- หน้าแรก
- ลูกสาวขุนนางปลายแถว ขอรับบทหัวหน้าครอบครัว
- บทที่ 125 ในที่สุดไส้กรอกแฮมก็ได้ขึ้นเตาย่าง
บทที่ 125 ในที่สุดไส้กรอกแฮมก็ได้ขึ้นเตาย่าง
บทที่ 125 ในที่สุดไส้กรอกแฮมก็ได้ขึ้นเตาย่าง
บทที่ 125 ในที่สุดไส้กรอกแฮมก็ได้ขึ้นเตาย่าง
เมื่อกินดื่มกันจนอิ่มหนำ ในที่สุดจ้าวหลานก็พาซูรั่วจิ่นเดินลงบันไดอย่างเชื่องช้า
แม้ว่าทั่วทั้งหอเฟิงเล่อจะเต็มไปด้วยเสียงขับขานและการร่ายรำอันคึกคักรุ่งเรือง แต่ตลอดทางเดินลงมา พวกเขากลับไม่พบเจอผู้คนเลยแม้แต่คนเดียว จะมีก็เพียงเสี่ยวเอ้อร์ที่เดินยกอาหารสวนขึ้นไปเป็นครั้งคราวเท่านั้น
ซูรั่วจิ่นไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเพราะท่านอ๋องน้อยจ้าวใช้เส้นทางพิเศษ หรือเพราะทางร้านอาหารได้กันพื้นที่ไว้ให้เขาโดยเฉพาะ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใด มันก็ทำให้นางสัมผัสได้ถึงความหรูหราและความสงบเงียบท่ามกลางความวุ่นวาย
คนรวยนี่ช่างดีจริงๆ!
ที่ข้างรถม้าหน้าประตู ซูถงและเหมาหยายืนรออยู่ก่อนแล้ว อาศัยจังหวะที่เหมาหยาเข้ามาประคองนางขึ้นรถม้า ซูรั่วจิ่นจึงกระซิบถามเสียงเบา "พวกเจ้ากินข้าวกันหรือยัง?" เพราะทั้งสองคนไม่ได้ตามขึ้นไปบนชั้นห้า
เหมาหยาพยักหน้า "พวกบ่าวกินกันที่ชั้นสองเจ้าค่ะ" พูดจบ นางก็ชะโงกหน้ามองซ้ายขวา ก่อนจะป้องปากกระซิบอย่างรวดเร็ว "แต่ไม่อร่อยเท่าฝีมือคุณหนูรองเลยเจ้าค่ะ"
ซูรั่วจิ่นพูดไม่ออก... จะว่าอย่างไรดีล่ะ? ในยุคสมัยที่การปรุงอาหารหนักไปทางต้ม ย่าง หมัก และยำ แม้จะมีการผัด การทอดน้ำมันขลุกขลิก และการตุ๋นอยู่บ้าง แต่วิธีการปรุงก็ยังถือว่าเรียบง่ายนักเมื่อเทียบกับคนยุคหลัง
ยกตัวอย่างเช่นปลาดิบฝานบางเมื่อครู่ แม้ในอนาคตทางภาคใต้จะนิยมทานกันเป็นปกติ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่รับไม่ได้ มีสำนวนที่ว่า 'ควั่ยจื้อเหรินโข่ว' (เป็นที่ชื่นชอบของผู้คน) คำว่า 'ควั่ย' ในที่นี้หมายถึงเนื้อดิบที่แล่เป็นชิ้นบางละเอียด ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปลา คนยุคใหม่อาจจะรู้สึกว่าเนื้อสัตว์ดิบนั้นคาวและเหม็นสาบ ไม่อร่อยเลยสักนิด แต่คนโบราณกลับไม่คิดเช่นนั้น นับตั้งแต่ราชวงศ์โจวมาจนถึงราชวงศ์ต้าอิ้น ผู้คนต่างนิยมชมชอบการทานเนื้อดิบแล่บางกันมาโดยตลอด
ด้วยความอิ่มหนำสำราญ เมื่อซูรั่วจิ่นได้นั่งบนรถม้าที่โยกเยกไปมา นางจึงเผลอสัปหงกด้วยความง่วงงุนไปตลอดทาง จนกระทั่งรถม้าหยุดลงและเหมาหยาเขย่าตัวนางเบาๆ นางจึงได้สติ เมื่อก้าวลงจากรถม้าก็พบว่าตนเองมายืนอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เงียบสงบ
เมื่อเปิดประตูเข้าไปและเดินผ่านลานเล็กๆ ก็เข้าสู่โถงใหญ่ ภายในนั้นเต็มไปด้วยโต๊ะเรียงรายเป็นแถว บนโต๊ะทุกตัวมีทั้งเครื่องบดเนื้อและเครื่องยัดไส้ วางอยู่ เป็นภาพที่ดูขึงขังจริงจังยิ่งนัก
จ้าวหลานหันกลับมามองเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงประตู "จะให้เริ่มจากตรงไหน?"
โรงงานขนาดย่อมนี้ค่อนข้างกว้างขวาง ซูรั่วจิ่นรู้สึกว่าแผนการขายไส้กรอกแฮมย่างของนางมีอนาคตสดใส จึงฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข "เริ่มจากการคัดเลือกเนื้อก่อนเลยเจ้าค่ะ"
ผู้ดูแลวัยกลางคนได้รับสัญญาณทางสายตาจากซวงรุ่ย จึงรีบก้าวเข้ามานำทางพวกเขาไปยังโซนแล่เนื้อ ระหว่างเดิน ซูรั่วจิ่นก็เอ่ยถามขึ้น "แป้งที่พวกท่านใช้ทำจากพืชชนิดใดหรือ?"
ต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ ผู้ดูแลไม่กล้าพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้า
ซวงรุ่ยจึงเร่งเร้า "คุณหนูรองซูถามอะไร เจ้าก็ตอบไปตามนั้น"
"ขอรับๆ!" ผู้ดูแลเกรงกลัวความใจร้อนของบ่าวคนสนิท จึงรีบตอบอย่างระมัดระวัง "เรียนคุณหนู มีทั้งข้าวสาลี ถั่วแดง ถั่วเขียว และอื่นๆ ขอรับ"
ซูรั่วจิ่นพยักหน้า ไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อมันฝรั่ง มันเทศ และข้าวโพดยังไม่มีในยุคนี้ นางก็คงต้องใช้ของพวกนี้แก้ขัดไปก่อน
ซูรั่วจิ่นควบคุมดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่การแล่เนื้อ ผสมเครื่องปรุง นำไปบดในเครื่องบดเนื้อจนละเอียดเป็นเนื้อเนียน จากนั้นนำไปต้ม แล้วส่งเข้าซึ้งนึ่งอุณหภูมิสูงแบบปิดสนิทเพื่อฆ่าเชื้อ ทิ้งไว้ให้เย็นบนชั้นวาง และสุดท้ายคือนำไปเก็บในห้องน้ำแข็ง
ในกระบวนการนี้ ไม่ว่าซึ้งนึ่งจะมีอุณหภูมิสูงเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบได้กับการฆ่าเชื้อด้วยเตาอบอุณหภูมิสูงในยุคปัจจุบัน ดังนั้นนางจึงลดระยะเวลาการเก็บรักษาลง "ในฤดูร้อน หลังจากนำออกจากห้องน้ำแข็งแล้ว ห้ามเก็บไว้นานเกินสิบวัน ส่วนในฤดูหนาวห้ามเกินหนึ่งเดือน"
ไม่ว่าซูรั่วจิ่นจะสั่งการสิ่งใด ผู้ดูแลก็ได้แต่พยักหน้ารับคำ
มีเพียงคนระดับท่านอ๋องน้อยเท่านั้นที่สามารถหาห้องน้ำแข็งซึ่งเปรียบเสมือนห้องเย็นเก็บสินค้ามาได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ซูรั่วจิ่นไม่คิดว่าการทำไส้กรอกแฮมธรรมดาๆ จะเป็นเรื่องง่าย เพราะไส้กรอกกุนเชียงแบบดั้งเดิมนั้นไม่มีขั้นตอนการต้มและฆ่าเชื้อเหมือนไส้กรอกแฮม เพียงแค่ยัดไส้แล้วแขวนผึ่งลมให้แห้ง วัตถุดิบที่ผ่านการตากแห้งย่อมเก็บรักษาได้นานกว่า
ตลอดทั้งบ่าย จ้าวหลานคอยอยู่ข้างกายซูรั่วจิ่นไม่ห่าง เฝ้ามองนางชี้นิ้วสั่งการคนงานเงียบๆ และอธิบายรายละเอียดที่ต้องระวังในแต่ละขั้นตอน
ซูรั่วจิ่นพยายามไล่เขาไปพักผ่อน แต่เขาก็ยืนกรานที่จะยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับกลัวว่าถ้าเขาไม่เฝ้า นางจะไม่ตั้งใจทำงานอย่างไรอย่างนั้น เอาเถิด นี่มันถิ่นของเขา เขาอยากจะทำอะไรก็เรื่องของเขา ส่วนนางก็จะทำหน้าที่ของนางต่อไป
กว่าพวกเขาจะเดินออกมาจากโรงงาน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ซวงรุ่ยสั่งให้คนนำไส้กรอกแฮมทั้งหมดที่ผลิตได้ในบ่ายวันนี้มอบให้แก่ซูรั่วจิ่น
ซูรั่วจิ่นถึงกับพูดไม่ออก... ดูจากปริมาณแล้วน่าจะมีหลายพันชิ้นเลยทีเดียว
"ให้เปล่าหรือเจ้าคะ?"
ดวงตาของเด็กสาวส่องประกายวาววับราวกับคนเห็นแก่เงิน จ้าวหลานพยายามกลั้นยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยสั้นๆ "อืม"
"ว้าว!" ซูรั่วจิ่นดีใจจนแทบกระโดดตัวลอย "ขอบคุณท่านอ๋องน้อยเจ้าค่ะ! ข้าจะรีบกลับร้านสกุลซูเดี๋ยวนี้เลย จะไปเปิดตัวสินค้าใหม่" นางรอไม่ไหวแล้วจริงๆ
ซวงรุ่ยกำลังจะอ้าปากบอกว่าได้เตรียมอาหารเย็นไว้แล้ว แต่เมื่อสบสายตากับเจ้านาย เขาก็รีบหุบปากแล้วสั่งให้ซานไท่เตรียมรถม้าทันที
ขากลับ ซูรั่วจิ่นรู้สึกราวกับหัวใจกำลังติดปีกบิน นางอยากจะวาร์ปไปให้ถึงร้านสกุลซูในก้าวเดียว ตลอดทางนางเอาแต่หัวเราะคิกคักไม่หยุด
แน่นอนว่ามีเพียงซูรั่วจิ่นที่คิดว่านางแอบหัวเราะเงียบๆ แต่ในความเป็นจริง ภายในรถม้าทั้งจ้าวหลาน ซวงรุ่ย และเหมาหยา ต่างก็นั่งมองนางหัวเราะมาตลอดทาง
ไอ้สิ่งที่เรียกว่าไส้กรอกแฮมนี่ มันทำให้คุณหนูรองมีความสุขได้ขนาดนี้เชียวหรือ?
หลังจากดีใจจนเนื้อเต้น ซูรั่วจิ่นดูเหมือนจะเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ นางเอื้อมมือเข้าไปในกล่องอาหารใบเล็กที่แยกไว้ต่างหาก หยิบไส้กรอกแฮมออกมาหนึ่งชิ้นแล้วกัดลงไปคำโต... ว้าว นี่มันไส้กรอกแฮมธรรมชาติบริสุทธิ์ไร้สารปรุงแต่ง รสชาติช่างล้ำเลิศ!
แม้ปากจะเคี้ยวไส้กรอกจนแก้มตุ่ย แต่นางก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยชวนจ้าวหลาน "ท่านอ๋องน้อย ลองชิมสิเจ้าคะ!" นี่คือราชาแห่งขนมทานเล่นเชียวนะ!
จ้าวหลานเชื่อฟังนางจริงๆ เขาเอื้อมมือไปหยิบมาหนึ่งชิ้น แล้วเริ่มกินตามแบบอย่างนาง
ซูรั่วจิ่นกินอย่างเอร็ดอร่อยจนอดใจไม่ไหวที่จะชวนซวงรุ่ยและเหมาหยาให้กินด้วย
ทั้งสองคนลอบมองจ้าวหลานอย่างกล้าๆ กลัวๆ แม้ในสายตาของเหมาหยา ท่านอ๋องน้อยจะดูนิ่งเฉยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่ซวงรุ่ยนั้นรู้ใจเจ้านายดี เขาจึงเอื้อมมือไปหยิบส่งให้เหมาหยาชิ้นหนึ่ง ก่อนจะหยิบส่วนของตัวเอง
ส่วนผสมของเนื้อหมูที่มีสัดส่วนเนื้อแดงและมันอย่างพอเหมาะ ผสมผสานกับแป้งและเครื่องเทศนานาชนิด ให้รสสัมผัสที่เด้งสู้ฟันเคี้ยวหนึบหนับในปาก อร่อยจนบรรยายไม่ถูก คิ้วของซวงรุ่ยแทบจะเต้นระบำด้วยความปิติ
"ของที่ทำภายใต้การกำกับดูแลของคุณหนูรองย่อมดีที่สุดขอรับ" แม้ทางโรงงานจะทำตามสูตรของนาง แต่รสชาติกลับไม่ดีเท่าตอนที่นางลงมาคุมงานเอง มิน่าเล่าท่านอ๋องน้อยถึงยืนกรานต้องพานางมาที่โรงงานให้ได้ มันแตกต่างกันจริงๆ
รถม้าวิ่งมาถึงหน้าร้านสกุลซูอย่างรวดเร็ว ด้วยความตื่นเต้น ซูรั่วจิ่นทำท่าจะกระโดดลงจากรถ แต่ร่างเล็กๆ ของนางเกือบจะสะดุดล้ม เหมาหยาทำท่าจะเข้าไปรับ แต่มือของจ้าวหลานนั้นไวกว่า เขาคว้านางไว้ได้ก่อน
"อย่ารีบร้อน" เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะเป็นฝ่ายกระโดดลงจากรถม้าไปก่อน
ซูรั่วจิ่นตกใจกับสีหน้าจริงจังของคุณชายสูงศักดิ์จนตัวแข็งทื่ออยู่บนรถม้า ไม่กล้าขยับเขยื้อน
จ้าวหลานยืนอยู่หน้าประตูรถม้า แล้วยื่นมือออกไป "มานี่"
เอ่อ... ซูรั่วจิ่นกางแขนออกอย่างงงๆ แล้วขยับตัวเข้าไปหาเขา
คุณชายสูงศักดิ์ยื่นแขนยาวๆ ของเขาออกมา สอดมือเข้าไปใต้รักแร้ของเด็กสาว แล้วยกร่างนางลอยลงมาวางบนพื้น
แม้เท้าจะแตะพื้นแล้ว แต่ซูรั่วจิ่นก็ยังมึนงงไม่หาย ท่านอ๋องน้อยจ้าวมีมุมที่เป็นพี่ชายแสนดีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
เมื่อเห็นคุณหนูมาถึง แม่นมต่งก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับ "คุณหนูรอง..."
ซูรั่วจิ่นได้สติกลับมาทันที นางรีบยิ้มแล้วเดินเลี่ยงแม่นมต่งตรงไปยังแผงปิ้งย่าง "พี่ต้าสือ ป้ากุ้ย มีไม้ไผ่เสียบลูกชิ้นไหม?"
"มีเจ้าค่ะ" เซียงกุ้ยรีบคว้าไม้ไผ่มากำมือหนึ่งแล้วส่งให้
ซูรั่วจิ่นสั่งให้เหมาหยารับไม้ไผ่ไป ส่วนตัวนางก็ไปยืนอยู่หน้าเตาย่างของเซียงกุ้ย "วันหน้าข้าจะให้คนทำเตาสำหรับย่างไส้กรอกโดยเฉพาะ วันนี้ใช้แบบนี้แก้ขัดไปก่อน"
ซูถงยกตะกร้าใหญ่สองใบที่เต็มไปด้วยไส้กรอกแฮมเข้ามา ซูรั่วจิ่นไม่รอช้า รีบลงมือย่างไส้กรอกร่วมกับเซียงกุ้ยและคนอื่นๆ ทันที
ไม่กี่นาทีต่อมา ซูรั่วจิ่นก็นำไส้กรอกย่างไม้แรกไปมอบให้จ้าวหลานที่ยังไม่ได้กลับไปไหน "คุณชาย ลองชิมดูสักไม้ไหมเจ้าคะ?"