- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในปี 1943 พร้อมระบบพ่อค้าข้ามมิติ
- บทที่ 310: กลับสู่แผ่นดินอเมริกา (ฟรี)
บทที่ 310: กลับสู่แผ่นดินอเมริกา (ฟรี)
บทที่ 310: กลับสู่แผ่นดินอเมริกา (ฟรี)
ขณะที่ลิฟต์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงไป สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าจิลกับพวกเธอก็คือห้องขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วย “แคปซูลหลับเยือกแข็ง” นับไม่ถ้วน เรียงรายแน่นไปหมดจนสุดสายตา
“นี่มัน...อะไรกัน?” ทุกคนที่เห็นภาพนั้นต่างชะงักไปหมด — ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและขนลุกไปตาม ๆ กัน
“นี่คือ ‘อาร์ก’ ของอัมเบรลล่าคอร์ปอเรชัน... พวกมันวางแผนไว้หมดแล้ว ตั้งใจจะใช้ไวรัสกวาดล้างมนุษย์ทั้งหมด เหลือไว้แค่ตัวพวกมันเอง จากนั้นก็จะสร้างโลกใหม่ตามภาพฝันของพวกมัน แล้วผูกขาดทุกทรัพยากรบนโลกนี้ไว้ทั้งหมด — สมบูรณ์แบบดีไหมล่ะ?” จิลพูดพลางเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่ได้รู้มาจากโจเซ่ให้พวกผู้รอดชีวิตฟัง
น้ำเสียงขมขื่นและโกรธแค้นของเธอทำให้ทุกคนที่ฟังรู้เลยว่าจิลกำลังโกรธแทบระเบิด
และแน่นอน — พวกเขาก็โกรธไม่แพ้กัน!
“...เข้าใจแล้ว ถึงว่า ทำไมเธอถึงให้เราเอาซีโฟร์มาด้วยตั้งเยอะ” อลิซพูดขึ้น พลางมองไปทั่วห้องที่เต็มไปด้วยแคปซูลเยือกแข็ง — แววตาเย็นเฉียบจนคนรอบข้างรู้สึกหนาวสะท้าน
คนอื่น ๆ ก็คิดไม่ต่างกันนัก
ในกลุ่มของจิล ไม่มีใครหัวอ่อนหรือใจอ่อนให้ใครทั้งนั้น
พวกเขาไม่สนใจหรอกว่าคนในแคปซูลจะเป็นพนักงานระดับล่างหรือเหยื่อผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว เพราะสำหรับพวกเขา คนเหล่านั้นคือ “ผู้ได้ประโยชน์” จากอัมเบรลล่า — แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะถูกล้างบาง
“เธอจะทำลายที่นี่จริง ๆ เหรอ? เสียดายนะ ถ้าเธอควบคุมที่นี่ได้ทั้งหมด รวมถึงไอแซ็กส์กับอเล็กเซีย เธอก็สามารถยึดอัมเบรลล่าทั้งบริษัท แล้วใช้มันเพื่อมนุษยชาติได้เลยนะ” เสียงของโจเซ่ดังออกมาจากคอมลิงค์ ฟังดูเสียดายนิด ๆ
“ฉันรู้...แต่ไม่อยากทำแบบนั้น ถ้าฉันทำ ฉันคงถูกอำนาจกลืนกินในที่สุด... การมีอยู่ขององค์กรขนาดยักษ์อย่างอัมเบรลล่านี่แหละคือ ‘ความผิดพลาดของโลกใบนี้’ เพราะงั้น ฉันจะไม่แค่ทำลายที่นี่ แต่จะล้างพวกฐานลับทั้งหมดของอัมเบรลล่าที่กระจายอยู่ทั่วโลกให้หมดเลย” จิลถอนหายใจ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
เพราะชุดต่อสู้ที่โจเซ่ให้มามีระบบตัดเสียงรบกวนที่เปิด–ปิดได้ เวลาเธอคุยกับเขา ถ้าเปิดโหมดตัดเสียง คนอื่นก็จะไม่ได้ยินบทสนทนาเลย เหมือนเธอกำลังพูดกับตัวเอง
โจเซ่ฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ — เมื่อจิลตัดสินใจแล้ว เขาก็เคารพการเลือกนั้น
“แต่ไม่ต้องห่วง ก่อนที่ฉันจะทำลายแต่ละฐานของอัมเบรลล่า ฉันจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้นายก่อน... แค่หวังว่านายจะไม่ทำเรื่องแบบเดียวกับอัมเบรลล่าในโลกของนายก็พอ — แต่คิดอีกที พูดแบบนี้คงไร้สาระไปหน่อย เพราะเทคโนโลยีของนายเหนือกว่าพวกนี้อยู่แล้วนี่นา” จิลหัวเราะเบา ๆ เหมือนกำลังขำตัวเอง
ในระหว่างนั้น ลิฟต์ก็ถึงชั้นล่างสุดพอดี
ภายใต้คำสั่งของจิล เจดีและคาพแลนรีบออกไปติดตั้งซีโฟร์ ส่วนจิล, อลิซ, แมตต์ และเรน ก็ตรงไปยังห้องที่เวสเกอร์, ไอแซ็กส์ และอเล็กเซียอยู่
ตอนนี้ไอแซ็กส์ซึ่งถูกเวสเกอร์ปลุกขึ้นมาอย่างกะทันหันก็สั่งหน่วยป้องกันของอัมเบรลล่าออกมาตั้งหลายชุด แต่กับจิลในร่างสุดยอดนักรบแล้ว กองกำลังพวกนั้นแทบไม่ต่างจากซอมบี้หรือพวกลิคเกอร์เลย
เพียงแค่เธอพุ่งผ่านไป เศษแขนขาก็ปลิวกระจายเกลื่อนพื้น
อลิซ, แมตต์ และเรนที่ตามหลังเธอได้แต่คอยยิงเก็บพวกศัตรูที่เหลืออยู่ข้างหลังเท่านั้น
“ด็อกเตอร์ไอแซ็กส์ ยินดีที่ได้เจอกันนะ! ไม่คิดเลยใช่ไหมว่าวันนี้จะมาถึง!” จิลพูดเย็นเยียบ หลังพุ่งเข้ามาในห้องโถงหรู ใช้ดาบพลังงานสะบัดปัดกระสุนของเวสเกอร์ออกหมด แล้วผ่าร่างมันขาดครึ่งในดาบเดียว จากนั้นก็ยกดาบขึ้นจ่อหน้าไอแซ็กส์ที่ยังนั่งอยู่บนโซฟาอย่างนิ่งสงบ
ส่วนอเล็กเซียนั้นยังคงหลับอยู่ในแคปซูล เพราะพวกเธอมาถึงเร็วเกินไป ไอแซ็กส์เลยยังไม่ได้ปลุกเธอ — ในสถานการณ์แบบนี้ ผู้หญิงชราที่ป่วยหนักคนนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย
“ไม่คิดเลยจริง ๆ... แต่คุณผู้หญิง เราคุยกันได้นี่ครับ ไม่รู้ว่านายจ้างของคุณจ่ายให้เท่าไหร่ แต่ผมเชื่อว่าผมให้ได้มากกว่านั้น — สนใจมั้ยครับ? ผมให้คุณครึ่งหนึ่งของอัมเบรลล่าเลยก็ได้ วิจัยของผมบวกกับพลังของคุณ เราสองคนสามารถยึดโลกนี้ได้เลย” ไอแซ็กส์พูดเสียงเรียบ ขณะมองดาบพลังงานที่จ่อหน้าเขา
คำพูดนั้นทำให้โจเซ่ที่ดูอยู่ทางคอมลิงค์ถึงกับเลิกคิ้วขึ้น เอ๊ะ? จะมาแข่งรวยกับฉันงั้นเหรอ?
“ฮะๆ ข้อเสนอสูงดีนะ แต่ดูเหมือนนายจ้างของฉันจะไม่ชอบข้อเสนอนี้เท่าไหร่… เพราะงั้น เขาเลยสั่งให้ฉันส่งของขวัญพิเศษมาให้!” จิลพูดพลางยิ้มมุมปาก
สีหน้าของไอแซ็กส์เริ่มเปลี่ยน — ลางสังหรณ์ร้ายพุ่งพล่านในใจเขา
วินาทีต่อมา จิลไม่สนอลิซ, แมตต์ หรือเรนเลย เธอแค่ยกมือขึ้น แล้ว เรียกบางสิ่งออกมาจากอากาศว่างเปล่า — จู่ ๆ “ไดโนเสาร์แร็พเตอร์กลายพันธุ์สองตัว” ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า!
ทันทีที่ปรากฏ ร่างยักษ์ทั้งสองไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว มันกระโจนเข้าหาไอแซ็กส์ที่กำลังช็อกจนตัวแข็ง
ระบบช่วยวิเคราะห์การต่อสู้สุดไฮเทคของเขากลายเป็นของเล่นไร้ประโยชน์ไปในพริบตา — เพราะเขาถูกแร็พเตอร์ทั้งสอง “ฉีกกระชาก” เป็นชิ้น ๆ ในเวลาไม่กี่วินาที
ถึงพวกอลิซกับแมตต์จะไม่รู้สึกสงสาร แต่ฉากสยองตรงหน้านั้นก็ทำให้ทั้งคู่ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้
ในตอนที่ไอแซ็กส์ถูกฉีกจนเละ เทสหลอดแก้วสีเขียวก็ตกหล่นออกมาจากตัวเขา จิลคว้ามันไว้ได้ทันที
“นั่นอะไร?” อลิซกับแมตต์ถามพร้อมกัน
“นี่คือวัคซีนขั้นสุดท้ายของอัมเบรลล่าที่พวกมันเก็บไว้ใช้เอง — ถ้าปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ มันจะลบล้างทีไวรัสได้หมด ต่อให้มีการรั่วไหลอีกในอนาคต มันก็จะไม่เกิดการติดเชื้อทั่วโลกอีกแล้ว” จิลพูดพลางเขย่าหลอดแก้วในมือ
“แล้วเมื่อกี้...สองตัวนั้น...มันโผล่มาจากไหน?” อลิซยังไม่หายงง
“ก็ของขวัญจากนายจ้างฉันน่ะ — เทคโนโลยีเทเลพอร์ตสิ่งมีชีวิตข้ามมิติ เจ๋งดีใช่ไหมล่ะ?” จิลยิ้มบาง ๆ พร้อมคำอธิบายที่เธอเตรียมไว้ล่วงหน้า
“โอเค…งั้นพอไอแซ็กส์ตายแล้ว เธอจะทำยังไงต่อ?” แมตต์ถาม
“ทั่วโลกยังมีฐานวิจัยแบบนี้อยู่อีกนับสิบแห่ง ฉันจะทำลายให้หมดทุกแห่ง!” จิลตอบอย่างหนักแน่น
“ฟังดูโคตรเท่เลย ขอร่วมด้วยได้ไหม?” เรนพูดขึ้นเป็นคนแรก
“ฉันก็อยากเข้าร่วมเหมือนกัน!” อลิซตามทันที
“ฉันด้วย...” แมตต์พยักหน้าเห็นด้วย
“ยินดีต้อนรับทุกคนเลย” จิลยิ้มรับ
“อ้อ แล้ว...คนนี้ล่ะ?” แมตต์ชี้ไปที่แคปซูลของอเล็กเซียที่ยังหลับอยู่
“เธอเหรอ...อลิซ ฉันว่ามีบางอย่างที่เธอควรรู้ — พังหู ปล่อยเรดควีนออกมา” จิลพูดขึ้นหลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“รับทราบ ท่านผู้หญิง” เสียงอ่อนโยนของพังหูดังขึ้น ก่อนที่ภาพของเรดควีนจะปรากฏขึ้นอีกครั้งกลางห้อง
แล้วอเล็กเซียก็ถูกปลุกขึ้นจากแคปซูล...
หลังจากนั้นก็เป็น “ดราม่าระหว่างผู้หญิงสามคน” อย่างแท้จริง — และยาวนานจนไม่มีใครอยากพูดถึงอีก
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา รถคันหนึ่งแล่นออกจากเมืองแรคคูนอย่างเงียบ ๆ
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงระเบิดมหึมาก็ดังก้องไปทั่วเมือง — พื้นที่ที่รังผึ้งตั้งอยู่พังทลายลงในพริบตา
อัมเบรลล่าคอร์ปอเรชันรีบส่งคนเข้าปิดล้อมพื้นที่ทันที แต่ก็สายไปแล้ว
หลักฐานอาชญากรรมของอัมเบรลล่าจำนวนมหาศาล รวมถึงคลิปวิดีโอจากในรังผึ้ง ถูกปล่อยขึ้นอินเทอร์เน็ตแทบจะทันที!
ตอนแรก อัมเบรลล่าพยายามล็อบบี้รัฐบาลทั่วโลกเพื่อให้ลบข้อมูลทั้งหมดออกจากระบบออนไลน์
แต่ไม่ทันไร การล็อบบี้ก็หยุดลงอย่างกะทันหัน — เพราะอัมเบรลล่าทั่วโลกเริ่ม “แตกกันเอง”
สาเหตุก็คือ ข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมานั้นเปิดเผยว่า ผู้บริหารระดับสูงอย่างไอแซ็กส์กับเวสเกอร์ต่างก็มี “ร่างโคลน” มากมาย ควบคุมฐานต่าง ๆ ทั่วโลกโดยไม่เกี่ยวข้องกัน
ความวุ่นวายเลยระเบิดขึ้นทันที —
“แล้วหัวหน้าที่เราทำงานให้ มันแค่โคลนเหรอ? แล้วจะเชื่อฟังมันไปทำไมกัน?”
และที่แย่กว่านั้น — พวกโคลนเองก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นของปลอม พวกมันเลยหันมาเข่นฆ่ากันเองเพื่อแย่งอำนาจ
ผลลัพธ์ก็คือ ฐานของอัมเบรลล่าทั่วโลกแตกตื่นและกลายเป็นสนามรบไปหมด
เวสเกอร์ที่โตเกียวกับไอแซ็กส์ที่เนวาด้าก็เปิดฉากฆ่ากันเองอย่างบ้าคลั่ง
ในขณะที่องค์กรกำลังปั่นป่วน รัฐบาลของแต่ละประเทศก็เริ่มฉวยโอกาส “ยึดทรัพย์สินของอัมเบรลล่า” ภายในประเทศตัวเองอย่างเป็นทางการ
อัมเบรลล่าไม่ยอมแน่ พวกมันเลยเริ่มปล่อยไวรัสอีกครั้ง — แต่ก็พบว่ามัน “ไม่ทำงาน” แล้ว
มีเพียงไม่กี่ฐานเท่านั้นที่มีไวรัสสายกลายพันธุ์ที่ยังพอใช้ได้ แต่ก็ไม่แพร่ทางอากาศอีกต่อไป และแม้แต่การติดเชื้อจากของเหลวก็ลดลงมากจนควบคุมได้ง่าย
ระหว่างนั้น ก็มี “หน่วยลึกลับ” หน่วยหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เริ่มโจมตีและทำลายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอัมเบรลล่าอย่างเด็ดขาด
ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน องค์กรอัมเบรลล่าที่เคยเกือบผูกขาดเศรษฐกิจโลก ก็ล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์
แต่ถึงอัมเบรลล่าจะพังพินาศ เงาของไวรัสทีก็ยังไม่หมดไป
บรรดารัฐบาลที่ยึดทรัพย์สินของอัมเบรลล่า รวมถึงบริษัทคู่แข่ง ก็เริ่ม “ทดลองไวรัส” กันต่ออย่างลับ ๆ
และเพราะไวรัสทีไม่แพร่ทางอากาศอีก (ผลจากวัคซีนพิเศษที่จิลใช้) พวกนักวิจัยพวกนั้นเลยกล้า “ทดลอง” กันมากกว่าเดิมอีก
จิลที่ตอนแรกตั้งใจจะทำลายอัมเบรลล่าให้สิ้นซาก ก็เริ่มรู้สึกเสียใจ — เธอทำได้แค่ใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีบางอย่างที่ยึดมาได้จากอัมเบรลล่า ไปแลกกับเสบียงและอุปกรณ์จากโจเซ่ แล้วก่อตั้งองค์กรใหม่ชื่อว่า “บลูอัมเบรลล่า (Blue Umbrella)” เพื่อกำจัดการทดลองอาวุธชีวภาพจากไวรัสทีให้หมดไปจากโลก
แต่ทั้งหมดนั้น... เป็นเรื่องของอนาคต
เพราะตอนนี้ “ผู้อยู่เบื้องหลังจิล” อย่างโจเซ่ หลังเหตุการณ์แรคคูนซิตี้จบลง เขาก็กลับไปทำธุรกิจตามปกติ — นอกจากติดต่อกับจิลเพื่อทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว เขาก็แทบไม่สนใจโลกนั้นอีกเลย
สุดท้าย เขาก็ต้องรีบกลับไปอเมริกา เพื่อร่วมงานฉลองครบรอบบริษัทของตัวเอง
โจเซ่กลับอเมริกาอย่างเงียบ ๆ ไม่เปิดเผยตัว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ข่าว เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง “สหรัฐฯ” กับ “สหราชอาณาจักรออสเตรีย” ที่เขาเป็นผู้ควบคุมอยู่ เริ่มตึงเครียดขึ้นทุกที
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เขาจึงเลือกจะอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบ ๆ มากกว่าจะออกหน้า
แต่แน่นอน — เรื่องการเมืองระหว่างประเทศมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับ “พวกของเขา”
และ “พวกของเขา” ที่ว่านั่นก็คือ — สภาไฮดร้า!
“โจเซ่ ทำดีมาก! โลกนี้ในที่สุดก็จะเป็นของพวกเรา!” ในคลับส่วนตัว เหล่าสหายเก่าของเขา เช่น ฮิวจ์ โจนส์ ที่กลายเป็นแวมไพร์ต้นตระกูลในอเมริกา และสมาชิกสภาไฮดร้ารุ่นเก๋าคนอื่น ๆ ต่างโอบกอดเขาอย่างยินดี
สำหรับพวกเขา การที่โจเซ่ยึดควบคุม “สหราชอาณาจักรออสเตรีย” ได้ ถือว่าเป็นผลประโยชน์มหาศาลต่อไฮดร้าโดยตรง
หลังจากทักทายกันเสร็จ เหล่าผู้นำของไฮดร้าก็เริ่มพูดคุยถึงสถานการณ์ล่าสุดและแผนการที่จะทำต่อไป
พูดให้ชัดก็คือ แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไฮดร้าจะขยายอิทธิพลได้มากเพราะสถานการณ์โลก แต่เมื่อความสงบเริ่มกลับมา การเติบโตของพวกเขาก็เริ่มชะลอตัว
ดังนั้น พวกเขาต้อง “สร้างปัญหา” ขึ้นมาใหม่
“ว่าแต่…นายเลือกเวียดนามสินะ?” โจเซ่ถามด้วยรอยยิ้มรู้ทัน — เขารู้ทันทีว่าเป้าหมายของพวกนั้นคือ “สงครามอันนัม” ที่ยืดเยื้อมานานกว่าสิบปี
“ถูกต้องเลย คนรุ่นเก่าของเรากำลังจะปลดเกษียณ เราต้องการเลือดใหม่ แต่เปิดสงครามโลกอีกครั้งมันเสี่ยงเกินไป สงครามท้องถิ่นระยะยาวแบบนี้แหละเหมาะสุด” ฮิวจ์ โจนส์ตอบ
“เยี่ยมเลย!” โจเซ่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างเห็นด้วยเต็มที่ — ก็แหม สงครามอันนัมนี่แหละที่ทำให้ ‘รอสส์’ ลูกบุญธรรมของเขาแจ้งเกิดนี่นา! เป็นจังหวะดีที่จะช่วยดันอีกสักหน่อย เผื่อจะได้เห็นเจ้าหนูนั่นขึ้นสูงกว่าตามเส้นเวลาเดิมอีก!
การได้เล่นบท “พ่อบุญธรรมผู้นำทางโชคชะตา” นี่มันสนุกดีจริง ๆ
ว่าไป เขาไม่ได้เจอรอสส์มาเกือบสองปีแล้ว — ตั้งแต่ตอนกลับจากอวกาศ เขาก็แค่พบกันสั้น ๆ เท่านั้น ตอนนี้เด็กนั่นน่าจะอยู่มัธยมปลายแล้วสินะ?
ส่วน “นอร์แมน ออสบอร์น” อีกคนก็คงโตพอสมควรแล้วเหมือนกัน...
ก่อนหน้านี้ โจเซ่ไม่ได้สนใจการเติบโตของลูกบุญธรรมทั้งสองมากนัก นอกจากส่งเสริมครอบครัวพวกนั้นทางอ้อม แต่คราวนี้ เขาตั้งใจจะ “จัดการวางหมาก” ให้พวกนั้นด้วยตัวเอง
เพราะถึงจะเป็นลูกบุญธรรม...
แต่เขาจะไม่ยอมให้เด็กของเขาถูก “เหล่าฮีโร่” พวกนั้นรังแกเด็ดขาด
FB Page: Rubybibi นิยายแปล [ฝากกดติดตามเพจด้วยนะคะ อัพเดททุกวัน อ่านตอนใหม่ก่อนใคร จิ้มที่นี่เลยค่ะ]
………