- หน้าแรก
- หนึ่งในใต้หล้า วิถีคนเหนือโลก
- บทที่ 25 - ป่าเถื่อน
บทที่ 25 - ป่าเถื่อน
บทที่ 25 - ป่าเถื่อน
บทที่ 25 - ป่าเถื่อน
สิบกว่าวันที่ผ่านมา จงเยว่จดจ่ออยู่กับการฝึกฝนแต่เพียงอย่างเดียว จนไม่ได้รับรู้เรื่องราวภายนอก เมื่อหอถ่ายทอดคัมภีร์เปิดขึ้นอีกครั้งในวันนี้ จึงเห็นศิษย์ฝ่ายบนจำนวนมากจับกลุ่มสนทนา หัวข้อที่พูดคุยกันมักหนีไม่พ้นการประลองไร้กฎเกณฑ์ที่จะมีขึ้นตอนสิ้นปี
“ข้าเพิ่งเข้าสู่ฝ่ายบนได้ไม่นาน ยังไม่รู้เลยว่าศิษย์ฝ่ายบนจะให้ความสำคัญกับการประลองไร้กฎเกณฑ์มากขนาดนี้!”
จงเยว่เดินมาตลอดทาง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันแผ่ออกมาจากร่างของศิษย์ฝ่ายบนเหล่านี้ ในใจอดถอนหายใจไม่ได้ “แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์จากตระกูลยากจนหรือตระกูลใหญ่ หากอายุสิบหกปีแล้วยังไม่สามารถสร้างวิญญาณได้ ก็จะถูกขับลงจากเขา ดังนั้นการประลองไร้กฎเกณฑ์ครั้งนี้ คงเป็นความหวังเดียวของศิษย์ฝ่ายบนทุกคนที่จะได้เป็นผู้ฝึกปราณ! แน่นอนว่าหากข้าทำได้ตามเงื่อนไขของซินหั่ว ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งตำหนักจิตว่างก็สร้างวิญญาณได้ เพียงแต่เงื่อนไขของซินหั่วนั้นสูงลิบลิ่ว แทบจะเรียกได้ว่าวิปริต ด้วยความสามารถของข้าในตอนนี้ยังห่างไกลนัก”
ด้านหน้าหอถ่ายทอดคัมภีร์ ยังมีศิษย์จำนวนไม่น้อยลงมือประลองฝีมือกัน ไม่เพียงใช้วิชาเพ่งจิตต่อสู้หลากหลายรูปแบบ ยังมีการใช้เสาเทวะโทเท็มและศาสตราวุธวิญญาณอันล้ำค่า การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด
ศิษย์ฝ่ายบนนับร้อยยืนมุงดูอยู่รอบๆ แบ่งเป็นวงล้อมเล็กๆ หลายวง แต่ละวงมีศิษย์สองคนประชันฝีมือกัน งัดกลยุทธ์สารพัดออกมาใช้ วิชาเพ่งจิตนานาชนิดถูกสำแดงออกมา
จงเยว่ยังเห็นบางคนมีปีกงอกออกมา บินโฉบเฉี่ยวอยู่กลางอากาศ ศาสตราวุธวิญญาณพุ่งไปมารวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดฟันกันกลางเวหา แสงสีตระการตาจากวิชาต่อสู้ปรากฏขึ้นไม่ขาดสาย!
“นี่ทำอะไรกัน? เอ๊ะ ทำไมฝ่ายบนถึงมีคนหน้าแปลกๆ เพิ่มขึ้นเยอะขนาดนี้?”
จงเยว่เพ่งมอง ก็เห็นว่าฝ่ายที่เข้าร่วมต่อสู้นั้นล้วนเป็นคนหน้าแปลก ปะทะกับศิษย์ฝ่ายบน ทันใดนั้น ศิษย์ฝ่ายบนคนหนึ่งก็ถูกตีร่วงลงมาจากกลางอากาศ กระแทกพื้นอย่างแรง นอนแน่นิ่งลุกไม่ขึ้น โชคดีที่ไม่ถึงแก่ชีวิต
เห็นได้ชัดว่า นี่ไม่ใช่การประลองธรรมดา การประลองระหว่างศิษย์ร่วมสำนักควรจะรู้แพ้รู้ชนะแล้วหยุด แต่คนพวกนี้ลงมือหนักเกินไป ไม่เหมือนการประลองกันเอง!
“อั้ก—”
ทันใดนั้น จงเยว่เห็นร่างที่คุ้นเคยในวงต่อสู้หนึ่งลอยลิ่วขึ้นสูง ถูกคู่ต่อสู้โจมตีจนลอยค้างกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงสู่พื้นอย่างหมดสภาพ
จงเยว่ส่งกระแสจิต พลังจิตพุ่งออกมากลายเป็นมังกรวารี รับร่างคนผู้นั้นไว้แล้ววางลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล จงเยว่ก้าวเข้าไปถาม “ศิษย์พี่เหอ เกิดอะไรขึ้น? พวกเขาเป็นใคร?”
คนที่ถูกซัดกระเด็นออกมาคือเหอเฉิงชวน เขายกมือเช็ดเลือดที่มุมปาก กล่าวด้วยความโกรธแค้นว่า “เจ้าพวกนี้คือศิษย์ฝ่ายนอกที่ไปฝึกวิชาในฝ่ายใน มาท้าตีท้าต่อยที่ฝ่ายบน!”
“ศิษย์ฝ่ายนอกที่ฝึกในฝ่ายใน?”
จงเยว่ชะงักไปเล็กน้อย พลันเข้าใจในทันที หากต้องการเป็นศิษย์ฝ่ายในเพื่อติดตามฝึกวิชากับเจ้าตำหนักหรือผู้อาวุโสของสำนักประตูกระบี่ จำเป็นต้องสร้างวิญญาณและกลายเป็นผู้ฝึกปราณเสียก่อน แต่ทว่าตระกูลใหญ่ๆ มักจะมีอภิสิทธิ์บางอย่าง ศิษย์ระดับแกนหลักของตระกูลใหญ่จะถูกผู้ฝึกปราณในตระกูลรับไปดูแล คอยสั่งสอนถ่ายทอดวิชาและชี้แนะการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา
อย่างเช่นอวี๋เฟยเยี่ยนจากเผ่าโหย่วอวี๋ นางสามารถขึ้นเขาไปขอคำชี้แนะเรื่องการฝึกฝนจากผู้ฝึกปราณเผ่าโหย่วอวี๋ได้ทุกเมื่อ เพียงแต่อวี๋เฟยเยี่ยนไม่ชอบพักอยู่ในเขตฝ่ายใน ในขณะที่ศิษย์แกนหลักของตระกูลอื่นมักจะพักอยู่ในเขตฝ่ายใน ทำให้ปกติแทบไม่ได้เจอหน้าศิษย์ฝ่ายบน
คนเหล่านี้แม้จะฝึกฝนอยู่ในเขตฝ่ายใน แต่สถานะยังคงเป็นศิษย์ฝ่ายนอก เมื่อถึงการประลองไร้กฎเกณฑ์ช่วงสิ้นปี ก็ต้องมาร่วมการทดสอบเช่นกัน ตอนนี้วันประลองใกล้เข้ามาแล้ว จึงมีศิษย์กลุ่มนี้เดินทางมาจากเขตฝ่ายในไม่น้อย
ส่วนสาเหตุที่ลงมือกับศิษย์ฝ่ายบน ก็เพราะพวกเขายังไม่คุ้นเคยกับฝีมือของศิษย์ฝ่ายบน จึงอยากลองเชิงดูว่ามีใครบ้างที่พอจะเป็นภัยคุกคามต่อตนเองได้
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
“คนที่มาคราวนี้ เป็นศิษย์แกนหลักของสกุลสุ่ยถูและสกุลหลีซาน หนึ่งในสิบตระกูลใหญ่ ไม่ใช่แค่ข้าที่โดนเล่นงาน ศิษย์พี่หญิงถิงก็โดนด้วย!”
เหอเฉิงชวนบ้วนเลือดปนน้ำลายออกมา กล่าวอย่างเดือดดาลว่า “ไร้เหตุผลสิ้นดี ตกลงกันว่าจะไม่ลงมือหนัก แต่สุดท้ายศิษย์พี่หญิงถิงกลับถูกพวกมันตีจนบาดเจ็บสาหัส!”
“สกุลสุ่ยถู?”
ประกายตาวาวโรจน์พาดผ่านดวงตาของจงเยว่ ความโกรธแค้นพวยพุ่งขึ้นในใจ แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย “สกุลสุ่ยถู! ผู้ฝึกปราณสกุลสุ่ยถู สมคบคิดกับเผ่ามาร ปล่อยเจ้าแม่นิมิตสวรรค์ออกมา ผู้นำระดับสูงของสกุลสุ่ยถูเรียกตัวศิษย์น้องสุ่ยชิงเหยียนขึ้นเขา ผลสุดท้ายศิษย์น้องสุ่ยกลับถูกเจ้าแม่นิมิตสวรรค์สิงร่าง วิญญาณแตกสลาย! หึๆ...”
“แค่ยกมือมังกรวารีก็บินออกมา ศิษย์น้องท่านนี้ฝีมือไม่เลว สนใจจะประลองกันสักหน่อยไหม?”
ศิษย์ผู้ที่ทำร้ายเหอเฉิงชวนจับจ้องมาที่จงเยว่ ยิ้มกล่าวว่า “ข้าดูจากมังกรวารีที่เจ้าเพ่งนิมิตออกมา แฝงไว้ด้วยโทเท็มสายฟ้า ดูเหมือนจะซ่อนเคล็ดกระบี่สายฟ้าฟาดไว้ เจ้าก็น่าจะเป็นศิษย์ของท่านปู่ผู๋สินะ? ฝีมือศิษย์ของท่านปู่ผู๋ ข้าลองมาหมดแล้ว ธรรมดามาก แต่เจ้าไม่เหมือนคนอื่น ถึงกับผสานโทเท็มมังกรวารีเข้ากับโทเท็มสายฟ้าได้ ดูท่าเจ้าจะได้รับการถ่ายทอดวิชามาอย่างแท้จริง มีฝีมือพอตัว”
สายตาของเขาเฉียบคมยิ่งนัก สมกับเป็นศิษย์ที่ติดตามผู้ฝึกปราณฝึกฝน เพียงแค่ประสบการณ์และความรอบรู้ ก็เหนือกว่าศิษย์ฝ่ายบนทั่วไปมากโข
จงเยว่สีหน้าเรียบเฉยดุจน้ำนิ่งในบ่อลึก กล่าวเสียงเบาว่า “เจ้าเป็นคนสกุลสุ่ยถูหรือสกุลหลีซาน?”
ศิษย์ผู้นั้นยิ้มตอบ “สุ่ยลิ่งซาน สกุลสุ่ยถู”
จงเยว่พยักหน้า ก้าวเดินออกไป เหอเฉิงชวนทนเจ็บรีบคว้ามือเขาไว้ กระซิบว่า “ศิษย์น้องจง อย่าลงมือหนัก สกุลสุ่ยถูเป็นหนึ่งในสิบตระกูลใหญ่ เจ้าไปล่วงเกินสกุลเถียนเฟิงแล้ว ประลองแค่เสมอกันก็พอ...”
จงเยว่สะบัดมือเขาออกเบาๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ศิษย์พี่วางใจ ข้ารู้ลิมิตดี”
“อย่าลงมือหนัก?”
สุ่ยลิ่งซานแห่งสกุลสุ่ยถูหัวเราะร่า กล่าวว่า “ควรจะเป็นข้ามากกว่าที่ไม่ควรลงมือหนัก บอกตามตรง เมื่อครู่ตอนสู้กับเขา ข้าใช้แรงไปแค่เจ็ดส่วน ศิษย์น้องท่านนี้ เจ้าลงมือให้เต็มที่ได้เลย หวังว่าเจ้าจะมีฝีมือที่เข้าท่าหน่อยนะ”
“ได้”
ทั้งสองยืนห่างกันสิบวา จงเยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากขยับ “สกุลสุ่ยถู...”
ตูม!
แผ่นหินใต้เท้าของเขาระเบิดออกกระทันหัน เศษหินปลิวว่อน ตรงจุดที่จงเยว่ยืนอยู่ พื้นดินยุบตัวลง ปรากฏรอยเท้าลึกหนึ่งคืบ รูปร่างเหมือนกรงเล็บมังกร ใหญ่กว่ารอยเท้าคนทั่วไปนับสิบเท่า ราวกับมีมังกรดุร้ายออกแรงเหยียบจนพื้นถล่ม!
ร่างของจงเยว่พุ่งทะยานออกไปในชั่วพริบตา ในขณะที่พุ่งออกไป เสียงมังกรคำรามดังกึกก้อง รอบกายปรากฏมังกรวารีดุร้ายบิดตัวม้วนพันรอบร่างกายและลำตัวของเขาอย่างรวดเร็ว!
สุ่ยลิ่งซานกระพริบตา พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง จงเยว่ก็มายืนอยู่ตรงหน้า แขนข้างหนึ่งพันด้วยร่างมังกรขนาดมหึมา แขนทั้งข้างดูน่ากลัวยิ่งนัก หมัดหนักๆ กระแทกเข้าที่หน้าอกของเขาเต็มแรง!
ตุ้บ!
เสียงดังสนั่นราวกับกลองรบ ตามมาด้วยเสียงกระดูกหักดังกรอบแกรบ ร่างของสุ่ยลิ่งซานงอตัว ปลิวกระเด็นไปด้านหลัง ชนเสาหินขนาดเท่าถังน้ำหน้าหอถ่ายทอดคัมภีร์หักสะบั้นดังเปรี้ยง กลิ้งหลุนๆ ไปไกลหลายสิบวา!
หน้าหอถ่ายทอดคัมภีร์ การต่อสู้ในจุดอื่นยังดำเนินอยู่ แต่การโจมตีของจงเยว่ครั้งนี้ เสียงระเบิดดังต่อเนื่องราวกับเสียงฟ้าผ่า เสียงฟ้าร้องกลิ้งจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น ช่างน่าตื่นตะลึง สะเทือนเลื่อนลั่นอย่างหาที่เปรียบมิได้
พลังระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ทำให้ผู้คนต้องหันมามอง!
ในขณะนั้น การต่อสู้คู่อื่นๆ หยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังประมือหรือผู้ชมฝ่ายบน ต่างพากันหันมามองทางนี้
“พี่น้องลิ่งซาน!”
ศิษย์สกุลสุ่ยถูสองคนร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบวิ่งเข้าไปพยุงสุ่ยลิ่งซานขึ้นมา เห็นสุ่ยลิ่งซานตัวอ่อนปวกเปียก ซี่โครงหน้าอกหักไปเจ็ดแปดซี่
“เจ็บหนักขนาดนี้เชียว?”
ศิษย์สกุลสุ่ยถูสองคนหน้าถอดสี หันกลับมามองอย่างดุเดือด ตวาดว่า “ประลองกับเพื่อนร่วมสำนัก เจ้าลงมือโหดเหี้ยมเกินไปแล้วกระมัง?”
“ข้ายั้งมือแล้ว ไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด”
จงเยว่สีหน้าเรียบเฉย กล่าวว่า “ข้าใช้แรงแค่เจ็ดส่วน ถ้าใช้สิบส่วน เขาคงรับหมัดข้าไม่ได้แม้แต่หมัดเดียว”
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา เด็กน้อยซินหั่วสอนสั่งว่า “พลังของเจ้ายังไม่ ‘เฉียบ’ พอ ถ้าพลังเฉียบพอ เวลาซัดถูกศัตรู ตัวศัตรูจะต้อง ‘กรอบ’ ไปด้วย แตะนิดเดียวก็แตก! อย่าว่าแต่เจ็ดส่วนเลย ต่อให้ห้าส่วน ก็ต่อยให้ตายคาที่ได้แล้ว! เจ้ายังต้องฝึกต่อ ยังทำได้ไม่ถึงคำว่าเฉียบอย่างแท้จริง!”
“แรงเจ็ดส่วน?”
ศิษย์สกุลสุ่ยถูสองคนแค่นเสียงเย็นชา คนหนึ่งพยุงสุ่ยลิ่งซานออกไป อีกคนก้าวออกมาแสยะยิ้ม “เจ้าเป็นศิษย์ท่านปู่ผู๋? ฝึกวิชาสายกายภาพสินะ? มิน่าเล่าความเร็วถึงได้น่ากลัวนัก วิชาสายกายภาพล้วนๆ ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งกว่าคนอื่นมาก ในการต่อสู้ระยะประชิด พี่น้องลิ่งซานไม่ทันระวังตัวเลยถูกเจ้าชิงจังหวะ ถึงได้พลาดท่า! หากเขาเตรียมตัวไว้ก่อน มีหรือจะถูกเจ้าเล่นงานได้ง่ายดายปานนี้?”
เขาสะบัดมือ เสาเทวะโทเท็มต้นหนึ่งลอยออกมา คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าแผ่กระจายออกจากเสาโทเท็มราวกับคลื่นน้ำ ขยายวงกว้างไปหลายสิบวา ศิษย์ฝ่ายบนทุกคนที่ถูกคลื่นจากเสาโทเท็มนี้ครอบคลุมต่างรู้สึกเหมือนยืนอยู่ในน้ำ เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก
เสาเทวะโทเท็มทั่วไปครอบคลุมพื้นที่ได้เพียงสองสามวา แต่เสาต้นนี้กลับครอบคลุมได้หลายสิบวา เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เสาโทเท็มที่ศิษย์ธรรมดาจะมีได้!
“พวกบ้าพลังกาย เดินหลงทางเข้าสู่วิถีนอกรีต ไร้ประโยชน์ที่สุด เสาโทเท็มเพียงต้นเดียว ก็สะกดพวกบ้าพลังกายได้อยู่หมัด!”
ศิษย์สกุลสุ่ยถูผู้นั้นมองดูมังกรวารีที่พันรอบตัวจงเยว่ แล้วหัวเราะเยาะ “ยิ่งไปกว่านั้น โทเท็มมังกรวารีของเจ้ามีแต่หนัง ไม่มีเนื้อ ไม่มีเลือด ไม่มีกระดูก ไม่ได้รับการถ่ายทอดแก่นแท้มาเลยสักนิด! ลงมือสิ ให้ข้าดูหน่อยว่าแรงเจ็ดส่วนของเจ้าเป็นอย่างไร!”
จงเยว่ยกเท้า กระทืบลงอย่างแรง ทันใดนั้นคลื่นน้ำที่แผ่ออกมาจากเสาโทเท็มก็พุ่งขึ้นฟ้าเหมือนสึนามิ แรงกดดันที่เสาโทเท็มกดทับทุกคนไว้พลันมลายหายไปจนสิ้น!
ศิษย์สกุลสุ่ยถูผู้นั้นตกใจสะดุ้ง เห็นหมัดของจงเยว่พุ่งมาถึงตรงหน้าแล้ว รีบเพ่งจิตป้องกัน แต่จะทันการได้อย่างไร?
“แรงเจ็ดส่วน”
จงเยว่กล่าวเรียบๆ หมัดกระแทกทำลายภาพนิมิตที่พลังจิตของอีกฝ่ายเพิ่งก่อตัวขึ้นจนแตกละเอียด ศิษย์สกุลสุ่ยถูผู้นั้นราวกับถูกแรดไซยักษ์พุ่งชน ปลิวกระเด็น กลิ้งหลุนๆ ไปไกลหลายสิบวา!
“เพ่งจิตไม่ทัน ถึงกับเพ่งจิตไม่ทัน! ความเร็วของเขาทำไมถึงได้เร็วขนาดนี้?”
สมองของศิษย์สกุลสุ่ยถูผู้นั้นอื้ออึง กระอักเลือดออกมาคำโต พยายามดิ้นรนลุกขึ้นแต่ก็ล้มลงไปอีก ทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น “พลังระเบิดของเขา ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้?”
“ยังมีศิษย์สกุลสุ่ยถูอีกไหม?”
จงเยว่มองไปรอบๆ หน้าหอถ่ายทอดคัมภีร์ ศิษย์ฝ่ายบนนับร้อยเงียบกริบ มีเพียงเสียงของเขาดังก้อง “ข้าจะสู้สิบคน”
[จบแล้ว]