- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในปี 1943 พร้อมระบบพ่อค้าข้ามมิติ
- บทที่ 225: มิติซื้อขายใหม่ (ฟรี)
บทที่ 225: มิติซื้อขายใหม่ (ฟรี)
บทที่ 225: มิติซื้อขายใหม่ (ฟรี)
“หา? แปลว่านายรู้จักซิมบิโอตด้วยเหรอ?” ยูริถามอย่างตกใจเมื่อเห็นสีหน้าของโจเซ่
“ใช่ ฉันรู้จักซิมบิโอต แต่ที่ฉันรู้จัก... มันไม่เหมือนพวกนี้เลยสักนิด!” โจเซ่ขมวดคิ้ว มองสามซิมบิโอตตรงหน้าที่อยู่กับยูริ “แล้วการปล่อยมันไว้แบบนี้ มันโอเคเหรอ?”
ถึงแม้โจเซ่จะรู้ดีว่ายูริเก่งด้านควบคุมจิตใจ แต่เขาก็อดรู้สึกหวั่นใจกับธรรมชาติที่ทำลายล้างของซิมบิโอตไม่ได้ เลยอดเตือนไม่ได้
“อ๋อ เข้าใจละ นายต้องคิดถึงพวกซิมบิโอตสายดั้งเดิมล่ะสิ ถ้าเป็นพวกนั้นล่ะก็น่ากลัวจริง แต่นี่คือพวกฝ่ายดี สบายใจได้!” ยูริเข้าใจทันทีหลังได้ยิน แล้วอธิบายเพิ่ม
แต่... ฝ่ายดั้งเดิม? ฝ่ายดี? อะไรเนี่ย? โจเซ่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าซิมบิโอตมันมี “ฝักฝ่าย” ด้วย
เดี๋ยวนะ... ฝ่ายดี? ซิมบิโอตฝ่ายธรรมะ? โทซิน?
โจเซ่เผลอนึกถึงฉากในหนัง Venom 2 ที่เพิ่งออกไม่นานก่อนเขาข้ามโลก — ตอนที่มีซิมบิโอตฝังตัวอยู่ในตำรวจคนนั้น
“งั้นอธิบายให้ฉันฟังหน่อยสิ เรื่องที่ว่านั่น ฝ่ายดั้งเดิมกับฝ่ายดีมันต่างกันยังไง?” โจเซ่ถามขึ้นหลังจากครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง
“ได้เลย!” ยูริพยักหน้า ก่อนอธิบาย “จริงๆ แล้ว ซิมบิโอตเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาสูง แต่ตอนที่พวกมันเพิ่งเกิด มันไม่มีแนวคิดเรื่องความดีหรือความชั่วเลย เพราะมันไม่มีวัฒนธรรมของตัวเอง ทุกอย่างมันทำตามสัญชาตญาณกับความต้องการล้วนๆ ถ้าไม่มีใครคอยสอนหรือชี้ทาง มันก็จะเดินเส้นทางแบบนั้นต่อไป ซึ่งถ้าตัดสินด้วยค่านิยมของมนุษย์ทั่วไป มันก็คือชั่วร้ายเต็มขั้นเลยล่ะ และถ้ามันไปเจอโฮสต์ที่ชั่วร้ายหรือจิตใจอ่อนแอ มันก็ยิ่งรับอิทธิพลทางลบหนักขึ้น กลายเป็นซิมบิโอตดั้งเดิมแบบที่นายรู้จักนั่นแหละ”
“แต่ในทางกลับกัน ถ้าพวกมันเกิดมาแล้วบังเอิญไปเจอกับเผ่าพันธุ์ที่มีจิตใจดีงามหรือยึดหลักความยุติธรรม มันก็จะรับอิทธิพลด้านดีมาแทน แล้วก็จะเริ่มมีแนวโน้มเป็นฝ่ายธรรมะ... ซึ่งบังเอิญว่า โฮสต์ดั้งเดิมของพวกนี้ — เผ่าที่สร้างยานลำนั้น — เป็นเผ่าพันธุ์ที่จิตใจดีมากๆ เลยล่ะ…”
“งั้นก็แปลว่า พวกมันกลายเป็น ‘ซิมบิโอตสายธรรมะ’ งั้นสิ? ฟังดูเหมือนนิทานเด็กเลยแฮะ…” โจเซ่เลิกคิ้ว พูดติดขำ
“ก็จะว่าแบบนั้นก็ได้นะ” ยูริพยักหน้า มันคล้ายกับระบบการเลี้ยงดูเด็กนั่นแหละ อยู่กับสิ่งแวดล้อมแบบไหนก็จะได้รับอิทธิพลแบบนั้น “ฉันก็เพิ่งรู้เรื่องพวกนี้หลังจากใช้พลังจิตเชื่อมกับพวกมัน แล้วอ่านความทรงจำของพวกมันนั่นแหละ”
รีซิเลียนซ์[ความอดกลั้น], เพเชินซ์[ความอดทน], เคอเรจ[ความกล้าหาญ]... แล้วก็ ไลฟ์[ชีวิต]
ไม่แปลกเลยที่แต่ละตัวจะมีชื่อฟังดูเหมือนคุณธรรมของอัศวิน
“น่าเสียดายจริงๆ…” โจเซ่ส่ายหน้าเบาๆ ขณะมองซิมบิโอตทั้งสาม
“เสียดายอะไรเหรอ?” ยูริถามอย่างสงสัย
“…ก็เสียดายที่พวกมันคงไม่เหมาะกับฉันเท่าไหร่… คำว่า ‘สายธรรมะ’ ดูไม่ค่อยเข้ากับฉันเท่าไหร่เลยอะ” โจเซ่ตอบพร้อมยิ้มเจื่อนๆ อย่างรู้ตัว
ยูริถึงกับพูดไม่ออก
ก็ใช่น่ะสิ—ถ้ามองจากมุมมองของจักรวาล แม้สิ่งที่พวกเขาทำจะไม่ถึงขั้น ‘ชั่ว’ แต่ก็ห่างไกลจากคำว่า ‘ธรรมะ’ เยอะเลย
ถ้าเอาซิมบิโอตฝ่ายดีมาใช้ แล้วพวกมันเห็นอะไรที่เขาทำบ่อยๆ มีหวังโดนหักหลังเอาได้ง่ายๆ
แบบนี้ไปหาซิมบิโอตดั้งเดิม หรือซิมบิโอตสายมืดแท้ๆ น่าจะเหมาะกว่าอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากยูริเห็นความทรงจำของพวกมันแล้ว โฮสต์คนก่อนของซิมบิโฮสต์พวกนี้—เผ่าแพนเจีย—เรียกได้ว่าเป็นอารยธรรมสายศักดิ์สิทธิ์สุดๆ ก่อนจะล่มสลาย
โคตรจะลำบากใจเลยแหละ
แน่นอนว่า สำหรับยูริ มันไม่ใช่ปัญหา เขาคุมพวกนี้ได้อยู่แล้วด้วยพลังควบคุมจิตใจ
แต่โจเซ่น่ะ ไม่ใช่แบบนั้น
“จริงๆ ฉันว่ายังใช้ประโยชน์จากพวกมันได้อยู่นะ นายอาจจะไม่ได้ใช้งานพวกมันโดยตรงก็จริง แต่ถ้านายมีพวกอุดมการณ์แรงๆ ที่จิตใจยึดมั่นในความถูกต้องอยู่ล่ะก็... ก็แค่เอาพวกนั้นมาเป็นโฮสต์แล้วให้ทำงานให้นายก็ได้” ยูริพูดพลางลูบคาง “อีกอย่าง ฉันเองก็อาจจะลองพัฒนาซิมบิโอตรุ่นใหม่จากพวกนี้ได้ด้วย”
“อื้ม ไอเดียดี!” โจเซ่เข้าใจในทันที
สรุปง่ายๆ คือ... เอาพวกหัวอุดมการณ์ที่โน้มน้าวง่ายมารับซิมบิโอตแทน เหมือนกับที่เขาเคยทำกับคาร์เตอร์นั่นแหละ
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น โจเซ่ก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่ดีที่ไม่สามารถใช้ซิมบิโอตพวกนี้เองได้
ก็ของแบบนี้น่ะ มันคืออาวุธชีวภาพที่สมบูรณ์แบบชัดๆ
สุดท้าย โจเซ่ก็เลือกแค่ "เพเชินซ์" ตัวเดียว ส่วน "รีซิเลียนซ์" กับ "เคอเรจ" ก็ปล่อยให้ยูริเอาไปวิจัยต่อ เพื่อดูว่าจะเพาะพันธุ์ซิมบิโอตดั้งเดิมตัวใหม่ หรือปรับแต่งพวกนี้ได้รึเปล่า
เหตุผลที่เขาเลือก เพเชินซ์ น่ะเหรอ? ก็เพราะมัน “สีน้ำเงิน” — ดูละมุนตา เข้ากับรสนิยมของเขา
สีขาวกับแดงมันเด่นเกินไป แค่นั้นแหละ
“อ้อ นอกจากเรื่องซิมบิโอต ฉันยังได้ข้อมูลบางอย่างจากความทรงจำของพวกมันด้วยนะ” หลังเคลียร์เรื่องซิมบิโอต ยูริก็เริ่มเล่าให้โจเซ่ฟังต่อ เกี่ยวกับข้อมูลของพวกเซเลสเชียลกับเหล่าอีเทอร์นอลที่เขาได้มาจากความทรงจำของซิมบิโอต รวมถึงสาเหตุที่แพนเจียล่มสลาย และเรื่องเศษเสี้ยวของนัลที่อยู่ในยาน
อ้อ อย่างนี้นี่เอง! หลังฟังยูริอธิบาย โจเซ่ก็เข้าใจเลยทันที ว่าทำไมยานต่างดาวลำนั้นถึงได้ดึงดูดตัวตึงระดับโอดินกับแอนเชี่ยน วันมารวมตัวกัน
ก็เพราะเบื้องหลังมันคือเรื่องของเซเลสเชียลกับนัล เทพแห่งซิมบิโอต!
เชี่ย... กูดันไปยุ่งกับเรื่องโคตรใหญ่เข้าแล้ว
โจเซ่เกาหัวแกรกๆ อย่างเครียด
“จากความทรงจำของซิมบิโอต ต่อให้ใช้เทคโนโลยีของแพนเจียเอง พวกเขาก็ยังไม่สามารถทำลายเศษของนัลได้ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือ... ขังมันไว้ต่อไปนั่นแหละ หรือถ้านายไม่มีทางเลือกอื่น ก็จับมันยัดลงคลังระบบไปก่อนก็ได้ ถึงชื่อจะน่ากลัว แต่จากที่เรายังแลกเปลี่ยนมันได้ แปลว่าระบบของเรามันล้ำหน้ากว่ามันอีก” ยูริกล่าว
“ก็ต้องแบบนั้นแหละ ไว้เจอทางจัดการเมื่อไหร่ค่อยวางแผนกันอีกที” โจเซ่พยักหน้า
“ว่าแต่นายจะเอายานแพนเจียลำนั้นด้วยไหม?” พอโจเซ่คิดว่าคุยกันจบแล้ว กำลังจะปิดการติดต่อ ยูริก็ถามขึ้นอีก
“หือ? นึกว่านายจะเก็บไว้วิจัยซะอีก?” โจเซ่ทำหน้างง
“ก็อยากวิจัยอยู่นะ แต่เอาจริงๆ ยานของเผ่าครีที่นายพูดถึงมันยังพอเข้าใจได้ เพราะมีจุดร่วมกับเทคโนโลยีมนุษย์อยู่บ้าง แต่พวกยานของโดโม่กับแพนเจียนี่สิ... มันเลยระดับเข้าใจไปเยอะเลยล่ะ เทคโนโลยีมันต่างกับของมนุษย์แบบคนละโลก ถึงมันจะยังใช้งานได้ แต่ทั้งสองลำนี้มันแค่ยานลำเลียงกับยานคุก ไม่มีระบบเทคโนโลยีพื้นฐานให้ฉันศึกษาต่อได้เลย… ไม่มีจุดเริ่มต้นให้วิจัยอะ” ยูริถอนหายใจเล็กน้อย “แถมตอนนี้ฉันก็ล้นมืออยู่แล้ว ทั้งอีเทอร์นอลที่นายส่งมาก่อนหน้านี้ ทั้งเทคโนโลยีครี... จะให้ไปเริ่มกับระบบใหม่อีก ฉันไม่ไหวจริงๆ”
ยูริเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะก็จริง
แต่ไม่ใช่พระเจ้า
เทคโนโลยีมันต่างกันมากเกินไป ถึงเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางไล่ตามได้ทันที
แม้แต่โจเซ่ที่ไม่ได้คลั่งเทคโนโลยี ก็ยังเข้าใจจุดนี้
“แต่ยานนี่มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับฉันเลยนะ” โจเซ่ทำหน้าเซ็ง
ถ้ายูริยังเอาไม่อยู่ เขาจะทำอะไรกับมันได้?
“ฉันแค่บอกว่าศึกษาไม่ได้ตอนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันใช้ไม่ได้นะ นายลืมเหรอ? ฉันให้ ‘กุญแจ’ นายไปแล้ว” ยูริพูด
โจเซ่เข้าใจทันที
ใช่สิ... พวกเขาอาจจะใช้งานยานไม่ได้ แต่ซิมบิโอตพวกนั้นใช้งานได้แน่ๆ
แต่จะให้ใครไม่รู้มาคุมยานล้ำยุคแบบนี้... โจเซ่ก็ยังไม่ไว้ใจเท่าไหร่ เขามองกล่องที่เก็บ เพเชินซ์ อยู่ แล้วขมวดคิ้วเบาๆ
แต่ถ้ายูริบอกว่าใช้ได้... งั้นก็เก็บไว้ก่อนละกัน
หลังตัดสายกับยูริ โจเซ่ก็ยังลังเลอยู่ว่าจะมอบ เพเชินซ์ ให้คาร์เตอร์ดีไหม
เพราะคาร์เตอร์ก็เก่งอยู่แล้ว ถ้าให้ซิมบิโอตอีก จะยิ่งคุมยากเข้าไปใหญ่
สุดท้าย เขาก็ส่ายหัวแล้วเก็บมันกลับเข้าไปในคลังระบบ — ขอรอดูสถานการณ์ก่อนแล้วกัน เพราะตอนนี้เขายังไม่จำเป็นต้องใช้พลังของมันขนาดนั้น
หลังจากนั้น โจเซ่ก็ไม่ลืมติดต่อไฉหลินอีกครั้ง เพื่อถามเรื่อง “แท็บเล็ตมรกต”
“บังเอิญเลย ฉันเพิ่งชุบชีวิตอิมโฮเทปได้ไม่นาน เขาเป็นคนอียิปต์โบราณโดยตรง ไม่มีใครเหมาะกว่าที่จะวิจัยเรื่องนี้แล้วล่ะ” ไฉ่หลินตอบทันที
“ดูให้ดีล่ะ หมอนั่นไม่ใช่คนซื่อๆ หรอกนะ” โจเซ่เตือน
“ฮึ! ไม่ต้องห่วง ผู้ชายที่ยอมทำได้ทุกอย่างเพราะผู้หญิงน่ะ คุมง่ายจะตาย อีกอย่าง ม้วนคัมภีร์สุริยันกับหนังสือแห่งความตายก็อยู่ในมือฉันแล้ว หมอนั่นทำอะไรไม่ได้หรอก แถมยังมีองค์จักรพรรดิอยู่ข้างเราอีก!” ไฉ่หลินตอบแบบไม่สะทกสะท้าน
“งั้นก็ดีละ... ว่าแต่ม้วนคัมภีร์กับหนังสือแห่งความตาย...” เห็นไฉ่หลินมั่นใจขนาดนี้ โจเซ่ก็ไม่พูดอะไรต่ออีก เพราะตอนนี้ไฉ่หลินไม่ใช่พันธมิตรที่เขาคุมได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว ด้วยการมีองค์จักรพรรดิแห่งมัมมี่และไอเทมระดับตำนานอยู่ในมือ
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังสนใจในม้วนคัมภีร์ทั้งสองอยู่ดี
“เตรียมไว้ให้แล้ว เป็นเวอร์ชันจำลองนะ ฉันทดสอบแล้ว ถึงจะไม่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ของต้นฉบับ แต่เวทส่วนใหญ่ก็ยังใช้งานได้กับเวททั่วไป!” ไฉหลินส่งหนังสือทั้งสองเล่มมาให้โจเซ่ผ่านระบบ ซึ่งไม่ใช่ของจริง
ก็แน่แหละ — ของแบบนี้ใครจะให้ตัวจริงง่ายๆ ล่ะ?
แม้โจเซ่จะไม่ค่อยพอใจกับเรื่องนี้ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร
เพราะ “แท็บเล็ตมรกต” ที่เขาให้ไปก็แค่สำเนารอยสลักเท่านั้นเอง
แน่นอนว่า โจเซ่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าไปแล้วในรอบนี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์กับไฉ่หลิน มันห่างจากคนอย่างแดเนริสหรือยูริอยู่พอสมควร
และเมื่อพาร์ทเนอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์แบบนี้ก็คงเกิดขึ้นบ่อยแน่นอน
เขาเหลือบดูระบบ — เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือน มิติใหม่จะเปิดอีกครั้ง
แต่สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคือ... มาร์ก็อทใกล้คลอดแล้ว
ถึงสถานการณ์ตอนนี้จะทำให้เขาไม่กล้ากลับบ้านเท่าไหร่
เพราะถ้าอะไรยังไม่เคลียร์ แล้วโดนแอนเชี่ยน วันหรือโอดินตามรอยกลับยุโรปขึ้นมา จะซวยเอา
แต่ถึงกลัวแค่ไหน... ยังไงก็ต้องกลับ
หลังจากหลบอยู่ที่เจนไนอีกสัปดาห์ โจเซ่ก็ตัดสินใจกลับยุโรปเสี่ยงดวงดู
และในวันที่สามหลังกลับถึงปราสาทนอยชวานสไตน์ — มาร์ก็อทก็คลอดลูก
คราวนี้ไม่ใช่แฝด แต่เป็นเด็กชายตัวโตสุขภาพดี
ชื่อว่า... เบ็น คาห์น
ตลอดช่วงเวลานี้ และหลังจากนั้นอีกพักใหญ่ ก็ไม่มีแขกไม่ได้รับเชิญคนไหนปรากฏตัว ทำให้โจเซ่ค่อยๆ คลายความกังวล แล้วหันมาทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว
สองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว... จนถึงวันที่มิติใหม่กำลังจะถูกสุ่มขึ้น
ตามธรรมเนียม โจเซ่ล็อกตัวเองไว้ในห้องทำงาน
พอถึงเวลา ระบบก็เริ่มค้นหามิติใหม่ทันที
แต่รอบนี้ ระบบหามิติใหม่ได้เร็วผิดปกติ ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที
และทันทีที่ใบหน้าเครื่องจักรประหลาดปรากฏขึ้นบนหน้าจอ โจเซ่ก็ขมวดคิ้วแน่น!
“เจ้าคืออะไร? ระบบซื้อขายมิติ? แล้วคู่ค้าคือแมลงมนุษย์งั้นเหรอ?” ใบหน้าเครื่องจักรพูดด้วยเสียงแหบต่ำ อัดแน่นด้วยความดูถูก
“... ไซเบอร์ตรอน?” โจเซ่รู้สึกคุ้นๆ เมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย
“โอ้? ไอ้แมลงตัวจ้อยนี่รู้จักไซเบอร์ตรอนด้วยเหรอ? ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า—ถูกต้อง! ข้ายืนอยู่ตรงหน้านี่แหละ! ราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของไซเบอร์ตรอนทั้งจักรวาล—สตาร์สครีม! ก้มกราบข้าเสีย เจ้าแมลงน้อย! แล้วบางทีข้าอาจจะเมตตาให้เจ้ารอดก็ได้!” ใบหน้าเครื่องจักรตอบด้วยท่าทางโอหังสุดขีด
เวรเอ๊ย... คราวนี้เขาเจอกับ “สตาร์สครีม” จากจักรวาล Transformers ซะงั้น...
แต่... “ราชาแห่งไซเบอร์ตรอน”? หมอนี่แย่งบัลลังก์สำเร็จแล้วจริงๆ หรือว่ามโนไปเองวะ?
โจเซ่ไม่เชื่อคำพูดของหมอนี่เลยสักนิดเดียว
FB Page: Rubybibi นิยายแปล [ฝากกดติดตามเพจด้วยนะคะ อัพเดททุกวัน อ่านตอนใหม่ก่อนใคร จิ้มที่นี่เลยค่ะ]
……….