- หน้าแรก
- ยอดทาสเฒ่าซ่อนลาย ระบบกลืนกินปีศาจ
- บทที่ 131 - การยกระดับที่น่าสะพรึง
บทที่ 131 - การยกระดับที่น่าสะพรึง
บทที่ 131 - การยกระดับที่น่าสะพรึง
บทที่ 131 - การยกระดับที่น่าสะพรึง
ณ ขณะนั้น ในถ้ำมืดมิดใต้ดิน
แสงไฟแลบแปลบปลาบข้างสระสายฟ้าสว่างวาบเป็นระยะ ส่องกระทบเงาสองร่างที่กำลังเผชิญหน้ากัน
หนึ่งคือพระภิกษุหนุ่มในชุดจีวรสีขาวบริสุทธิ์ พนมมือไว้ที่อก จุดสีทองหว่างคิ้วส่องประกายวูบวาบใต้แสงสายฟ้า
ฝั่งตรงข้าม คือผู้ฝึกตนหญิงเลอโฉมในชุดกระโปรงสั้นสีดำยืนเอามือไพล่หลัง ขาเรียวยาวขาวผ่องวูบไหวให้เห็นรำไรใต้ชายกระโปรง รอบกายมีกลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจางๆ
เห็นได้ชัดว่า เณรน้อยผู้นี้ก็ค้นพบความไม่ธรรมดาของสระสายฟ้าแห่งนี้เช่นกัน
"อมิตาพุทธ" เณรน้อยหลิงฮุ่ยสวดพระนามเสียงเบา แววตาใสกระจ่างราวกับมองทะลุจิตใจคน
"หากอาตมามองไม่ผิด โยมผู้หญิงมีที่มาไม่ธรรมดา แต่กลับแบกรับกรรมชั่วไว้หนักอึ้ง กำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความเป็นความตายในเส้นทางบำเพ็ญเพียร ก้าวผิดเพียงก้าวเดียว อาจต้องตกนรกหมกไหม้ชั่วนิรันดร์"
"ไอ้โล้นน้อย เจ้าจะแส่เรื่องชาวบ้านงั้นรึ?!"
หนิงปู้เอ้อร์ดวงตาฉายแววอำมหิต เปลวเพลิงมารเก้าอินปรากฏขึ้นจางๆ ที่ปลายนิ้ว
แต่นางไม่ได้ลงมือทันที เพราะในวินาทีที่เณรน้อยผู้นี้ปรากฏตัว เจตจำนงมารที่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณนางกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
"ระวังไอ้หัวโล้นนี่ไว้!" เจตจำนงมารกรีดร้องในทะเลจิตของนาง "คนผู้นี้ไม่ธรรมดาเด็ดขาด!"
เจตจำนงมาร จิตมาร และสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย โดยธรรมชาติแล้วจะถูกวิชาของพุทธศาสนาข่มให้แพ้ทาง
เณรน้อยตรงหน้าอย่าเห็นว่ายังเด็กจนน่าตกใจ แต่รากปัญญาแห่งพุทธะไม่ได้วัดกันที่เวลาบำเพ็ญเพียร
บางครั้งกราบพระมาพันปีร้อยปีอาจไม่มีปฏิกิริยาอะไร แต่บางคนเพียงแค่เป็นทารก ก็มีแสงแห่งธรรมคุ้มครองกายแล้ว
เณรน้อยตรงหน้านี้จัดอยู่ในประเภทที่สอง
เพียงเขายืนอยู่ตรงนี้ ก็ให้ความรู้สึกที่ทำให้เจตจำนงมารนั้นเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาได้
ต้องรู้ไว้ว่า เจตจำนงมารตนนี้ตอนมีชีวิตอยู่เป็นถึงผู้ฝึกมารระดับวิญญาณแรกกำเนิดเชียวนะ!
และหนิงปู้เอ้อร์เองก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน ต่อหน้าเณรน้อยผู้นี้ นางรู้สึกว่าเปลวเพลิงมารเก้าอินของตัวเองดูจะติดขัดไปไม่น้อย
นางรู้ทันทีในใจว่า ไอ้โล้นน้อยนี่เป็นของแสลงสำหรับนาง
แต่ก็นะ นางก็ไม่ได้กลัว หากจนตรอกจริงๆ นางก็ยังมีหุ่นเชิดระดับสาม รับประกันความปลอดภัยได้แน่นอน
"กรรมของโยมผู้หญิง อาตมาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว"
"ทว่า สระสายฟ้าแห่งนี้มีกลไกลึกลับ โยมแทบไม่มีโอกาสที่จะทำความเข้าใจมันได้เลย อาตมาขอเตือนสักประโยค จะพุทธหรือมาร จะธรรมะหรืออธรรม ทุกอย่างอยู่ที่ใจ"
"วิชาล้วนเป็นของนอกกาย ความดีชั่วสถิตในใจ แม้วิชาจิตวิญญาณสายฟ้าจะดีเลิศ แต่อาจไม่เหมาะกับโยม ในแดนลับแห่งนี้มีการสืบทอดของผู้ฝึกมารอยู่มากมาย โยมผู้หญิงไม่จำเป็นต้องปฏิเสธมันจนเกินไป"
"ขอเพียงรักษาจิตเดิมแท้เอาไว้ได้ แม้ในหุบเหวแห่งมารก็เป็นเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน"
หลิงฮุ่ยพูดจาปรัชญาที่ดูเหมือนจะใช่แต่ก็ไม่ใช่ไปชุดใหญ่
แต่หนิงปู้เอ้อร์กลับตื่นตระหนกในใจ ฝ่ายตรงข้ามมองไม่เห็นเจตจำนงมารที่ซ่อนอยู่ในทะเลจิตของนาง
แต่กลับมองเห็นทิศทางของกรรมและผลลัพธ์ในการฝึกตนของนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เณรน้อยคนนี้ประมาทไม่ได้เด็ดขาด
"นั่นสิ เสี่ยวหนิง พระนี่มีปัญญาญาณชัดๆ มองแวบเดียวก็เห็นปัญหา เจ้าเป็นอัจฉริยะสายมาร ต่อให้ดันทุรังฝึกวิชาจิตวิญญาณสายฟ้านี้ไป ก็ได้ผลน้อยกว่าแรงที่ลงไปเปล่าๆ"
"สู้ฟังข้า ไปกวาดเอาการสืบทอดของสำนักมารในที่แห่งนี้มาให้หมด วันหน้าเจ้ากับข้าร่วมมือกันประสานกระบี่ ต้องกลายเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่แน่นอน!"
"หุบปาก! ฝันไปเถอะ!"
"ใครบอกว่าการสืบทอดสายจิตวิญญาณสายฟ้า มีแต่พวกฝ่ายธรรมะเท่านั้นที่ฝึกได้ ข้าหนิงปู้เอ้อร์จะลองดูให้เห็นกับตา!"
"เจ้าไม่ต้องคิดมาก ถ้าข้าทำไม่สำเร็จ ข้าก็จะไม่ทิ้งร่างนี้ไว้ให้เจ้าหรอก ถึงตอนนั้นข้าจะระเบิดจิตวิญญาณ ทำลายร่างทิ้งซะ ไม่มีวันยอมจำนนต่อเจ้าเด็ดขาด!"
หนิงปู้เอ้อร์ตอบโต้เจตจำนงมารในใจ
ใบหน้าฉายแววเด็ดเดี่ยว ก่อนจะแค่นเสียงใส่เณรน้อยอย่างเย็นชา
"เฮอะ! ไม่ต้องให้เณรน้อยอย่างเจ้ามาสาระแน การสืบทอดจิตวิญญาณสายฟ้าจะยากแค่ไหน ข้าก็จะเอามันมาให้ได้!"
"เจ้าโล้นน้อย เรื่องบางเรื่องในโลกนี้ เจ้าก็ไม่ได้มองทะลุไปซะทุกอย่างหรอกนะ ทำไม เจ้าจะแย่งที่นี่กับข้าหรือไง?"
หนิงปู้เอ้อร์ตั้งท่าพร้อมรบ เปลวเพลิงมารเก้าอินลุกโชนทั่วร่าง
หลิงฮุ่ยมองเปลวเพลิงมารนั้นแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
มารและพุทธข่มกันเอง แม้เขาจะไม่กลัวไฟมารนี้ แต่การจัดการมันก็น่ารำคาญไม่น้อย
หากต้องต่อสู้กันที่นี่ ต้องสิ้นเปลืองพลังงานของแก่นผลึกทองคำชั้นสูงไปบ้าง ซึ่งไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
"ช่างเถิด ที่แห่งนี้ยกให้โยมผู้หญิงก็แล้วกัน"
"แต่สระสายฟ้าก็ตั้งอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครยกมันไปไหนได้ และไม่ใช่ว่าใครมาก่อนแล้วจะมีวาสนากับมัน ในเมื่อโยมผู้หญิงไม่ยอมฟังคำเตือนของอาตมา งั้นถ้ำมารที่ซ่อนอยู่ในแดนลับนี้ อาตมาคงต้องไปกวาดล้างสักหน่อยแล้ว"
"เชิญเจ้าตามสบาย!"
"อมิตาพุทธ เช่นนั้นกุศลผลบุญจากกรรมชั่วเหล่านี้ อาตมาขอรับไว้ด้วยความยินดี โยมผู้หญิงอย่าได้เสียใจภายหลังก็แล้วกัน"
เณรน้อยพนมมือ วินาทีถัดมา ทั้งร่างก็สว่างวาบด้วยแสงสีทอง แล้วดำดินหายไปในพริบตา
หนิงปู้เอ้อร์เห็นดังนั้นก็สายตาหดเกร็ง ตกใจในใจ เณรน้อยผู้นี้ไม่ได้ฝึกแค่กายาจริงๆ ด้วย วิชาอาคมของเขาก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน
ถึงขั้นใช้พลังเวทระดับสอง ใช้วิชาดำดินระดับสามออกมาได้อย่างลื่นไหลไร้ร่องรอยขนาดนี้ ราวกับเฒ่าปีศาจพันปีมาใช้วิชาระดับต่ำเล่นยังไงยังงั้น
หนิงปู้เอ้อร์ส่ายหน้า เลิกสนใจคนประหลาดผู้นี้
พร้อมกันนั้น นางก็กดข่มเจตจำนงมารที่กรีดร้องโวยวายในจิตวิญญาณลงไปอย่างแรง ฝ่ายนั้นเป็นคนที่อยากให้หนิงปู้เอ้อร์ได้รับการสืบทอดของสำนักมารมากที่สุด
เพราะในกระบวนการที่หนิงปู้เอ้อร์รับการสืบทอด มันจะสามารถกลืนกินเศษเสี้ยวเจตจำนงมารในนั้นเพื่อเสริมพลังให้ตัวเอง
และยังฉวยโอกาสตอนที่หนิงปู้เอ้อร์ไม่ได้สนใจมัน แอบยึดครองพื้นที่ส่วนลึกในทะเลจิตของนางได้อีกด้วย
หนิงปู้เอ้อร์ทำสีหน้าเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง แล้วยื่นมือลงไปในสระสายฟ้า
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังออกมาจากจิตวิญญาณ
"เจ้าทำอีกแล้ว! ข้าก็บอกแล้วไงว่าจะอยู่ร่วมกับเจ้าอย่างสันติ ไม่รุกรานจิตวิญญาณเจ้าอีก เจ้าทำแบบนี้ เจ้าไม่มีทางเรียนรู้วิชาของสำนักวิญญาณสายฟ้าได้หรอก เราต้องตายกันหมด!"
ในอีกด้านหนึ่ง ณ มุมมืดหลายแห่งในแดนลับ ต่างก็ต้อนรับแสงสีทองจุดหนึ่ง
หลังจากกวาดล้างถ้ำมารไปหลายแห่ง บุคลิกของเณรน้อยก็ยิ่งดูหลุดพ้นจากโลกีย์ จิตสัมผัสยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
สุดท้าย เขามายืนหยุดอยู่หน้าเต่าหินขนาดเท่าภูเขาลูกย่อมๆ ในส่วนลึกของแดนลับ ด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย
...
เมืองรองของเมืองเซียน ในห้องลับใต้ดินของร้านอาหารส่วนตัวตระกูลเฉิน (อดีตเขตตลาดนัด)
เฉินอี้นั่งขัดสมาธิ รอบกายมีแสงวิญญาณจางๆ ไหลเวียน
หลังจากปรับลมหายใจพักฟื้นมาหลายวัน จิตวิญญาณที่เสียหายของเขาก็ค่อยๆ ฟื้นตัวจนกลับมาเป็นปกติ
ในเวลานี้
โลกแห่งจิตวิญญาณของเขา งดงามวิจิตรตระการตายิ่งกว่าตอนที่ฉินเฉิงเฉิงเลื่อนขั้นเป็นระดับสามเสียอีก
ท้องฟ้าพราวไปด้วยจุดดาว คล้ายมีดวงดาราเปล่งประกาย แต่พอมองให้ดีกลับเห็นไม่ชัดเจน
เมฆที่ลอยต่ำลงมาคือเมฆสายฟ้าหนาทึบระดับเกินกว่าสามขั้นต้น ในชั้นเมฆมีแสงสายฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นระยะ
เกาะหินกลางทะเลจิตขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบเท่า ทิวทัศน์บนเกาะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สระน้ำแข็งใสมองเห็นก้นสระ แผ่ไอเย็นยะเยือก
ใบหญ้าเขียวขจีพลิ้วไหวตามลม เปี่ยมด้วยพลังชีวิต
จุดแสงสีทองกะพริบวิบวับในความว่างเปล่า
บ่อภูเขาไฟมีลาวาเดือดพล่าน คลื่นความร้อนระอุพวยพุ่ง
ภาพนิมิตที่เกิดจากการควบแน่นของจิตสัมผัสสี่สีเหล่านี้ ทุกจุดล้วนมีการพัฒนาระดับคุณภาพแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับตอนระดับสอง
ไม่ว่าจะเป็นการรักษา การแช่แข็ง เปลวเพลิง หรือการโจมตีด้วยเข็มทอง อานุภาพล้วนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ใต้ทะเลจิตยังคงโกลาหลมองไม่ชัด บางครั้งอาจเห็นโครงร่างเลือนรางของเทือกเขาใต้ทะเล และเศษเสี้ยวความทรงจำบางอย่างแวบผ่านไปมา
พลังจิตสัมผัสของเฉินอี้เลื่อนขั้นสู่ระดับสามอย่างสมบูรณ์
ขอบเขตการครอบคลุมของจิตสัมผัสขยายจากห้าร้อยกว่าวา ไปเป็นสามพันกว่าวา
สถานการณ์ในรัศมีสิบลี้ ล้วนอยู่ในสายตา
นี่ไม่ใช่มาตรฐานของจิตสัมผัสระดับสามขั้นต้นแบบพื้นๆ แล้ว
โล่จิตสัมผัส เข็มจิตสัมผัส รวมไปถึงความสามารถของจิตสัมผัสจตุรทิศของเฉินอี้ ล้วนเข้าใกล้ความสามารถทางจิตวิญญาณระดับสามขั้นกลาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การควบคุมอัสนีวิญญาณของเขาในตอนนี้ สามารถทำได้ถึงระดับสามขั้นกลางได้อย่างสมบูรณ์
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
หลังจากจิตสัมผัสเลื่อนขั้นเป็นระดับสาม การควบคุมพลังเวทในร่างของเฉินอี้ก็ละเอียดอ่อนถึงขั้นที่ไม่เคยมีมาก่อน
พลังเวททุกเส้นสาย ประกายทองทุกอณู ล้วนแยกแยะได้ชัดเจนและควบคุมได้ดั่งใจภายใต้การครอบคลุมของจิตสัมผัสอันทรงพลัง
บาดแผลทางจิตวิญญาณที่เกิดจากทัณฑ์สายฟ้าตอนฝ่าด่านเคราะห์ ตอนนี้หายดีไปกว่าแปดส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือแค่ใช้น้ำค้างวิญญาณยอดหญ้าค่อยๆ บำรุงก็หายสนิท
เขาอดรนทนไม่ไหวที่จะลองกระตุ้นจิตสัมผัสระดับสาม เพื่อโคจรวิชา "บันทึกสัจธรรมอมตะไท่อี่"
พอลองปุ๊บ ผลลัพธ์ก็เกินคาดไปไกลลิบ!
ประสิทธิภาพในการโคจรวิชา สูงกว่าเดิมถึงสองเท่าตัว!
การใช้จิตสัมผัสระดับสร้างแกนทองคำมาควบคุมวิชาระดับสร้างรากฐาน ไม่ว่าจะเป็นความแม่นยำในการโยกย้ายพลังเวท หรือความลื่นไหลในการหมุนเวียนรอบวงจรชีพจร ก็เหนือชั้นกว่าอดีตแบบเทียบไม่ติด
ธรณีประตูสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางที่เดิมคาดว่าต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปีถึงจะแตะถึง ภายใต้การหนุนเสริมของพลังงานมหาศาลจาก "ซุปอัสนีเพลิงนิพพาน" กลับถูกทะลวงผ่านได้ในรวดเดียว!
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการยกระดับจิตสัมผัส ทำให้การบ่มเพาะของเขาก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เฉินอี้สูดหายใจลึก รูขุมขนทั่วร่างเปิดออก ดูดซับพลังปราณจากชีพจรวิญญาณอย่างบ้าคลั่งราวกับปลาวาฬกลืนน้ำ
ครึ่งวันให้หลัง ปริมาณพลังเวทในจุดตันเถียนของเขาเพิ่มขึ้นถึงห้าส่วน แถมคุณภาพยังสูงขึ้นไปอีกขั้น ควบแน่นกว่าตอนสร้างรากฐานขั้นต้นอยู่หลายส่วน
พลังเวทไหลเวียนในเส้นชีพจรดุจแม่น้ำเชี่ยวกราก หมุนวนไม่สิ้นสุด แฝงไว้ด้วยความรู้สึกหนาทึบและยิ่งใหญ่
เฉินอี้เคยลองแล้ว ตอนอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นต้น เขาทำได้แค่ฝืนแปลงพลังเวทธาตุไม้เป็นพลังเวทธาตุลม ทำให้การใช้วิชา [วายุครามเหิน] กินแรงมาก
แต่ตอนนี้พอเลื่อนขั้นเป็นสร้างรากฐานขั้นกลาง วิชาตัวเบานี้ก็สามารถใช้ได้อย่างค่อนข้างสบายแล้ว
แม้จะยังห่างชั้นกับความเชี่ยวชาญระดับสามของเฟิงชิงจวิน แต่ด้วยการบ่มเพาะของเฉินอี้ในตอนนี้ ความเร็วของ [วายุครามเหิน] ก็เทียบเท่ากับการบินเต็มกำลังของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดได้แล้ว!
นี่ถือเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญสำหรับเขา
ก่อนหน้านี้ นอกจากความแข็งแกร่งทางกายาแล้ว เฉินอี้มีวิธีเอาตัวรอดที่ค่อนข้างจำกัด
ตอนนี้พอมี [วายุครามเหิน] มาเสริม อย่างน้อยในเรื่องความเร็วในการหนีก็มีการพัฒนาระดับก้าวกระโดด
ต่อให้เจอวิกฤต ความเร็วในการหนีของเขาก็เร็วกว่าระดับสร้างรากฐานทั่วไปมาก
เผลอๆ อาจจะไม่ด้อยไปกว่าระดับแก่นเทียมทั่วไปด้วยซ้ำ หากใช้ร่วมกับการระเบิดพลังของ [ย่างก้าววัชระ] และ [ย่างก้าวหลิวจิน] ในระยะสั้นๆ อาจจะเหนือกว่านิดหน่อยด้วย
ที่สำคัญกว่านั้น
ช่วงหลังมานี้เฉินอี้เริ่มรู้สึกรางๆ ว่า [วายุครามเหิน] เข้ากันไม่ค่อยได้กับวิชาธาตุทั้งห้าทั่วไป แต่กลับมีความเข้ากันได้ตามธรรมชาติกับวิชาธาตุสายฟ้า
แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้ฝึกวิชาสายฟ้าอื่นๆ อย่างจริงจัง นอกจาก [ผลึกทองคำอัสนีเพลิง] และ [อัสนีวิญญาณ]
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเขาลองผสานพลังอัสนีวิญญาณเพียงเสี้ยวเดียวลงในกลุ่มแสงวายุคราม กลับเกิดความรู้สึกไหลลื่นกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันอย่างน่าประหลาด
"บางที ในการสืบทอดของสำนักวิญญาณสายฟ้าภายภาคหน้า ข้าน่าจะลองหาวิชาหรืออภิญญาประเภทนี้ดูบ้าง"
วายุครามเหิน เดิมทีก็ถือเป็นวิชาตัวเบาเกรดสูงอยู่แล้ว
ถ้าเพิ่มวิชาสายฟ้าเข้าไปอีกหนึ่งวิชา กลายเป็น วายุอัสนีเหิน
เฉินอี้ไม่อยากจะคิดเลยว่ามันจะเทพซ่าขนาดไหน
หลังจากพลังเวทเลื่อนขึ้นสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง
เฉินอี้ก็ไม่ลืมรากฐานที่แท้จริงของตัวเอง นั่นคือ การฝึกกายา
ตอนนี้จิตสัมผัสยกระดับเป็นระดับสามโดยสมบูรณ์ ลำแสงจิตสัมผัสจตุรทิศก็สามารถแตะระดับสามขั้นกลางได้ชั่วคราว การควบคุมพลังงานในร่างกายของเขาจึงละเอียดอ่อนถึงขีดสุด
ตอนนี้ความเข้าใจของเฉินอี้ที่มีต่อ ประกายทองเบญจธาตุ ผลึกทองคำอัสนีเพลิง ผลึกทองคำสามสี และแก่นผลึกทองคำที่เกิดจากการรวมประกายทอง 35 สายในร่างกาย
เปลี่ยนจากมองเงาจันทร์ในน้ำ มาเป็นการมองเห็นไฟที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง
วิถีการไหลเวียนของประกายทอง โครงสร้างการควบแน่นของผลึกทองคำ แม้แต่บทบาทการประสานของไขหยกมังกรเขียว ล้วนชัดเจนราวกับดูลายมือตัวเอง
หลังจากลองผิดลองถูกหลายครั้ง เฉินอี้พบว่าตอนนี้ตอนที่ผสานประกายทองเบญจธาตุกับผลึกทองคำสามสี ปริมาณไขหยกมังกรเขียวที่ต้องใช้นั้นลดลงอย่างมาก แต่อัตราความสำเร็จกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นี่หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นการขัดเกลากระดูกหยกหรือเสริมความแกร่งให้อวัยวะภายใน ประสิทธิภาพก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
และที่สำคัญกว่านั้น การพึ่งพาไขหยกมังกรเขียวของเขากำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ
ถ้าวันหนึ่ง การผสานประกายทองเบญจธาตุหรือผลึกทองคำสามสีของเขา ไม่ต้องใช้ไขหยกมังกรเขียวอีกต่อไป หรือหาของทดแทนได้แล้ว
เขาก็จะสามารถตัดขาดจากสำนักมังกรหยกได้อย่างสิ้นเชิง
เฉินอี้ได้ลองทดสอบเบื้องต้นกับแก่นผลึกทองคำที่เดิมเกิดจากการรวมประกายทอง 35 สาย
ภายใต้การเสริมพลังจากจิตสัมผัสที่แข็งแกร่งขึ้น การควบคุมพลังงานของเขาละเอียดอ่อนขึ้นมาก จนตอนนี้สามารถรวมประกายทอง 40 สายเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดาย
แม้จะยังห่างไกลจากแก่นผลึกทองคำชั้นสูงที่รวม 60 สาย
แต่คุณภาพของแก่นผลึกทองคำ 40 สายนี้ก็ยกระดับขึ้นมาก แม้จะเทียบในหมู่อาวุธวิเศษระดับสามขั้นต้น ก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนข้างสูง
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยจิตสัมผัสที่แกร่งขึ้น ผลของการบ่มเพาะเลี้ยงดูแก่นผลึกทองคำก็ดีขึ้นตามตัว
ตอนนี้ แก่นผลึกทองคำ 40 สายในตัวเฉินอี้ สามารถควบคุมได้เบื้องต้นราวกับอาวุธวิเศษแล้ว
แม้จะยังไม่ถึงขั้นดั่งแขนขา แต่ใช้ในการต่อสู้จริงก็มีอานุภาพไม่เบา
เมื่อเผชิญกับอาวุธวิเศษระดับกึ่งสามทั่วไป หากใช้จิตสัมผัสขับเคลื่อนแก่นผลึกทองคำเข้าปะทะตรงๆ ก็สามารถต้านทานได้ซึ่งหน้า!
แน่นอน ด้วยข้อจำกัดด้านความยากในการควบคุม แก่นผลึกทองคำยังไม่สามารถใช้โจมตีระยะไกลได้ ปัจจุบันยังเน้นใช้ลอบโจมตีระยะประชิด หรือใช้ป้องกันการโจมตีจากอาวุธวิเศษระยะไกลเป็นหลัก
ครึ่งเดือนมานี้ เฉินอี้ได้เรียบเรียงความเข้าใจในวิชาใหม่ๆ การพัฒนาวิชาตัวเบา การเปลี่ยนแปลงของทักษะ และการเสริมแกร่งผลึกทองคำทีละอย่าง จนในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์เบื้องต้น
หลังจากนี้ยังต้องใช้เวลาขัดเกลาอีกนานปี ถึงจะผสานการยกระดับเหล่านี้ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างสมบูรณ์
การเพิ่มขึ้นของระดับพลังบ่มเพาะอย่างชัดเจนทำให้เฉินอี้ใจชื้น และมีความยินดีเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
เพียงแต่ว่า หลังจากผสานประกายทองเบญจธาตุและผลึกทองคำสามสีไปหลายสิบก้อน
ไขหยกมังกรเขียวที่มีอยู่ก็ร่อยหรอจนเกือบหมดแล้ว
รวมถึงทรัพยากรห้าธาตุที่ใช้ผสานประกายทองเหล่านี้ก็ใกล้จะหมดเกลี้ยง
และน้ำในสระสายฟ้าที่นำออกมาจากแดนลับคราวที่แล้ว ก็ยังไม่ได้เติมเพิ่ม
เฉินอี้เตรียมการไว้ว่า จะนำหินแม่เหล็กระดับสองขั้นสูงสุดที่เหลืออยู่ที่สำนักมังกรหยกให้มา ทำเป็นอุปกรณ์บรรจุสายฟ้าขนาดใหญ่
แล้วค่อยเข้าไปในแดนลับอีกรอบ
ดูว่าจะหาทรัพยากรพวกนี้ได้บ้างไหม
ตอนนี้ ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะความต้านทานต่ออัสนีวิญญาณที่สูงถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
สูงกว่าความต้านทานพลังสายฟ้าของร่างกายเขาเสียอีก
เฉินอี้คิดว่า แม้แต่ชั้นที่สามของหอแห่งการสืบทอด ก็น่าจะลองเข้าไปสำรวจเบื้องต้นได้แล้ว
แต่เรื่องนี้ยังไม่รีบ
รอตักน้ำในสระสายฟ้าในถ้ำใต้ดินให้แห้งก่อน ยกระดับตัวเองให้ถึงขีดสุด แล้วค่อยเข้าไปก็ยังไม่สาย
ในเวลานั้น
ณ ทางเข้าชั้นที่สามของหอแห่งการสืบทอดในแดนลับ ท่ามกลางแสงสายฟ้าที่พันพัว ร่างอรชรนางหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเป็นคนแรก
ชิวหลีมีลวดลายสายฟ้าละเอียดถี่ยิบพันรอบกาย กระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงสายฟ้าเป็นประกายสีม่วงอ่อน
นางขมวดคิ้วงามเล็กน้อย สายตาเย็นชาลวาดมองพื้นที่ชั้นสาม แววตาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง
การจะเข้าสู่ชั้นสามนี้ จำต้องฝ่าสระสายฟ้าอันบ้าคลั่งที่ปากทางเข้านั้นให้ได้
สระสายฟ้านี้ประหลาดนัก อาวุธวิเศษหรือยันต์ใดๆ ที่ปล่อยออกมาภายนอกล้วนไร้ผล ผู้ฝึกตนทำได้เพียงใช้กายเนื้อเข้าต้านทาน หรือใช้พลังเวทอันบริสุทธิ์ฝ่าเข้าไป
ชิวหลีใช้อภิญญาไพ่ตาย [วายุอัสนีเหิน] ในช่วงวิกฤต ร่างทั้งร่างกลายเป็นลำแสงสายฟ้าเจิดจรัส ทะลวงผ่านม่านป้องกันของสระสายฟ้าในพริบตา จึงเข้ามายังชั้นสามได้
ผู้ฝึกตนคนอื่นในชั้นสอง เมื่อเห็นชิวหลีเข้าไปเป็นคนแรก ต่างก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้าง
พอจะคาดเดาความรุนแรงของสระสายฟ้าและวิธีการเข้าไปได้เลาๆ
จั่วโส่วฉิง นักดาบหนุ่มผู้นั้นกำลังครุ่นคิดหาทาง เตรียมจะลองดูสักตั้ง
อยากจะเข้าชั้นสาม อาศัยแค่แสงกระบี่คุ้มกายคงทำไม่ได้ เว้นแต่จะทำตัวเป็นเม็ดกระบี่ หลอมรวมคนกับกระบี่เป็นหนึ่งเดียว แต่อภิญญาแบบนั้น ชัดเจนว่าไม่ใช่สิ่งที่ระดับสร้างรากฐานจะฝึกได้
นอกจากนี้ เขายังมีวิธีสุดท้าย คือระเบิดพลังบ่มเพาะทั้งหมด ฟันเจตจำนงกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวออกมาหนึ่งดาบ เจาะทะลุสระสายฟ้า แล้วพุ่งตามเข้าไป
เพียงแต่วิธีนี้ต้องผลาญพลังเวททั้งหมด หากล้มเหลว เกรงว่าจะบาดเจ็บสาหัส เขาจึงต้องสังเกตการณ์และคำนวณให้ดีอีกครั้ง
ไม่ไกลออกไป คุณชายแซ่จีกำลังดีดนิ้วคำนวณยิกๆ กำลังอนุมานแผนการฝ่าด่านที่ดีที่สุด
ส่วนกลุ่มอัจฉริยะแคว้นฉีต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ
จังหวะนั้นเอง
แสงวิญญาณที่ทางเข้าชั้นสองก็สว่างวาบขึ้น
หนึ่งสงฆ์หนึ่งสตรี สองร่างมาถึงตามลำดับ
พระภิกษุหนุ่มหน้าตาหมดจดดั่งภาพวาด หว่างคิ้วแต้มจุดสีทอง
หญิงสาวในชุดกระโปรงดำขาเรียวยาว ผิวพรรณดุจหยกวับแวมใต้ชายกระโปรง ความงามของนางนั้นเทียบเคียงได้กับฉินเฉิงเฉิงและชิวหลีอย่างกินกันไม่ลง
ชั่วขณะหนึ่ง สถานที่อันเต็มไปด้วยอันตรายแห่งลานสายฟ้านี้ ก็ดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา
[จบแล้ว]