- หน้าแรก
- ย้อนเวลาพลิกชะตาด้วยระบบนักอ่าน
- บทที่ 16: เพื่อนร่วมห้องที่ตกตะลึง
บทที่ 16: เพื่อนร่วมห้องที่ตกตะลึง
บทที่ 16: เพื่อนร่วมห้องที่ตกตะลึง
ทั้งสองเดินออกจากร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ วางแผนจะใช้เวลาทั้งวันท่องเที่ยวชมทะเลสาบซีหู
พวกเขาเดินจากมหาวิทยาลัยประจำมณฑลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทางกวากิโลเมตร จนมาถึงวัดเยว่เฟย (วัดงักฮุย) และหาร้านนั่งดื่มชานมพักผ่อน
"หยางหยาง ฉันอยากไปดูสะพานต้วนเฉียวจัง เกิดมายังไม่เคยไปเลย"
"จากตรงนี้เดินไปน่าจะเกินสองกิโลนะ เดินไหวเหรอ?"
"อื้อ ยังไงฉันก็เดินไม่ไหวแล้ว คุณแบกฉันหน่อยได้ไหมคะ?" ซ่งเสวี่ยลู่กอดแขนมู่หยาง แกล้งทำปากยื่นเงยหน้ามองเขาอย่างออดอ้อน
มู่หยางมองแฟนสาว แล้วก้มมองแล็ปท็อปสองเครื่องที่หิ้วอยู่ แขนเขาเริ่มล้าแล้วจริงๆ และไม่อยากเดินไกลด้วย
แต่หนุ่มสาวระแวกนั้นเห็นคู่รักคู่นี้แล้วต่างพากันอิจฉาตาร้อน "พ่อหนุ่ม ถ้าไม่อยากแบก ส่งมาให้ผมแบกแทนก็ได้นะ!"
มู่หยางทำสีหน้าลำบากใจ ซ่งเสวี่ยลู่แกล้งทำเป็นโกรธ สะบัดหน้าหนีทำเสียงฮึดฮัด จริงๆ แล้วเธอแค่อยากลองใจมู่หยางดูว่าในสถานการณ์แบบนี้เขาจะยอมแบกเธอไหม
"ดูท่าวันนี้พี่ตือโป๊ยก่ายจะได้แบกแม่นางซุ่ยหลานกลับไปเข้าหอซะแล้ว!" เมื่อเห็นท่าทางแสนงอนของเธอ มู่หยางก็หัวเราะร่า เอ่ยแซวหยอกเย้า
"ใครจะเข้าหอกับคุณกัน! คนหน้าด้าน! กล้าพูดจาเหลวไหล!" ซ่งเสวี่ยลู่รัวกำปั้นน้อยๆ ทุบตีมู่หยางเบาๆ
การหยอกล้อกันอย่างน่ารักของทั้งคู่เรียกสายตาจากผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ภาพของหนุ่มหล่อสาวสวยที่หยอกเย้ากันนั้นช่างเจริญหูเจริญตา ไม่ได้สร้างความรำคาญใจให้ใคร
โทรศัพท์เครื่องใหม่ได้ทำหน้าที่ถ่ายรูป ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมาดูดีทีเดียว
ทั้งสองเที่ยวเล่นกันครึ่งค่อนวัน จนเท้าของซ่งเสวี่ยลู่เริ่มระบม มู่หยางจึงให้เธอขี่หลังเดินไปช่วงหนึ่ง โดยเขาสะพายเป้ไว้ด้านหน้า
แผ่นหลังของเขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นของเนินเนื้อสองก้อนที่แนบชิด ไม่ได้แบกเธอมานานแล้ว เขาจึงรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จ มู่หยางก็เดินมาส่งเธอที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย ก่อนจะกลับไปยังวิทยาเขตของตัวเอง
ซ่งเสวี่ยลู่กลับมาถึงหอพักและวางคอมพิวเตอร์แอปเปิ้ลลงบนโต๊ะ
แม้ว่าในปี 2008 แล็ปท็อปแอปเปิ้ลรุ่น แมคบุ๊ก แอร์ (MacBook Air) จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายในจีน แต่ดีไซน์ที่บางเฉียบและพื้นผิววัสดุที่โดดเด่นสะดุดตา เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าราคาไม่ถูก!
รูมเมทสองคน หลี่ซินเฉียวและหวังชิวหม่านที่อยู่ในห้อง เห็นเข้าก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที เดิมทีซ่งเสวี่ยลู่ไม่มีคอมพิวเตอร์ และกระเป๋าใบนั้นก็ดูใหม่เอี่ยม
"เสวี่ยลู่ ซื้อโน้ตบุ๊กใหม่เหรอ? ยี่ห้อแอปเปิ้ลด้วย! ราคาเท่าไหร่เนี่ย?" หลี่ซินเฉียวเอ่ยถาม แววตาฉายความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
"คุณพระช่วย! นั่นมันแอปเปิ้ล แมคบุ๊ก แอร์ ไม่ใช่เหรอ? เสวี่ยลู่ เธอรวยแล้วนี่นา!" หลี่ซินเฉียวอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมา!
ในยุคนั้น คอมพิวเตอร์แมคของแอปเปิ้ลถือเป็นเครื่องระดับไฮเอนด์เสมอ แม้แต่สิบกว่าปีให้หลัง ก็มีเพียงกลุ่มคนทำงานรายได้สูงเท่านั้นที่นิยมใช้!
ด้วยพื้นฐานทางบ้านของหลี่ซินเฉียว ทำให้เธอได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าไอทีใหม่ๆ จากต่างประเทศเร็วกว่านักศึกษาทั่วไปมาก!
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นเล่นใหญ่ของหลี่ซินเฉียว เพื่อนร่วมหอคนอื่นๆ ก็พากันมารุมล้อมดูคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของซ่งเสวี่ยลู่
แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในโครงการ 985 แต่การแข่งขันชิงดีชิงเด่นระหว่างนักศึกษาก็ยังมีอยู่
หลี่ซินเฉียวเป็นคนหน้าตาจิ้มลิ้ม หากใช้มาตรฐานของมู่หยาง ถ้าซ่งเสวี่ยลู่ได้ 90 คะแนน หลี่ซินเฉียวก็คงได้ประมาณ 80 คะแนน
ทว่าหลี่ซินเฉียวไม่ค่อยชอบหน้าซ่งเสวี่ยลู่นัก เหตุผลง่ายๆ คือเธอมองว่าซ่งเสวี่ยลู่ "ด้อยกว่า"
ในชั้นเรียนที่มีนักศึกษา 50 คน มีผู้หญิงแค่ 8 คน และมีเพียงเธอกับซ่งเสวี่ยลู่ที่หน้าตาดี
ต้องบอกว่าในบรรดานักศึกษาคณะวิศวกรรมไฟฟ้าและเครื่องกลทั้งหมด พวกเธอสองคนสวยที่สุด แต่ในสายตาคนส่วนใหญ่ ซ่งเสวี่ยลู่ถือเป็นดาวคณะ ส่วนเธออย่างมากก็แค่ดาวห้อง
ในแง่ฐานะทางบ้าน เธอเป็นคนท้องถิ่น พ่อแม่มีรายได้ต่อปีเกินแสนหยวน ซึ่งซ่งเสวี่ยลู่เทียบไม่ติด
เธอก็มีแล็ปท็อปเหมือนกัน แต่เป็นยี่ห้อเลอโนโวที่พ่อแม่ซื้อให้ในราคาห้าพันหยวน
ส่วนคอมพิวเตอร์แอปเปิ้ล เงินเดือนพ่อแม่เธอซื้อได้แน่ แต่พวกเขาไม่มีทางยอมควักเงินหมื่นกว่าหยวนซื้อแล็ปท็อปให้หรอก ครอบครัวเธอเพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่และยังมีภาระผ่อนบ้านต้องจ่าย
แน่นอนว่าถึงเธอจะไม่ชอบซ่งเสวี่ยลู่ แต่เธอก็ไม่ได้ดูถูก
นักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยประจำมณฑลได้ล้วนมีของกันทั้งนั้น และซ่งเสวี่ยลู่ที่เป็นเด็กต่างมณฑล ต้องทำคะแนนสูงกว่าเธอมากถึงจะสอบติดเข้ามาได้!
มหาวิทยาลัยรับนักศึกษาในมณฑลถึงปีละ 2,600 คน เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนรับทั้งหมด
ดังนั้นเด็กในมณฑลจึงสอบเข้าได้ง่ายกว่าเด็กต่างมณฑลมากโข
ต่อให้หลี่ซินเฉียวจะไม่ชอบขี้หน้าซ่งเสวี่ยลู่ แต่เธอก็ไม่แสดงออก และยังคงรักษามิตรภาพจอมปลอมเอาไว้
พ่อแม่สอนเธอเสมอว่าให้ผูกมิตรไว้เยอะๆ แม้จะไม่ชอบเพื่อนบางคน แต่พวกเขาก็ยังมีประโยชน์ พยายามอย่าสร้างศัตรู ใครจะรู้ว่าวันหน้าเขาอาจได้ดีกว่าเรา
ในข้อมูลประวัติครอบครัว ช่องอาชีพของพ่อ ซ่งเสวี่ยลู่เขียนแค่ว่า "พนักงานบริษัททั่วไป" ไม่ได้ระบุว่าเป็น "รองนายกเทศมนตรีตำบล" แน่นอนว่าเธอรู้ดีว่าตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบล ซึ่งเป็นข้าราชการระดับรองอำเภอ ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนัก
ดังนั้น ตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อนๆ จึงไม่เคยรู้ตำแหน่งที่แท้จริงของพ่อเธอ
"แฟนฉันซื้อให้จ้ะ" ซ่งเสวี่ยลู่ตอบตามตรงไม่ได้ปิดบัง "จริงๆ ฉันก็ไม่รู้ราคาที่แน่นอนเหมือนกัน"
หวังชิวหม่านถามอย่างสงสัย "เธอมีแฟนแล้วเหรอ? ไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย"
ซ่งเสวี่ยลู่เพียงแค่ยิ้มไม่ตอบอะไร นอกจากมู่หยางแล้ว เธอก็ไม่ได้สนิทสนมกับใครเป็นพิเศษและไม่อยากพูดอะไรมาก
เธอหยิบคอมพิวเตอร์ออกมาเปิดเครื่องและตั้งค่าพักหน้าจอ ใจจริงอยากได้รูปคู่ของทั้งสองมาตั้งด้วยซ้ำ
"เสวี่ยลู่ แฟนเธอดีกับเธอจังเลยนะ" หวังชิวหม่านยืนมองคอมพิวเตอร์ของซ่งเสวี่ยลู่อย่างพินิจพิเคราะห์ รู้สึกอิจฉามากที่มีคนใช้ของดีขนาดนี้ และอยากได้บ้าง
"อิอิ ใช่จ้ะ เขาดีมาก"
หลี่ซินเฉียวแอบจำรุ่นคอมพิวเตอร์แล้วไปค้นหาในเน็ต ปรากฏว่าราคาตั้ง 18,000 หยวน!
เธออดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา "ว้าว 18,000 หยวน แพงหูฉี่เลย! แฟนเธอเป็นทายาทเศรษฐีรุ่นที่สองเหรอ? รวยจังเลยนะ"
หลี่ซินเฉียวเริ่มระแคะระคายสงสัยว่าซ่งเสวี่ยลู่อาจจะถูกเสี่ยกระเป๋าหนักจากข้างนอกเลี้ยงดูอยู่
เมื่อได้ยินราคา ซ่งเสวี่ยลู่เองก็คาดไม่ถึงว่าคอมพิวเตอร์จะแพงขนาดนี้ เธอคิดว่าราคาคงแค่เจ็ดแปดพันหยวน และอีตานั่นก็ซื้อมาตั้งสองเครื่อง
แต่เขาก็ยอมทุ่มเงินเพื่อเธอ เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจเธอก็พองโตด้วยความหวานชื่น
"เอ่อ เขาไม่ใช่ทายาทเศรษฐีหรอก เขาแค่เริ่มทำธุรกิจส่วนตัวแล้วพอหาเงินได้บ้างน่ะ"
พอหลี่ซินเฉียวได้ยินว่าไม่ใช่ลูกคนรวย ในใจก็รู้สึกสะใจลึกๆ และแอบเบะปาก ที่แท้ก็เป็นเสี่ยแก่ๆ ที่ทำธุรกิจจนรวย คงจะอายุไม่น้อยแล้วสินะ ดูท่าจะโดนเลี้ยงจริงๆ ด้วย นึกว่าไปตกถังข้าวสารทายาทเศรษฐีที่ไหนได้
ความรู้สึกไม่สมดุลในใจก่อนหน้านี้กลับมาสมดุลทันที
ทว่าหลี่ซินเฉียวไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่รู้สึกดูแคลนซ่งเสวี่ยลู่ในใจ
วงสนทนาของผู้หญิงมักเต็มไปด้วยเรื่องซุบซิบ ไม่นานนัก สาวๆ เกือบทั้งชั้นของหอพักก็รู้ข่าวว่าซ่งเสวี่ยลู่มีคอมพิวเตอร์ไฮเอนด์และโทรศัพท์ราคาแพงรวมมูลค่ากว่าหมื่นหยวน!
พอถึงสี่ทุ่ม ก็เริ่มมีคนปล่อยข่าวลือผิดๆ ว่าเธอถูกเสี่ยเลี้ยง
ข่าวลือพวกนี้ลอยมาเข้าหูซ่งเสวี่ยลู่จนได้ หวังชิวหม่านเพื่อนสนิทของเธอเป็นคนมาบอก เธอไม่รู้ว่าใครเป็นต้นตอข่าวลือ และหวังชิวหม่านเองก็รู้สึกโกรธแทนเพื่อน
แต่ซ่งเสวี่ยลู่ไม่ได้โกรธ เธอแค่รู้สึกว่าถ้าปล่อยให้ลือกันต่อไป เรื่องอาจจะถูกใส่สีตีไข่จนเลยเถิด เธอจึงส่งข้อความหามู่หยาง:
"หยางหยาง ฉันหงุดหงิดจัง เพื่อนหลายคนลือว่าฉันโดนเสี่ยเลี้ยง"
"ที่เขาพูดก็ไม่ผิดหรอก ฉันก็คือว่าที่เศรษฐีในอนาคตจริงๆ เลี้ยงเมียตัวเองผิดตรงไหน?"
มู่หยางพูดแบบนั้น แต่ในใจก็รู้ว่าการที่ภรรยาถูกนินทาลับหลังจะส่งผลเสียต่อเธอ
เขาไม่ทันคิดมาก่อนว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้ ถ้าตอนเปิดเทอมซ่งเสวี่ยลู่แต่งตัวใช้ของแบรนด์เนมตั้งแต่แรก จนคนติดภาพว่าเป็นคุณหนูไฮโซ คงไม่มีใครกล้านินทาเธอแบบนี้
ปกติฐานะเพื่อนในห้องก็ไม่ได้ต่างกันมาก แต่จู่ๆ มาค้นพบว่าเพื่อนคนหนึ่งรวยกว่าตัวเองขึ้นมาผิดหูผิดตา เป็นธรรมดาที่คนจะรู้สึกอิจฉาตาร้อน
ไม่ต้องพูดถึงซ่งเสวี่ยลู่ ตอนที่มู่หยางหิ้วแล็ปท็อปกลับหอ รูมเมทของเขาก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เพื่อนบางคนพูดจากระแนะกระแหนว่าแฟนเขาสวยและรวยมาก หาว่าเขาเกาะผู้หญิงกิน
มีแต่เจ้าอ้วนที่รู้ที่มาของเงินมู่หยาง ตอนแรกจะช่วยแก้ต่างให้ แต่มู่หยางห้ามไว้ บอกว่าปล่อยให้พวกเขาเข้าใจผิดและอิจฉาไปเถอะ
"เชอะ ไม่คุยกับคุณแล้ว"
มู่หยางยิ้มแล้วตอบข้อความกลับไป: "อื้ม รอก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะมีเซอร์ไพรส์ รับรองว่าต่อไปจะไม่มีใครว่าเธอโดนเลี้ยงอีก"
หากความอิจฉาแปรเปลี่ยนเป็นความริษยาที่สิ้นหวังเพราะห่างชั้นกันเกินไป ข่าวลือย่อมยุติลงเอง