แชร์เรื่องนี้
บทที่ 324: จดหมายตอบรับเข้าเรียน สวีซิ่วเหยียนนอนกึ่งนั่งพิงอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงช้ำ บางครั้งก็ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด อาการเหล่านี้ไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด ตอนนี้ร่างกายของเธอเจ็บปวดจริงๆ การแท้งครั้งนี้เป็นแผนการของเธอเอง ตอนที่แกล้งล้ม เธอจงใจใช้แรงกระแทกที่หน้าท้อง ตอนนั้นเธอกัดฟันเสี่ยงทุกอย่างโดยไม่รู้สึกกลัว แต่หลังจากนั้นถึงได้รู้ซึ้งถึงราคาที่ต้องจ่าย เสียใจไหม? ไม่! เพราะเธอได้บรรลุเป้าหมายทุกอย่างแล้ว อันที่จริง ผลลัพธ์ที่ได้มันดีเกินคาดด้วยซ้ำ อาจกล่าวได้ว่าแผนการทำร้ายตัวเองครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เธอควรจะตื่นเต้นและดีใจ... แต่พอได้ฟังคำพูดของกู้ยวี่ซูในตอนนี้ เธอกลับบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง มีความเย้ยหยัน ความขมขื่น และความรู้สึกอ้างว้างที่ไม่อาจหยุดยั้ง แต่เธอก็สวมบทบาทที่ต้องแสดงโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว "ฉันก็ไม่อยากร้องไห้หรอกค่ะ แต่ลูกไม่อยู่แล้ว ฉันรอมาตั้งนาน ในที่สุดก็มีวันนี้ แต่กลับต้องมาเจอเรื่องแบบนี้... ฮือ... ฉันนึกว่าถ้ามีลูก พ่อคุณจะให้ความสำคัญกับเรามากขึ้น ยังไงฉันก็อุ้มท้องหลานชายคนโตของตระกูลกู้ ฉันระวังตัวตลอดกลัวว่าจูอวิ๋นเอ๋อจะทำอะไร แต่ขนาดป้องกันขนาดนี้ ก็ยังพลาดท่าให้หล่อนจนได้!" "เป็นความผิดของฉันเอง ฉันปกป้องลูกไม่ได้ ฮือ... ฉันตั้งชื่อให้แกไว้แล้วด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้แกไม่อยู่แล้ว... คุณบอกว่าฉันใจดีมีเหตุผล แต่ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก ฉันแค่คิดว่าในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว จะไปคิดมากให้ได้อะไรขึ้นมา? รังแต่จะทำให้เรื่องแย่ลงแล้วให้คนนอกหัวเราะเยาะเปล่าๆ ฉันไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ฉันเลยยอมทำตามที่พ่อคุณขอ ไม่เอาเรื่องจูอวิ๋นเอ๋อทางกฎหมายแล้วยอมความกันเป็นการส่วนตัว แบบนั้นมันดีกับคุณ ดีกับฉัน และดีกับทุกคนในตระกูลกู้..." กู้ยวี่ซูกุมมือเธอไว้ สีหน้าดูซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง "ซิ่วเหยียน ผมเข้าใจทุกอย่าง คุณยอมเสียสละตัวเองเพื่อภาพรวม ต่อให้จูอวิ๋นเอ๋อจะร้ายกาจแค่ไหน เธอก็ยังเป็นแม่เลี้ยงผม ถ้าเธอโดนจับ ลูกๆ ของเธอก็ต้องเดือดร้อน และเราเองก็หนีไม่พ้นเหมือนกัน ชื่อเสียงและอนาคตของเราอาจจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพ่อ... ถ้าหน้าที่การงานพ่อมีปัญหา ตระกูลกู้ก็ลำบากแน่ เราเพิ่งกลับมา ยังตั้งหลักไม่ได้ ยังต้องพึ่งบารมีพ่ออยู่ ดังนั้นตอนนี้พ่อจะเกิดเรื่องไม่ได้ เราต้องอดทนไปก่อน แม้จะไม่ยุติธรรมกับคุณก็ตาม" "โชคดีที่หล่อนคงไม่มีโอกาสมาวุ่นวายกับคุณอีกแล้ว ถือเป็นเรื่องดีในเรื่องร้ายแล้วกัน" สวีซิ่วเหยียนพึมพำ "ใช่ค่ะ ในที่สุดหล่อนก็ไม่เป็นภัยคุกคามเราอีก ถ้าไม่มีหล่อน น้องๆ ของคุณคงก่อเรื่องอะไรไม่ได้มาก ฉันคิดว่าความลำบากของเราคงจบลงแล้วสินะ?" เธอชนะศึกครั้งนี้ แต่กลับรู้สึกสูญเสีย กู้ยวี่ซูดึงเธอเข้ามากอด "ความลำบากจบลงแล้วซิ่วเหยียน อย่าเสียใจไปเลย เราจะมีลูกด้วยกันอีก สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือคุณต้องพักฟื้น ผมจะจัดการเรื่องอื่นเอง..." สวีซิ่วเหยียนส่งเสียง "อือ" ในลำคอ แต่ก็อดเตือนไม่ได้ "คุณต้องตีเหล็กตอนกำลังร้อนนะ อย่ารอจนความรู้สึกผิดของพ่อคุณจางหายไป ไม่งั้นจะสายเกินไป เราต้องป้องกันไม่ให้จูอวิ๋นเอ๋อจนตรอกหรือหวนกลับมาได้อีก" กู้ยวี่ซูพยักหน้า อ้อมแขนกระชับแน่นขึ้น ไม่กี่วันต่อมา สวีเหมียนได้ยินระบบเล่าให้ฟังว่า "จูอวิ๋นเอ๋อถูกส่งไป 'พักฟื้น' ที่บ้านหลังเล็กเงียบสงบ ลูกชายคนโตไปดูแลด้วย ส่วนลูกคนเล็กกับลูกสาวยังอยู่บ้านตระกูลกู้ แต่ก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวกันหมด พระเอกเริ่มมีบทบาทแล้ว..." สวีเหมียนถามอย่างสงสัย "จูอวิ๋นเอ๋อโดนเขี่ยทิ้งง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอ? ความพยายามหลายปีสูญเปล่า หล่อนไม่อาละวาดหน่อยเหรอ?" ระบบตอบ "จะกล้าได้ไง? จุดอ่อนโดนบีบอยู่ ถ้ากล้าอาละวาดก็เข้าคุกสิ ทำร้ายทายาทตระกูลกู้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ ไม่ใช่แค่หล่อนที่จบเห่ ลูกๆ ก็จะพลอยซวยไปด้วย หล่อนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมเชื่อฟัง" "แล้วกู้หมิงซื่ออยากเขี่ยหล่อนทิ้งจริงๆ หรือแค่มาตรการชั่วคราวเพื่อให้คำตอบกับพระเอกนางเอก?" สวีเหมียนถามอีก "ยังไงก็เป็นผัวเมียกันมากว่าสิบปี ความผูกพันจะตัดขาดกันง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอ? ไหนว่าจูอวิ๋นเอ๋อมีวิธีมัดใจผู้ชายไง?" ระบบครุ่นคิด "เท่าที่ดู ความโกรธของกู้หมิงซื่อไม่ได้เสแสร้งนะ นางเอกอุ้มท้องหลานชายคนโต เขาคงตั้งตารออยู่เหมือนกัน พอจูอวิ๋นเอ๋อทำให้แท้ง เขาจะไม่โกรธได้ไง? ต่อให้แม่ผัวลูกสะใภ้จะชิงดีชิงเด่นกันแค่ไหน ก็ไม่ควรทำร้ายสายเลือด... นี่คงเป็นจุดที่เขารับไม่ได้ เขาคงอยากสั่งสอนจูอวิ๋นเอ๋อจริงๆ ไม่งั้นก็ให้คำตอบนางเอกไม่ได้" "แต่เขาก็ส่งกู้อวี้เฉิง ลูกชายคนโตของจูอวิ๋นเอ๋อไปอยู่ด้วย ดูเหมือนจะยังมีความห่วงใยเหลืออยู่บ้างนะ" สวีเหมียนยิ้มบางๆ "หรือบางที การเก็บจูอวิ๋นเอ๋อไว้อาจเป็นวิธีถ่วงดุลกู้ยวี่ซูกับสวีซิ่วเหยียนก็ได้" ระบบอึ้ง "ไม่... ไม่น่ามั้ง? โฮสต์หมายความว่า ถ้าวันไหนพระเอกนางเอกคุมไม่อยู่ เขาจะใช้จูอวิ๋นเอ๋อกับกู้อวี้เฉิงมางัดข้ออีกครั้งเหรอ?" สวีเหมียนพยักหน้า "คนมีอำนาจเขาไม่ชอบเล่นเกมถ่วงดุลอำนาจกันหรอกเหรอ?" ระบบพูดไม่ออกไปชั่วขณะ "สวีซิ่วเหยียนออกจากโรงพยาบาลหรือยัง?" "อือ เพิ่งออก แต่ไม่ได้ไปทำงาน พักฟื้นอยู่บ้านหลังแท้ง..." "ใครดูแล?" "กู้ยวี่ซู ช่วงนี้เอาใจใส่เป็นพิเศษ ตุ๋นซุปไก่ให้ทุกวัน ซักเสื้อผ้าให้ด้วยมือ..." ได้ยินแบบนั้น สวีเหมียนก็เลิกคิ้ว "ความสัมพันธ์ของพวกเขาข้ามผ่านความขัดแย้งและพัฒนาไปอีกขั้นหลังเหตุการณ์นี้เหรอ?" ระบบสำลักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงอ่อย "ไม่ได้พัฒนาไปอีกขั้นหรอก แต่ดูสนิทสนมกลมเกลียวกันมากกว่าเมื่อก่อน" ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ไม่ได้ทะเลาะกัน แต่เหมือนถึงจุดที่ไม่มีอะไรจะคุยกันนอกจากเรื่องงานการ ดูแล้วน่าเป็นห่วง ตอนนี้ในที่สุดน้ำแข็งก็ละลาย สวีเหมียนหัวเราะเบาๆ "สวีซิ่วเหยียนยอมจ่ายแพงขนาดนั้นเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้กู้ยวี่ซูตั้งมากมาย ต่อให้ใจเป็นหินก็ต้องหวั่นไหวบ้างแหละ แถมตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าสวีซิ่วเหยียนมีค่ามากกว่าเดิม ทำไมเขาจะไม่ทำดีด้วยล่ะ?" "มีค่ามากกว่าเดิมตรงไหน?" "นอกจากสร้างเส้นสายได้แล้ว ยังใจเด็ดพอที่จะใช้ตัวเองเป็นเบี้ยในแผนการ คนทั่วไปทำได้ที่ไหน? นี่มันคนทำการใหญ่ชัดๆ!" ระบบทำเมินความประชดประชันของเธอ แล้วถามตะกุกตะกัก "โฮสต์จะบอกว่า... กู้ยวี่ซูรู้ว่าการแท้งของนางเอกจริงๆ แล้วเป็นแผนทำร้ายตัวเองที่หล่อนกำกับเองงั้นเหรอ?" "แล้วคิดว่าไงล่ะ?" "..." หลังเงียบไปนาน ระบบถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ "แล้วทำไมเขาไม่ห้าม? นั่นลูกเขาเหมือนกันนะ..." สวีเหมียนแค่นเสียง "ทำไมต้องห้าม? ในฐานะผู้ได้รับผลประโยชน์ เขาแค่แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็พอ ให้คนอื่นรับบทตัวร้ายไป มือเขาไม่ต้องเปื้อนเลือดสักหยด" "แล้วโฮสต์คิดว่า... นางเอกรู้ไหม?" "แล้วนายคิดว่าไง?" ระบบเงียบไปอีกครั้ง ภาพความสนิทสนมกลมเกลียวที่เห็นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาพังทลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา จอมปลอมทั้งเพ! หลังจากนั้นเป็นเวลานาน สวีเหมียนก็ไม่ได้ยินระบบเอาเรื่องซุบซิบจากปักกิ่งมาเล่าให้ฟังอีก ราวกับว่ามันอกหักจากคู่รักคู่นั้นไปแล้ว สวีเหมียนเองก็ไม่ได้อยากรู้อยากเห็นอะไรมาก เธอห่วงมากกว่าว่าเมื่อไหร่จดหมายตอบรับเข้าเรียนจะมาถึง ในเวลาว่าง เธอยุ่งกับการหาวิธีให้ชาวบ้านในกองพลเหมาซานมีรายได้ เป็นเหอซิงเจี้ยนที่ช่วยเสนอไอเดีย: พัฒนาการปลูกไม้ผลให้เหมาะกับสภาพท้องถิ่น กองพลเหมาซานอยู่ติดภูเขา พื้นที่ตีนเขากว้างใหญ่แต่แห้งแล้งเกินไป ปลูกธัญพืชต้องเหนื่อยหลายเดือนแต่ผลผลิตแทบไม่คุ้มทุน กองพลผลิตเลยเลิกเกณฑ์คนไปดูแล ปล่อยให้ปลูกต้นไม้ทิ้งๆ ขว้างๆ ส่วนใหญ่เป็นลูกพลับป่ากับวอลนัท พอถึงหน้าใบไม้ร่วง ชาวบ้านก็ไปเก็บมาให้ลูกหลานกินเล่น ซึ่งน่าเสียดายของ สวีเหมียนไม่มีความรู้เรื่องเกษตรกรรม ผักและธัญพืชในมิติโตวันโตคืนเพราะน้ำพุวิเศษช่วย ต่อให้ฝีมือห่วยแค่ไหนก็งอกงาม ถ้าให้ไปทำไร่จริงๆ เธอคงไปไม่เป็น เธอมีความรู้เรื่องปลูกไม้ผลแค่หางอึ่ง เลยถามเหอซิงเจี้ยนเยอะมาก เธอกลัวความหวังดีจะกลายเป็นความประสงค์ร้าย เหอซิงเจี้ยนอธิบายทุกอย่างให้ฟัง แล้วสรุปว่า "พื้นที่นั้นเหมาะกับไม้ผลไหม และควรปลูกอะไร ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตัดสิน ฉันพอรู้จักคนในกรมเกษตร เดี๋ยวจะให้เขาส่งนักวิชาการมาสำรวจพื้นที่ ถ้าเป็นไปได้ก็ลุย ถ้าไม่ได้ค่อยหาวิธีอื่น" สวีเหมียนโผเข้ากอดเขา แสดงความขอบคุณด้วยการกระทำ หลังจากดื่มด่ำกับช่วงเวลานั้น เหอซิงเจี้ยนยิ้มและว่า "จริงๆ แล้วฉันก็มีเจตนาแอบแฝงส่วนตัวด้วย..." "หือ?" "ลืมแล้วเหรอ? พอเธอไปเรียนมหาวิทยาลัย ฉันก็จะย้ายเข้าเมืองเหมือนกัน ถึงตอนนั้นฉันคงต้องดูแลเรื่องปากท้องชาวบ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีหรือไม่ดีก็อยู่ในความรับผิดชอบของฉัน ฉันอยากช่วยหาทางให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างน้อยก็ให้มีข้าวกินมีเสื้อใส่ เราจะใช้กองพลเหมาซานเป็นพื้นที่นำร่อง ถ้าได้ผลดี กองพลอื่นก็ทำตามได้..." ได้ยินดังนั้น สวีเหมียนไม่หวงคำชม "คุณต้องเป็นข้าราชการที่ดีที่นำความสุขมาให้ประชาชนได้แน่ๆ!" เหอซิงเจี้ยนกล่าว "ถ้าเธอคาดหวังแบบนั้น ฉันจะทำให้เป็นจริงแน่นอน!" เหอซิงเจี้ยนรับช่วงต่อจัดการเรื่องต่างๆ แค่คำพูดคำเดียวของเขา แต่ถ้าเป็นเธอพยายามทำเอง อาจจะวิ่งเต้นจนขาขวิดโดยไม่มีใครสนใจ ตอนที่นักวิชาการจากกรมเกษตรลงพื้นที่สำรวจกองพลเหมาซาน สวีเหมียนก็ได้รับจดหมายตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยในที่สุด ตอนสมัครเธอระบุที่อยู่เป็นที่ทำงาน จดหมายเลยส่งตรงมาที่โรงงานอาหาร ทันทีที่ได้รับ สวีเหมียนตื่นเต้นยิ่งกว่าชาติก่อนเสียอีก ระบบก็ตะโกนด้วยความดีใจ "ยินดีด้วยโฮสต์! สุดยอดไปเลย! รู้ไหมว่านักศึกษามหาวิทยาลัยยุค 60 มีค่าแค่ไหน? โฮสต์โชคดีมากที่มาถูกจังหวะ อีกไม่กี่ปีต่อให้ยากเรียนก็ไม่ได้เรียนแล้ว..." สวีเหมียนลูบจดหมายตอบรับเรียบๆ ใบนั้น ยิ่งมองยิ่งชอบ ความพยายามไม่เคยทรยศใครจริงๆ ความสำเร็จที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงแบบนี้มันอุ่นใจกว่าเยอะ เธอฉลองด้วยการเทขายธัญพืชล๊อตใหญ่ในตลาดมืด... ถือเป็นการคืนความสุขให้ประชาชน จากนั้นก็ฉลองกับเหอซิงเจี้ยน สองคนวางแผนอนาคตร่วมกันอย่างหวานชื่น สุดท้ายเธอก็กลับบ้าน เนื่องจากสวีฝูเหนียนออกไปส่งของอีกแล้ว ไม่มีใครให้ร่วมแบ่งปันความสุข เธอเลยไม่อยากเปลืองอารมณ์ แต่เฉียวซื่อหลานตื่นเต้นมาก ถามนั่นถามนี่ผิดปกติ น้ำเสียงแฝงความโศกเศร้าและความเสียดายที่ไม่อาจเก็บกดไว้ได้ ครั้งหนึ่ง เธอก็เคยมีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัย... มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง... แต่เธอทิ้งมันไป... ตอนนี้เสียใจไหม? เธอไม่เคยกล้าคิดลึกซึ้งหรือเผชิญหน้ากับมัน ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง เธอรู้สึกว่าเธอต้องไปแน่นอน... ไม่ใช่เพื่อไปตามนัดของฮั่นชิงเจิ้ง แต่เพื่อเรียนหนังสือและเปลี่ยนชะตาชีวิตตัวเอง ตอนนั้นเธอไม่ควรปล่อยให้เรื่องภายนอกมาบดบังดวงตา สุดท้ายเธอก็มองการณ์ไกลไม่พอ!
Close