมีควันเมฆสีม่วงห้าสาย แม้จะเป็นควันแต่กลับเกาะกลุ่มกันไม่จางหาย
[จบแล้ว]