เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: เป็นไปตามที่ตกลง

บทที่ 6: เป็นไปตามที่ตกลง

บทที่ 6: เป็นไปตามที่ตกลง


บทที่ 6: เป็นไปตามที่ตกลง

เฉินลั่วจอดรถลงตรงทางเข้าหมู่บ้านจัดสรรระดับหรูแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขานัก เขาใช้มือลูบขนที่นุ่มนิ่มอยู่แล้วของ ‘ฝ่าวั่ง’ เบาๆ พลางเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวตรงหน้าประตูหมู่บ้านอย่างเงียบเชียบ

เขากำลังรอพบคนสำคัญคนหนึ่ง

ท่ามกลางความเงียบเหงา ทันใดนั้นแววตาของเฉินลั่วก็เป็นประกายขึ้นมา เมื่อเห็นหญิงสาวผู้งดงามสองคนเดินออกมาจากประตูหมู่บ้าน คนพี่อายุราวยี่สิบเศษดูไล่เลี่ยกับเขา ส่วนคนน้องน่าจะอายุประมาณสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี

ทั้งคู่ดูเหมือนคู่พี่น้อง และความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น พี่สาวมีใบหน้าสวยคมที่ดูเย็นชา จัดว่าเป็นโฉมงามที่หาได้ยากยิ่ง ส่วนน้องสาวก็น่ารักสดใสไม่แพ้กัน กิริยาท่าทางที่ดูอ่อนโยนและว่านอนสอนง่ายทำให้ผู้คนรู้สึกอยากปกป้องทนุถนอม

เฉินลั่วรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง ด้วยเข้าใจดีว่า ‘ยอดหญิงย่อมคู่ควรกับสุภาพบุรุษ’ ใครเล่าจะไม่นิยมชมชอบสาวงามเช่นนี้ หากไม่ไช่คนที่มีจิตใจหรือร่างกายไม่ปกติก็คงยากจะปฏิเสธได้

อย่างไรก็ตาม หากพวกเธอเป็นเพียงผู้หญิงสวยธรรมดา เฉินลั่วคงไม่มาเสียเวลาเฝ้ารอเป็นพิเศษเช่นนี้ พี่น้องคู่นี้มีความพิเศษมากกว่านั้น

คนพี่มีนามว่า ‘มิหลิง’ ส่วนคนน้องชื่อ ‘มิลี่’

ในโลกหลังวันสิ้นโลก มิหลิงจะครอบครองพลังพิเศษสายอัคคีที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เธอคือผู้ใช้พลังไฟคนแรกที่เฉินลั่วรู้จัก และยังเป็น ‘องค์หญิงเพลิงวิญญาณ’ แห่งกลุ่มกุหลาบโลหิตที่เฉินลั่วเคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้ด้วย เนื่องจากชื่อของเธอมีคำว่า ‘หลิง’ ที่สื่อถึงวิญญาณบวกกับพลังไฟที่เธอมี ผู้คนจึงขนานนามเธอเช่นนั้น

นอกจากนี้เธอยังมีอีกฉายาหนึ่งคือ ‘กุหลาบโลหิต’ เพราะกุหลาบย่อมมีหนามแหลมคมที่ยากจะแตะต้อง และคำว่า ‘โลหิต’ ก็สะท้อนถึงอารมณ์ที่แปรปรวนและดุดันของเธอ ทว่าแม้หยิ่งทะนงเพียงใด รูปร่างของเธอกลับยั่วยวนชวนมองยิ่งกว่าอารมณ์เหล่านั้นเสียอีก

ส่วนมิลี่คนน้อง ในสายตาของเฉินลั่ว เธอกลับมีความสำคัญที่เหนือชั้นยิ่งกว่า พลังการต่อสู้ของเธออาจจะอ่อนด้อยเพราะไม่ใช่สายต่อสู้โดยตรง แต่เธอคือ ‘ผู้รักษา’ ซึ่งเป็นอาชีพสายสนับสนุนที่หาได้ยากยิ่ง

ว่ากันว่าในระดับสูง เธอสามารถใช้ ‘วิชาฟื้นคืนชีพ’ ได้ด้วยซ้ำ

บ้าเอ๊ย ใครจะต้านทานความสามารถระดับเทพเจ้าขนาดนี้ได้ล่ะ? หากต้องเลือกระหว่างมิหลิงและมิลี่...

เหลวไหล มีแต่เด็กเท่านั้นแหละที่เลือก เขาจะเอาทั้งสองพี่น้องมาอยู่ด้วยให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าคงไม่ใช่ตอนนี้ เพราะการพรวดพราดเข้าไปหาในสภาพนี้คงไม่ต่างอะไรกับพวกคนโง่ที่วิ่งไล่ตามผู้หญิงจนเสียอาการ

เฉินลั่วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหา ‘หวังหมิง’ นักสืบเอกชนที่เขาเคยร่วมงานด้วย

“ผมให้เวลาคุณสามวัน ผมต้องการข้อมูลของพวกเธอ และที่สำคัญที่สุดคือพวกเธอชอบกินอะไร”

ไม่ว่าพวกเธอจะชอบกินอะไร เขาจะกักตุนไว้ให้หมด เพราะการจะมัดใจผู้หญิงได้นั้น ต้องเริ่มต้นที่การมัดใจกระเพาะอาหารก่อนเสมอ

หวังหมิงตอบรับอย่างแข็งขัน สำหรับมืออาชีพอย่างเขา งานประเภทนี้ถือเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย

เฉินลั่วมองมิลี่ที่กำลังเขย่าแขนพี่สาวอย่างออดอ้อน ขณะที่มิหลิงส่งยิ้มเอ็นดูตอบกลับมา ก่อนที่ทั้งคู่จะค่อยๆ เดินลับตาไป เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วจึงขับรถจากไปเช่นกัน

ไม่จำเป็นต้องรอถึงสามวัน เพียงบ่ายวันที่สอง หวังหมิงก็ส่งข้อมูลของมิหลิงและมิลี่มาให้เฉินลั่วเรียบร้อย

มิหลิงชอบอาหารเสฉวนและชอบกินองุ่นเป็นที่สุด ส่วนมิลี่ชอบกินปลา โปรดปรานขาหมูพะโล้ และผลไม้ที่ชอบที่สุดคือแตงโม

เฉินลั่วพลันฉุกคิดขึ้นได้ว่าอาหารประเภทพะโล้รสชาติก็ไม่เลวเหมือนกัน เขาควรจะกักตุนพวกมันไว้เพิ่มเสียหน่อย

เวลาล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 28 พฤษภาคม เหลือเวลาอีกเพียงห้าวันก่อนที่วันสิ้นโลกจะปุทุกระจาย ชุดเกราะและกระบองไฟฟ้าที่เฉินลั่วสั่งไว้ก็ทยอยมาส่งจนครบ

ชุดเกราะเงินแบบเต็มยศมีทั้งหมดสองชุด สำหรับเฉินลั่วและซูต้าจู้ แม้จะมีน้ำหนักมากถึง 45 ชั่ง (ประมาณ 22.5 กิโลกรัม) จนทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดไปบ้าง แต่มันกลับมอบความปลอดภัยที่เหนือระดับ

เฉินลั่วเคยคิดจะใช้ชุดมาสคอตหรือชุดคอมแบททั่วไป แต่ชุดมาสคอตนั้นเทอะทะเกินไป ส่วนชุดคอมแบทระดับต่ำก็ไร้ประโยชน์ และเขาก็ไม่มีช่องทางเข้าถึงชุดคอมแบทระดับสูงได้เลย เมื่อเทียบกันแล้ว ไม่มีอะไรแข็งแกร่งและป้องกันได้ดีเท่าชุดเกราะเงินเหล่านี้อีกแล้ว

หลายวันที่เหลือ เฉินลั่วใช้เวลาไปกับการฝึกฝนเพื่อให้ร่างกายชินกับน้ำหนักของชุดเกราะ

ส่วนกระบองไฟฟ้าที่เขาสั่งซื้อผ่านบริษัทรักษาความปลอดภัยนั้นมีราคาสูงถึงสี่หมื่นหยวนต่ออัน แรงดันไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาสูงพอที่จะทำให้คนสลบได้ในทันที หรือหากช็อตต่อเนื่องไม่กี่วินาทีก็อาจถึงแก่ชีวิตได้

เขามีพวกมันทั้งหมดห้าสิบอัน สำหรับคนอื่นอาจจะพกพาลำบาก แต่เฉินลั่วมีมิติพลังพิเศษที่สามารถสลับสับเปลี่ยนออกมาใช้งานได้ตลอดเวลา การจัดการซอมบี้นับร้อยตัวในคราวเดียวจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

นอกจากนี้ เฉินลั่วยังซื้อรถบรรทุกหนักความยาว 13 เมตรมาหนึ่งคัน แล้วนำไปจอดไว้ใกล้ๆ คลังสินค้าแช่เย็น

เย็นวันที่ 2 มิถุนายน เฉินลั่วจัดการเก็บเสบียงทั้งหมดที่เขากักตุนไว้ ยกเว้นเนื้อสัตว์ในคลังแช่เย็น เข้าสู่มิติพลังพิเศษจนหมดสิ้น แม้จะมีใครมาพบเข้าว่าเสบียงเหล่านี้หายไปราวกับปาฏิหาริย์เขาก็ไม่สน ในเมื่อมันเป็นของของเขา และเขาไม่โวยวาย แล้วใครหน้าไหนจะมีสิทธิ์มาตั้งคำถาม?

วันพรุ่งนี้แล้วสินะ ที่หายนะจะเริ่มต้นขึ้น

คืนนั้นเฉินลั่วพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ ในใจคิดฟุ้งซ่านว่า ‘เราอุตส่าห์เกิดใหม่ทั้งที ไอ้โทรมๆ วันสิ้นโลกนั่นมันคงไม่เลื่อนออกไปใช่ไหม?’ หากมันไม่เกิดขึ้น เสบียงที่เขากักตุนไว้คงทำให้เขาขาดทุนย่อยยับ

หรือบางที... มันอาจจะดีกว่าถ้าวันสิ้นโลกไม่มาถึงจริงๆ ยอมให้เขาขาดทุนเพียงคนเดียวเพื่อแลกกับความสุขของมวลมนุษยชาติ ต่อให้ขาดทุนย่อยยับ เขาก็ยังรวยพอที่จะใช้ชีวิตสุขสบายในโลกที่สงบสุข ดีกว่าต้องไปเผชิญกับวันวิปโยคที่ไร้ความเป็นมนุษย์นั่น

เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินลั่วตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน วันสิ้นโลกมีกำหนดจะปะทุขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 9:20 น.

เมื่อถึงเวลา 8 โมงเช้า เฉินลั่วที่รู้จักนิสัยของเฉินเจี้ยนอันดีรู้ว่าลุงของเขาจะไม่เข้าบริษัทจนกว่าจะถึง 9 โมง และตอนนี้น่าจะกำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ เขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาเฉินเจี้ยนอันทันที

เฉินลั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “คุณลุงครับ ผมมีเรื่องอยากให้คุณลุงช่วยหน่อย”

เฉินเจี้ยนอันตอบกลับมาอย่างเสแสร้ง “แกเป็นหลานของฉันนะ ถ้าเรื่องไหนที่ลุงช่วยได้ ลุงย่อมช่วยอย่างเต็มที่อยู่แล้ว”

เฉินลั่วยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ย “คืออย่างนี้ครับ พอดีช่วงนี้ผมจำเป็นต้องใช้เงินด่วน แต่ลุงก็ทราบว่าเงินทั้งหมดของผมจมไปกับการกักตุนเนื้อหมู ผมเลยอยากจะเอาเสบียงทั้งหมดที่กักตุนไว้มาค้ำประกันเงินกู้จากลุง ของพวกนี้มีมูลค่าหนึ่งพันล้านหยวน แต่ผมขอหยิบยืมเพียงห้าร้อยล้านหยวนเท่านั้นครับ”

“เพื่อความเป็นธรรม เรามาเซ็นสัญญาตกลงกันเถอะครับ ผมจะขอยืมเพียงแค่หนึ่งเดือนและจะคืนให้หกร้อยล้านหยวนเมื่อครบกำหนด หากถึงตอนนั้นผมไม่มีปัญญาจ่ายคืน เสบียงทั้งหมดก็จะตกเป็นของลุงเพื่อเป็นการชดใช้หนี้ทันที”

เฉินเจี้ยนอันถามด้วยความสงสัย “แกจะเอาเงินเยอะแยะขนาดนั้นไปทำอะไรด่วนๆ วะ?”

เฉินลั่วจึงเริ่มแต่งเรื่องหลอก “ตามที่ผมเฝ้าสังเกตมา อีกไม่นานเงินตราเสมือนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง อาจจะถึงสิบหรือแปดเท่าเลยก็ได้ ห้าร้อยล้านอาจจะกลายเป็นห้าพันล้านได้ง่ายๆ ถ้าคุณลุงเชื่อใจผม จะมาร่วมวงด้วยกันก็ได้นะคร้บ”

เฉินเจี้ยนอันหัวเราะลั่น “เชื่อแกก็บ้าแล้ว ฉันกลัวว่าจะเสียเงินต้นไปเปล่าๆ มากกว่า แกกล้าดีนังไงไปเล่นของพรรค์นั้น?”

อย่างไรก็ตาม เฉินเจี้ยนอันไม่ได้ปฏิเสธ เขาคำนวณในใจอย่างรวดเร็วว่าไม่ว่าเฉินลั่วจะกำไรหรือขาดทุน เขาก็ไม่มีวันเสียเปรียบ และดูทรงแล้วเฉินลั่วน่าจะหมดตัวเสียมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เขาก็จะสามารถเปลี่ยนเงินห้าร้อยล้านเป็นเสบียงมูลค่าพันล้านได้อย่างง่ายดาย

แม้เฉินเจี้ยนอันจะไม่เห็นด้วยกับการกักตุนของเฉินลั่ว แต่เขามั่นใจว่าการระบายสินค้ามูลค่าหนึ่งพันล้านออกไปในราคาแปดร้อยล้านนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

ข้อเสนอนี้ทำได้

เฉินเจี้ยนอันแค่นเสียง “ถ้าแกแพ้ขึ้นมา อย่าหาว่าลุงใจดำละกัน”

เฉินลั่วกล่าวต่อ “คุณลุงครับ รบกวนรอผมที่บ้านด้วย ผมกำลังจะเข้าไปหาเพื่อหารือเรื่องนี้ต่อหน้า และผมก็คิดถึงพี่เฟยด้วย ให้เขามาอยู่ด้วยกันสิครับ”

เฉินเจี้ยนอันตอบรับอย่างยินดี เรื่องสำคัญเช่นนี้ไม่ควรคุยกันแค่ทางโทรศัพท์ และเขาไม่มีทางให้ยืมเงินง่ายๆ โดยไม่ตรวจสอบก่อนแน่

หลังจากวางสาย ใบหน้าของเฉินลั่วก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างถึงที่สุด “เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้... พวกแกทุกคนจะต้องตายในวันสิ้นโลก”

จบบทที่ บทที่ 6: เป็นไปตามที่ตกลง

คัดลอกลิงก์แล้ว