เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 511 ขอบเขตสูงสุด?

บทที่ 511 ขอบเขตสูงสุด?

บทที่ 511 ขอบเขตสูงสุด?


เมื่อขวานในมือของจ้าวฝานเปล่งกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณออกมา ผู้คนในที่นั้นต่างพากันเปลี่ยนสีหน้า

ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของศาสตราจักรพรรดิ ทุกคนต่างเคยได้ยินกันดี หากสำแดงความสามารถออกมาได้อย่างสมบูรณ์ ก็เพียงพอที่จะทำลายล้างฟ้าดิน

ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงขวานเบิกฟ้าในมือของจ้าวฝาน ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสตราจักรพรรดิไม่กี่ชิ้นที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่กำเนิดจักรวาลเพียวเหมี่ยว ระดับความน่ากลัวของมันนั้นเหนือจินตนาการยิ่งนัก

"จ้าวฝาน เจ้าถึงกับงัดขวานเบิกฟ้าออกมา ดูท่าเจ้าจะตั้งใจจะเอาชีวิตข้าให้ได้สินะ!" โจวโหย่วจ้องมองขวานที่แผ่กลิ่นอายโบราณในมือของจ้าวฝาน แล้วกล่าวอย่างช้าๆ

"โจวโหย่ว ทั้งหมดนี้เจ้าบีบคั้นข้าเอง! หากไม่ทุ่มสุดกำลัง วันนี้ข้าคงต้องพ่ายแพ้ยับเยินแน่" น้ำเสียงของจ้าวฝานแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มาดูกันว่ากฎเกณฑ์แห่งเพลิงของเจ้าจะร้ายกาจ หรือขวานเบิกฟ้าของข้าจะเหนือกว่า!"

กล่าวจบ จ้าวฝานก็คำรามลั่น สองมือบีบกระชับด้ามขวานเบิกฟ้าราวกับคีมเหล็ก พลังเทพในกายหลั่งไหลเข้าสู่ตัวขวานอย่างต่อเนื่อง

ชั่วพริบตา ขวานเบิกฟ้าก็เปล่งแสงเจิดจ้า อักขระที่เคยซ่อนเร้นอยู่บนคมขวาน บัดนี้ส่องประกายระยิบระยับบาดตา ราวกับมีดวงดารานับไม่ถ้วนรวมตัวกันอยู่บนนั้น

พลังอันหนักแน่นขุมหนึ่งแผ่ขยายออกจากร่างของจ้าวฝานเป็นศูนย์กลางราวกับระลอกคลื่น ทุกที่ที่มันผ่านไป ห้วงมิติต่างสั่นสะเทือน ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับแบกรับน้ำหนักไม่ไหว

......

โจวโหย่วต้องเอาชีวิตเข้าแลกแล้ว ผู้คนมากมายต่างเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นในใจ

เมื่อมองเห็นฉากนี้ เซียนอันดับหนึ่งก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

จ้าวฝานยอมเสี่ยงตายสิดี ต่อให้ฆ่าโจวโหย่วไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องทำให้บาดเจ็บสาหัส

โจวโหย่วอยู่ห่างจากการครอบครองมหาเต๋าแห่งเพลิงเพียงก้าวเดียว เป็นหนึ่งในกำลังรบระดับสูงสุดของสำนักเฟยหยุน

หากทำให้เขาบาดเจ็บหนักล่วงหน้าได้ ย่อมเป็นเรื่องดียิ่งสำหรับแดนเซียนเพียวเหมี่ยว

......

จ้าวฝานเหวี่ยงขวานเบิกฟ้า ปราณขวานอันเจิดจ้าพุ่งทะยานออกไป

ปราณขวานนี้ประดุจสายฟ้าขนาดมหึมาที่ฟาดผ่านฟ้าดิน ฉีกกระชากความว่างเปล่าในพริบตา ฟันเข้าใส่โจวโหย่วอย่างดุดันด้วยอานุภาพดั่งอัสนีบาตฟาดฟัน

โจวโหย่วไม่กล้าประมาท เขาค่อยๆ หลับตาลง

ชั่วขณะต่อมา อาณาเขตดาราอันกว้างใหญ่ไพศาล ประหนึ่งภาพวาดอันยิ่งใหญ่อลังการ ก็ค่อยๆ คลี่กางออกต่อหน้าฝูงชน

ทางด้านซ้ายและขวาของอาณาเขตดารานี้ เป็นแถบอุกกาบาตที่ทอดยาวต่อเนื่องไม่ขาดสาย อุกกาบาตที่หนาแน่นเหล่านั้น ราวกับมังกรยักษ์สองตัวที่ขดตัวคดเคี้ยว

ส่วนตรงกลางของอาณาเขตดารา คือผืนทวีปราบเรียบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา

ที่สุดปลายของทวีป มองเห็นเทือกเขาอันยิ่งใหญ่สิบแปดลูกที่โอบล้อมกันอยู่อย่างเลือนราง ทิวเขาสลับซับซ้อน อลังการงานสร้าง เปรียบดั่งยักษ์ใหญ่สิบแปดตนที่ตั้งตระหง่านปกป้องโลกใบนี้

เมื่อฉากอันน่าตื่นตะลึงนี้ปรากฏขึ้น ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว แววตาเปี่ยมไปด้วยความยำเกรง

คนของสำนักเฟยหยุนยิ่งตื่นเต้นจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ แววตาเป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจ

เจิ้งอวี่มองดูภาพนี้ด้วยความตกตะลึงเช่นกัน เขาหันไปถามลั่วเชียนว่า "ท่านอาจารย์ นี่... นี่มันสำนักเฟยหยุนของพวกเราไม่ใช่หรือครับ?"

ถูกต้อง โลกใบเล็กที่โจวโหย่วแสดงออกมา แทบจะเหมือนกับสำนักงานใหญ่ของสำนักเฟยหยุนในความทรงจำของเจิ้งอวี่ทุกกระเบียดนิ้ว เพียงแต่ขาดความมีชีวิตชีวาไปเล็กน้อย

"ใช่แล้ว โลกใบเล็กของศิษย์พี่ถูกสร้างขึ้นโดยเลียนแบบสำนักของพวกเรา" ลั่วเชียนเม้มริมฝีปากเบาๆ แววตาฉายแววสะเทือนใจวูบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "เขาเคยพูดไว้ว่า หากวันหนึ่งสำนักเฟยหยุนต้องประสบภัยพิบัติถึงขั้นล่มสลาย เขาจะสลายตัวเอง ผสานเข้ากับฟ้าดินแห่งนี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในโลกใบเล็กของเขา"

ภายในใจของเจิ้งอวี่สั่นสะเทือนไม่หยุด คิดไม่ถึงเลยว่าศิษย์อาผู้พูดน้อย จะคิดการณ์ไกลไปถึงขั้นนี้แล้ว

"ท่านอาจารย์ แบบนี้จะได้ผลหรือครับ? โลกใบเล็กไม่สามารถรองรับสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาไม่ใช่หรือ?" เจิ้งอวี่ถามต่อ

"คนเป็นๆ ย่อมไม่ได้ แต่คนตายย่อมได้ มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าแดนลี้ลับมิติเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?" ลั่วเชียนเสริมว่า "เจ้าเคยคิดไหมว่า จักรวาลเพียวเหมี่ยวแห่งนี้เมื่อกาลเวลานานโพ้น ก็อาจเป็นเพียงโลกใบเล็กที่ก่อกำเนิดขึ้นภายในร่างกายของใครบางคนเท่านั้น"

เจิ้งอวี่ได้ยินคำนี้ ลมหายใจก็พลันถี่กระชั้นขึ้นมาทันที

หรือว่าขอบเขตสูงสุดของการบำเพ็ญเพียร คือการทำให้โลกใบเล็กของตนเองให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา จนกลายเป็นฟ้าดินแห่งหนึ่งด้วยตนเอง?

......

เมื่อภูเขาเขียวขจีสิบแปดลูกปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้คน กลิ่นอายของโจวโหย่วก็พุ่งสูงขึ้น ราวกับกลายเป็นผู้ปกครองฟ้าดินแห่งนี้

เขาก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว ทุกย่างก้าวหนักแน่นทรงพลัง ราวกับย่ำลงบนหัวใจของผู้คน

และโลกใบใหญ่เบื้องหลังของเขา ก็ติดตามไปดั่งเงาตามตัว สั่นไหวเบาๆ ตามการเคลื่อนไหวของเขา

"จงทำลายซะ!"

เสียงตวาดดังก้องกังวานราวกับระฆังใบใหญ่ สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วฟ้าดิน

โจวโหย่วยื่นมือออกไป แล้วตบลงไปเบื้องล่างอย่างแรง

ฝ่ามือนี้ห่อหุ้มด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวของโลกใบเล็กทั้งใบ กระแทกเข้าใส่ปราณขวานที่พุ่งเข้ามาของขวานเบิกฟ้าอย่างจัง

ทว่า แรงปะทะรุนแรงที่คาดการณ์ไว้กลับไม่เกิดขึ้น ปราณขวานที่ดูเหมือนจะมีอานุภาพไร้ขอบเขตนั้น กลับถูกบดขยี้อย่างง่ายดายภายใต้การโจมตีนี้ของโจวโหย่ว กลายเป็นแสงนับไม่ถ้วนสลายไปในอากาศ

โจวโหย่วอดแปลกใจไม่ได้ แม้จะมีการเสริมพลังจากโลกใบเล็กทำให้พลังของเขาเพิ่มขึ้นมหาศาลจริง แต่ก็ไม่น่าจะสลายการโจมตีเต็มกำลังของจ้าวฝานได้ง่ายดายถึงเพียงนี้

เรื่องที่ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่าตามมาติดๆ

ชั่วพริบตาต่อมา เห็นเพียงจ้าวฝานราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างทั้งร่างกระเด็นถอยหลังไป กระอักเลือดออกมาคำโตกลางอากาศ

เขาโซซัดโซเซดิ้นรนอยู่กลางอากาศครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ประคองตัวยืนหยัดอยู่บนความว่างเปล่าได้อย่างทุลักทุเล

......

"โจวโหย่ว นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะฝึกฝนจนถึงขั้นสุดยอดเพียงนี้ เกรงว่าคงห่างจากการครอบครองมหาเต๋าเพียงก้าวเดียวสินะ!" จ้าวฝานแสร้งทำสีหน้าหวาดกลัว แล้วตะโกนเสียงดังว่า "ลำพังแค่กลิ่นอายที่เจ้าปล่อยออกมา ก็กดดันจนข้าหายใจไม่ออกแล้ว!"

"ช่างเถอะๆ ฝีมือด้อยกว่าคนอื่น ตานี้ข้ายอมแพ้!"

กล่าวจบ จ้าวฝานก็เก็บกลิ่นอายบนร่าง แล้วร่อนลงสู่พื้นดินโดยตรง

ขุมกำลังจำนวนมากบนแท่นดาราต่างพากันจ้องมองตาค้าง แม้โจวโหย่วจะเป็นฝ่ายได้เปรียบตลอดการต่อสู้ แต่ก็ไม่เคยแสดงพลังที่บดขยี้ได้ขาดลอยขนาดนี้มาก่อน

หรือว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เผชิญหน้ากับโลกใบเล็กของโจวโหย่วโดยตรง จึงไม่สามารถรับรู้ถึงความร้ายกาจของมันได้?

แน่นอนว่า ในที่นั้นก็ไม่ขาดคนตาถึง ที่มองเห็นเงื่อนงำในทันที

"จ้าวฝานทำแบบนี้ฉลาดมาก รู้จักรักษาตัวรอด"

"หุบเขาเสวียนเฟิงกับสำนักเฟยหยุนก็ไม่ได้มีความแค้นลึกซึ้งชนิดอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งจริงๆ นั่นแหละ"

"พูดอีกก็ถูกอีก ข้าก็ว่าทำไมมันจบเร็วนัก"

"ทางเลือกนี้ฉลาดจริงๆ พวกเจ้าดูสำนักจิ่วเซียวสิ ดันอยากเสนอหน้าเป็นนกตัวแรกที่โผล่หัว ตอนนี้จุดจบเป็นยังไง? เจ้าสำนักโจวเจี่ยวตายยังไม่พอ ผู้อาวุโสที่มีฝีมือก็เหลือไม่กี่คน รอถึงงานชุมนุมเลื่อนระดับขุมกำลังครั้งหน้า จะรักษาตำแหน่งขุมกำลังดาวเคราะห์ระดับหนึ่งไว้ได้หรือเปล่ายังต้องตั้งคำถามเลย"

สิ่งที่คนเหล่านี้มองออก เซียนอันดับหนึ่งย่อมเข้าใจแจ่มแจ้งเช่นกัน

เขาลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วยสีหน้าทะมึน จ้องมองจ้าวฝานด้วยสายตาถมึงทึง

จ้าวฝานหลุบตาต่ำ จงใจหลบสายตาของเซียนอันดับหนึ่ง ไม่กล้าสบตาด้วย

เขารู้ดีแก่ใจว่า การที่เขางัดขวานเบิกฟ้าออกมา อาจจะพอต้านทานโลกใบเล็กของโจวโหย่วได้บ้าง

แต่โจวโหย่วก็มีศาสตราจักรพรรดิเช่นกัน หากโจวโหย่วเรียกศาสตราจักรพรรดิออกมา เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้

ในเมื่อยังไงก็ต้องแพ้ สู้ยอมแพ้เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อออมกำลังไว้ดีกว่า ไยต้องไปล่วงเกินสำนักเฟยหยุนเพื่อแดนเซียนเพียวเหมี่ยว แถมยังทำให้ตัวเองเจ็บตัวอีก

ต่อให้สุดท้ายแดนเซียนเพียวเหมี่ยวชนะในมหาสงครามกับสำนักเฟยหยุนแล้วอย่างไร?

อย่างไรเสียซานตี้ก็ได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณแห่งมหาเต๋ากับเขาไว้แล้ว ว่าหากสำนักเฟยหยุนพ่ายแพ้ จะบอกวิธรไปยังจักรวาลภายนอกแก่เขา

อย่างมากถึงตอนนั้นก็แค่ออกจากดินแดนแห่งความขัดแย้งนี้ ไปผจญภัยในจักรวาลภายนอกสักหน่อย

......

เมื่อเห็นจ้าวฝานทำเมินเฉยต่อสายตาของตน เซียนอันดับหนึ่งจึงข่มความโกรธในใจ จดบัญชีแค้นจ้าวฝานไว้เงียบๆ กะว่ารอจัดการเรื่องสำนักเฟยหยุนเสร็จเมื่อไหร่ ค่อยมาจัดการเจ้าคนดื้อด้านคนนี้ให้สาสม

"รอบแรกสำนักเฟยหยุนชนะ! รอบต่อไปให้หุบเขาเสวียนเฟิงตัดสินใจเลือกคนลงแข่ง" เสียงของเซียนอันดับหนึ่งราวกับลมหนาวเยือกเย็นที่ดังขึ้นข้างหูผู้คน

เมื่อได้ยินประกาศของเซียนอันดับหนึ่ง เหยาหย่วนเถาก็บิดเอวอ้อนแอ้นเดินออกมา

นางสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีม่วงหรูหรา ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามลม ราวกับดอกไวโอเลตที่กำลังบานสะพรั่ง

"พี่สาวเว่ยหลาน ข้าชื่นชมชื่อเสียงของท่านมานานหลายปี วันนี้เรามาประลองกัน เล่นกันให้สนุกเถอะนะ?" เหยาหย่วนเถากระดิกนิ้วเรียกเว่ยหลานเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

เว่ยหลานมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่ได้ยิน

นางเหยียบย่างไปบนความว่างเปล่า บินตรงขึ้นสู่กลางอากาศ

เหยาหย่วนเถาเห็นเช่นนั้น ในใจก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ก็ยังบิดเอวไล่ตามไปอย่างไม่รีบร้อน

......

"ท่านเจ้าสำนัก ท่านดูเหมือนจะไม่ได้เอาจริงเลยนะ!" จางฮว่าเขยิบเข้าไปใกล้จ้าวฝาน แล้วกระซิบกระซาบ

เขามีความแค้นลึกซึ้งกับสำนักเฟยหยุน หวังเต็มเปี่ยมว่าจ้าวฝานจะลงมือเต็มที่ ทางที่ดีคือตีโจวโหย่วให้บาดเจ็บหรือถึงตายได้ยิ่งดี เพื่อระบายความแค้นในใจเขา

"เจ้ากำลังสอนข้าทำงานรึ?" จ้าวฝานปรายตามองจางฮว่าอย่างเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน

ในสายตาของเขา จางฮว่าก็แค่สุนัขจนตรอกที่เนรคุณคนหนึ่ง แม้แต่สำนักตัวเองก็ยังทิ้งได้ลงคอ หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่คำขอของแดนเซียนเพียวเหมี่ยว เขาไม่มีทางรับจางฮว่าเข้าสำนักแน่

"เอ่อ ไม่กล้าครับ ไม่กล้า" จางฮว่าก้มหน้าลงทันที ทำท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัว แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยว่า "ท่านคิดว่าเหยาหย่วนเถาจะชนะไหมครับ?"

"ยาก" จ้าวฝานตอบสั้นๆ ได้ใจความ

แม้เว่ยหลานจะร่วงหล่นจากขอบเขตตี้จุน แต่ถึงอย่างไรนางก็เคยไปถึงระดับนั้นมาก่อน พื้นฐานย่อมลึกล้ำ

อีกทั้งยังมีข่าวลือว่านางถือครองศาสตรากึ่งจักรพรรดิ ความแข็งแกร่งยากจะคาดเดา

เหยาหย่วนเถาไม่น่าจะเป็นคู่มือของนางได้

"ข้าว่ามีโอกาสนะ นี่ไม่ใช่คำแนะนำของเขาหรือ?" จางฮว่าเอียงตัวเล็กน้อย บุ้ยปากไปทางเซียนอันดับหนึ่งอย่างเงียบเชียบ

การให้เหยาหย่วนเถาลงแข่ง เป็นการตัดสินใจของเซียนอันดับหนึ่งก่อนเริ่มงานชุมนุมเลื่อนระดับขุมกำลัง

จางฮว่าคิดว่าเซียนอันดับหนึ่งคงไม่ปล่อยไปโดยไม่มีการเตรียมการอะไรเลย อีกทั้งเขาคิดมาตลอดว่าสองคนนี้มีซัมติงกัน ด้วยทรัพยากรของแดนเซียนเพียวเหมี่ยว ไม่แน่ว่าเซียนอันดับหนึ่งอาจเตรียมไพ่ตายเด็ดๆ ไว้ให้เหยาหย่วนเถาก็ได้

......

เหยาหย่วนเถาตามมาถึงกลางอากาศ ยืนประจันหน้ากับเว่ยหลาน

ครั้งนี้ นางไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เพียงแค่ผายมือทั้งสองออก โลกใบเล็กที่ดูเหมือนความฝันมายาก็คลี่กางออกมาจากด้านหลัง

นั่นคือป่าท้ออันกว้างใหญ่ไพศาล ดอกท้อบานสะพรั่ง ดุจเมฆหมอกและท้องฟ้ายามเย็น

ท่ามกลางป่าท้อ มีลำธารใสจนเห็นก้นบึ้งสายหนึ่งไหลริน ส่งเสียงน้ำไหลดังจอกแจก

และในส่วนลึกของป่าท้อ มองเห็นหอไม้ไผ่อันวิจิตรตระการตาได้อย่างเลือนราง เพิ่มความงดงามเลิศหรูให้กับป่าท้อแห่งนี้อีกหลายส่วน

......

"มาถึงก็ปล่อยโลกใบเล็กเลยหรือ?"

เว่ยหลานเลิกคิ้ว สะบัดมือเรียวงาม โลกใบเล็กที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ปรากฏขึ้น

นั่นคือทะเลลึกอันกว้างใหญ่ น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มส่องประกายแวววาวแปลกตาภายใต้แสงสว่าง

แนวปะการังมหึมาราวกับพระราชวังใต้ทะเลตั้งเรียงราย ฝูงปลาหลากรูปร่างแหวกว่ายไปมา

มีสัตว์ทะเลขนาดใหญ่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเป็นระยะ ส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำ

"อุ๊ย พี่สาวเว่ยหลาน โลกใต้ทะเลลึกนี่ดูอลังการดีนะ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกับป่าท้อของข้าแล้ว ใครจะเหนือกว่ากัน?" เหยาหย่วนเถากล่าวเสียงหวาน แต่แววตากลับเผยความท้าทายออกมา

ปีนั้นนางก็เข้าร่วมการคัดเลือก แต่ผลปรากฏว่าฉายาสาวงามอันดับหนึ่งกลับถูกเว่ยหลานแย่งชิงไป

นางไม่เคยยอมรับผลนั้นเลย

เว่ยหลานไม่ได้ตอบโต้ เพียงแค่ผลักมือทั้งสองไปข้างหน้าอย่างแรง โลกใบเล็กแห่งทะเลลึกนั้นก็พุ่งเข้าบดขยี้ไปข้างหน้า

เหยาหย่วนเถาก็ไม่ยอมน้อยหน้า เร่งเร้าโลกใบเล็กของตนเข้าต้านรับเช่นกัน

โลกใบเล็กทั้งสองปะทะกันเสียงดังสนั่น วินาทีต่อมา กลีบดอกท้อในป่าท้อถูกคลื่นยักษ์จากทะเลลึกม้วนกวาด ปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า ลำธารเล็กๆ ก็ถูกคลื่นยักษ์ซัดจนพังทลาย

โลกใบเล็กของเว่ยหลานครองความได้เปรียบอย่างราบรื่น อย่างไรเสียนางก็เคยไปถึงขอบเขตตี้จุน แม้จะทำลายอักขระกฎเกณฑ์ของตัวเองไปสองตัว แต่โลกใบเล็กก็ไม่ใช่สิ่งที่ขอบเขตเหรินจุนทั่วไปจะเทียบชั้นได้!

ขณะที่โลกแห่งท้องทะเลกำลังได้เปรียบ หน้าผากของเหยาหย่วนเถาก็มีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดซึมออกมา

"ยอมแพ้ซะเถอะ หากโลกใบเล็กของเจ้าถูกทำลาย อาจจะถึงขั้นร่วงหล่นสู่ระดับเทพเลยนะ ไม่คุ้มที่จะขายชีวิตให้แดนเซียนเพียวเหมี่ยวหรอก" เสียงอันเย็นชาของเว่ยหลานดังขึ้นกลางอากาศ

"หึหึ ท่านรู้ได้ยังไงว่าข้าชนะท่านไม่ได้! อย่าเพิ่งด่วนคุยโวไปหน่อยเลย!" เหยาหย่วนเถากัดฟัน พ่นโลหิตแก่นแท้ออกมาคำหนึ่ง

โลกใบเล็กป่าท้อที่เดิมทีซวนเซจะพังมิพังแหล่ พลันถูกย้อมด้วยสีแดงชั้นหนึ่ง ทิศทั้งสี่ ตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ ต่างมีแสงสว่างสายหนึ่งพุ่งขึ้นมา

ทางทิศตะวันออกเป็นต้นไม้สีเขียวมรกต ลำต้นหนา เปลือกไม้มีสีนวลเนียนดั่งหยก บนนั้นเต็มไปด้วยลวดลายสีทองราวกับเส้นชีพจร

ต้นไม้นี้ปลดปล่อยพลังแห่งชีวิตอันเข้มข้นออกมาอย่างต่อเนื่อง ทุกที่ที่มันแผ่ไปถึง ดอกท้อในป่าท้อที่ถูกคลื่นซัดจนร่วงโรยเหล่านั้นก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง กลีบดอกยิ่งดูสดสวยงดงามกว่าเดิม

ทางทิศตะวันตกเป็นต้นไม้เล็กๆ ที่เปล่งแสงสีขาวเงินออกมาทั้งต้น ใบของมันเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขอบใบส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว

หลังจากต้นไม้นี้ปรากฏขึ้น โลกใบเล็กป่าท้อก็ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่า ช่วยลดทอนพลังกระแทกจากโลกใบเล็กแห่งทะเลลึกไปได้ไม่น้อย

ส่วนต้นไม้ทางทิศใต้นั้นโปร่งใสแวววาว ราวกับแกะสลักจากคริสตัล เปล่งแสงเจ็ดสีดุจความฝันออกมา

กิ่งก้านของมันห้อยผลไม้ที่มีลักษณะเหมือนกระดิ่ง ลมพัดผ่านแผ่วเบา ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งไพเราะเสนาะหู

จบบทที่ บทที่ 511 ขอบเขตสูงสุด?

คัดลอกลิงก์แล้ว