เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 ความสงบสุขครั้งสุดท้าย

บทที่ 14 ความสงบสุขครั้งสุดท้าย

บทที่ 14 ความสงบสุขครั้งสุดท้าย


บทที่ 14 ความสงบสุขครั้งสุดท้าย

"คุณพ่อคะ" ลั่วซุ่ยซุ่ยเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา

เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจและขอบตาที่แดงระเรื่อของลูกสาว ลั่วเหวินเย่าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสาร เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะเธอเบาๆ ก่อนจะยอมโอนอ่อนผ่อนตาม "ก็ได้ ถ้าลูกไม่อยากไปกับพ่อ ก็ไม่ต้องไป"

"ขอบคุณค่ะพ่อ" ลั่วซุ่ยซุ่ยเผยรอยยิ้มออกมา

ลั่วเหวินเย่ากระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่ลูกต้องสัญญากับพ่อนะ ว่าจะเชื่อฟังพี่หนานเยี่ยน ห้ามใจร้อน ห้ามทำตัวเหลวไหล และห้ามทำอะไรโดยพลการเด็ดขาด"

ลั่วซุ่ยซุ่ยพยักหน้าอย่างหนักแน่น จากนั้นจึงยื่นกำไลข้อมือวงหนึ่งให้เขา "นี่คือกำไลสื่อสาร 'ไลท์เบรน' แบบคู่ค่ะ มันเชื่อมต่อกันได้แม้ในที่ที่ไม่มีไฟฟ้าหรือสัญญาณ หนูจะใช้สิ่งนี้ติดต่อเพื่อบอกพ่อกับแม่ว่าหนูปลอดภัยดี"

พูดจบ เธอก็ถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อสาธิตวิธีการใช้ให้ลั่วเหวินเย่าดู ลั่วซุ่ยซุ่ยหันข้าง กดปุ่มเปิดการทำงาน ทันใดนั้นภาพโฮโลแกรมเต็มตัวของลั่วเหวินเย่าก็ปรากฏขึ้นห่างออกไปสองเมตร เมื่อเขาขยับตัว ภาพฉายนั้นก็ขยับตามไปด้วยราวกับกระจกเงา

เธอเพิ่งแลกของชิ้นนี้มาจากทอดด์ โดยหวังว่าจะใช้มันเกลี้ยกล่อมให้พ่อยอมตกลงตามคำขอของเธอ ส่วนหูเทียนเองก็เพิ่งส่งหินผลึกน้ำแข็งมาให้เธออีกสองพันก้อน ซึ่งลั่วซุ่ยซุ่ยแบ่งให้พ่อไปครึ่งหนึ่ง และเก็บไว้เองอีกหนึ่งพันก้อน

"ฉลาดจริงๆ ลูกพ่อ ระวังตัวด้วยนะ ไม่ว่าจะทำอะไร"

วันรุ่งขึ้น ลั่วซุ่ยซุ่ยและกู้หนานเยี่ยนไปส่งลั่วเหวินเย่าที่สนามบิน

ในช่วงบ่าย ลั่วซุ่ยซุ่ยได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทอย่าง 'เจียงเถียนเถียน' ชวนออกไปช้อปปิ้งด้วยกัน ลั่วซุ่ยซุ่ยไม่ได้ปฏิเสธ เพราะในบัตรที่คุณพ่อให้มาคราวที่แล้วยังมีเงินเหลืออยู่อีกตั้งห้าหกร้อยล้านหยวน

เธอคิดว่าจะลองเกลี้ยกล่อมให้เจียงเถียนเถียนซื้อเสบียงตุนไว้บ้าง เพื่อที่ว่าเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง... อย่างน้อยในช่วงแรกเพื่อนของเธอจะได้ไม่ลำบากเกินไป

อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้วางแผนที่จะบอกความจริงตรงๆ แม้ว่าพวกเธอจะเป็นเพื่อนรักกัน แต่คนระดับพวกเธอย่อมมีครอบครัวใหญ่หนุนหลัง เธอไม่สามารถรับประกันได้ว่าหากบอกเจียงเถียนเถียนไปแล้ว จะมีแค่เพื่อนของเธอคนเดียวที่รู้เรื่องนี้

ต่อให้เจียงเถียนเถียนจะเก็บความลับเก่งแค่ไหน แต่ถ้าจู่ๆ เธอลุกขึ้นมาตุนของยกใหญ่หลังจากรู้เรื่อง คนในครอบครัวเจียงก็ต้องสังเกตเห็นความผิดปกติอยู่ดี

ทั้งสองนัดเจอกันที่ 'เซิ่งเย่าเวิลด์' ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ลั่วซุ่ยซุ่ยสวมกระโปรงทรงทิวลิปสีฟ้าอ่อนคลุมทับด้วยผ้าทูลบางเบา เนื่องจากอากาศเริ่มร้อนขึ้น เธอจึงรวบผมดัดลอนขึ้นเป็นมวย ประดับด้วยสร้อยคอและต่างหูไข่มุก ขับเน้นให้เธอดูมีเสน่ห์และงดงามจับตา

ทันทีที่เจียงเถียนเถียนเห็นเธอ ก็รีบปรี่เข้ามาทักทาย

"หลังจากสอบป้องกันวิทยานิพนธ์เสร็จ เธอก็ไม่กลับไปที่มหาวิทยาลัยเลย ฉันหาตัวเธอไม่เจอสักที่ จนกระทั่งมาเห็นข่าวเธอขอหมั้นท่านประธานกู้นั่นแหละ นึกว่าจะได้ชวนออกมาเที่ยว ที่ไหนได้พวกเธอสองคนดันบินไปสวีทกันที่ต่างประเทศซะงั้น"

"ตอนนี้ฉันว่างแล้วไง วันนี้จะพาเธอเดินเที่ยวให้หนำใจเลย" ลั่วซุ่ยซุ่ยยิ้ม ใบหน้าสวยหวานของเธอดูเปล่งปลั่งสดใส

วันนี้เธอตั้งใจจะมาเหมาของล็อตใหญ่ เพราะอีกไม่กี่วันของพวกนี้ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินซื้อแล้ว ต่อให้มีใครสังเกตเห็น กู้หนานเยี่ยนก็บอกไว้แล้วว่าพวกเขาจะย้ายไปที่วิลล่าอื่นก่อนวันสิ้นโลก ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาวุ่นวาย

จากนั้น เจียงเถียนเถียนก็ได้ประจักษ์กับคำว่า 'ช้อปแหลก' ของลั่วซุ่ยซุ่ย เธอซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และแม้กระทั่งหมวกจำนวนมหาศาลจากทุกร้านที่เดินเข้าไป เรียกได้ว่าเธอเหมาสินค้าไปถึงหนึ่งในสามของร้าน รูดบัตรปรื๊ดแล้วสั่งให้ไปส่งที่วิลล่าตระกูลลั่วทันที

หลังจากเดินกวาดสินค้าโซนแฟชั่นตั้งแต่ชั้นสองยันชั้นหกจนหนำใจ ลั่วซุ่ยซุ่ยก็ยังต้องการจะขึ้นไปชั้นบนต่อ

เจียงเถียนเถียนรีบคว้าแขนเธอไว้ "ซุ่ยซุ่ย ชั้นบนเป็นโซนอาหารกับขนมนะ"

"ฉันรู้น่า ช่วงนี้อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ฉันไม่อยากออกไปข้างนอกบ่อยๆ เลยกะว่าจะซื้อขนมไปตุนไว้หน่อย" ลั่วซุ่ยซุ่ยตอบเสียงนุ่ม

"ที่เธอพูดมาก็มีเหตุผล งั้นฉันซื้อด้วยดีกว่า"

ลั่วซุ่ยซุ่ยเดินไปตามทางและกวาดซื้อสินค้าประมาณหนึ่งในสามจากเกือบทุกร้านที่เข้าตา ส่วนเจียงเถียนเถียนที่ตอนแรกกะว่าจะซื้อแค่นิดหน่อย ก็โดนลั่วซุ่ยซุ่ยป้ายยาจนซื้อตามไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ขณะที่ทั้งสองเดินออกมาจากเซิ่งเย่าเวิลด์ เจียงเถียนเถียนก็แสร้งทำท่ากุมอกด้วยความปวดร้าวและโอดครวญ "ซุ่ยซุ่ย เงินห้าสิบล้านที่ฉันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตั้งนาน ตอนนี้เหลือติดตัวอยู่แค่แสนเดียวเอง ผลาญเงินขนาดนี้ วินาทีต่อไปฉันคงต้องไปขอทานแล้วมั้ง"

แค่ค่าขนมพวกนั้นเธอก็หมดไปตั้งยี่สิบล้านแล้ว!

ลั่วซุ่ยซุ่ยแตะจมูกแก้เก้อ แม้ตอนนี้เพื่อนจะรู้สึกกระเป๋าฉีก แต่เธอเดาว่าอีกไม่นานเจียงเถียนเถียนจะต้องดีใจแน่ๆ

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแอปฯ ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น แล้วกดสั่งข้าวสารสิบกระสอบให้ไปส่งที่บ้านตระกูลเจียง "ไม่ต้องเศร้าไป ฉันซื้อข้าวสารให้เธอสิบกระสอบแล้ว รับรองไม่ปล่อยให้เธอต้องไปขอทานหรอก เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง"

"ซุ่ยซุ่ย เลิกล้อฉันเล่นได้แล้วน่า"

"โอเคๆ แต่ฉันกดสั่งให้เธอไปแล้วจริงๆ นะ ของกำลังไปส่ง"

"งั้นเดี๋ยวฉันโอนเงินคืนให้นะ"

ลั่วซุ่ยซุ่ยส่ายหน้า "ไม่เป็นไร ถ้าเกรงใจจริงๆ ก็เลี้ยงกาแฟฉันสักแก้วสิ"

เจียงเถียนเถียนจูงมือเธอเดินไปทางร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ใกล้ๆ "มาสิ เดี๋ยวฉันเลี้ยงน้ำชายามบ่ายเอง"

พวกเธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องข้าวสารสิบกระสอบนั้นมากนัก คิดว่าเป็นเพียงการหยอกล้อตามประสาพี่น้องคู่ซี้

แต่ทานไปได้แค่ครึ่งทาง 'มารผจญ' ก็โผล่มา

มู่หลานยิ้มเยาะอย่างท้าทาย "อ้าว คุณหนูลั่ว ไหนบอกว่าจะถอนตัวจากการร่วมทุนกับตระกูลมู่ไงคะ ดีแต่ปากนี่นา ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย"

ลั่วซุ่ยซุ่ยเงยหน้าขึ้นมองหล่อนด้วยแววตาเย็นชา เธอนึกขึ้นได้ว่าพ่อขึ้นเครื่องตอนเก้าโมงเช้า ตอนนี้หกโมงเย็นแล้ว น่าจะถึงที่หมายพอดี เธอจึงกดโทรศัพท์หาพ่อทันที

เมื่อปลายสายรับ ลั่วซุ่ยซุ่ยก็เข้าประเด็น "พ่อคะ หนูต้องการให้เฉิงเย่ากรุ๊ปถอนการลงทุนออกจากตระกูลมู่ค่ะ"

ลั่วเหวินเย่ากำลังสงสัยว่าทำไมจู่ๆ ลูกสาวถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาก็ได้ยินเสียงแทรกเข้ามาจากปลายสายฝั่งลูกสาว

"ลั่วซุ่ยซุ่ย! แกกล้าดียังไง!"

ตอนนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว เป็นมู่หลานจากตระกูลฝั่งภรรยาที่กำลังข่มขู่ซุ่ยซุ่ยของเขา เขาจะไม่ทนอีกต่อไป

"ได้สิซุ่ยซุ่ย พ่อจะจัดการให้เดี๋ยวนี้แหละ"

พูดจบ เขาก็วางสายและโทรหาท่านรองประธานเพื่อสั่งถอนการลงทุนทันที จากนั้นก็ต่อสายตรงถึง 'มู่เหล่ย' เพื่ออธิบายเหตุผลในการถอนหุ้น และฝากให้เขาดูแลลูกสาวตัวเองให้ดีหน่อย

เพียงสองนาทีต่อมา มู่หลานก็ได้รับสายจากพ่อของเธอที่ตะคอกมาตามสายเสียงดังลั่น "มู่หลาน! แกทำบ้าอะไรลงไป! ชีวิตสุขสบายเกินไปใช่ไหมฮะ!"

"คุณพ่อคะ คือหนู..."

"ไม่ต้องมา 'หนู' รีบส่งโทรศัพท์ให้ซุ่ยซุ่ยเดี๋ยวนี้ แล้วขอโทษเธอซะ!"

หลังจากวางสาย มู่หลานมองลั่วซุ่ยซุ่ยอย่างอึกอัก "ซุ่ยซุ่ย... ฉันขอโทษ เธอยกโทษให้ฉันได้ไหม?"

ลั่วซุ่ยซุ่ยเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วตอบกลับอย่างเกียจคร้าน "ไม่ค่ะ"

มู่หลานรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ทุกคนในร้านต่างจ้องมองมาที่เธอ ทำให้เธอทนไม่ไหวต้องทิ้งหญิงสาวอีกคนที่มาด้วยกันแล้ววิ่งหนีออกไป

ลั่วซุ่ยซุ่ยปรายตามองคนที่ถูกทิ้งไว้ แล้วโบกมือไล่อย่างรวดเร็ว "ฉันไม่เกี่ยวกับหล่อนนะ" ก่อนจะเดินออกมาเช่นกัน

หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จ ลั่วซุ่ยซุ่ยคิดว่ารสชาติอาหารร้านนี้ใช้ได้ เลยสั่งกลับบ้านอีกสิบชุด ตอนที่เธอกับเจียงเถียนเถียนเดินออกมา พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว แต่บรรยากาศยังคงอบอ้าวอยู่

เมื่อเห็นร้านข้างๆ ขายไอศกรีมฮาเก้น-ดาส เธอเลยเข้าไปเหมาตู้แช่แข็งกลับบ้านมาสองตู้

ค่ำวันนั้น ลั่วซุ่ยซุ่ยนั่งอยู่ในห้องดูหนังบนชั้นดาดฟ้า และใช้ไลท์เบรนติดต่อบอกพ่อกับแม่ว่าเธอปลอดภัยดี

จากนั้นเธอก็หยิบ 'ไข่สีแดง' ที่ซื้อมาจากจัตุรัสการค้าคราวก่อนออกมาพิจารณา หลังครุ่นคิดครู่หนึ่ง เธอก็กัดนิ้วตัวเองและหยดเลือดลงไปบนเปลือกไข่

แต่ผ่านไปพักใหญ่ ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้น

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก กู้หนานเยี่ยนเดินเข้ามาเห็นมือของเธอที่กำลังมีเลือดหยดไหล

"ซุ่ยซุ่ย!" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและร้อนรน

นับตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศ เขาก็ย้ายเข้ามาพักอยู่ที่ห้องรับรองแขกของตระกูลลั่ว เพื่อคอยดูแลความปลอดภัยให้เธอ

จบบทที่ บทที่ 14 ความสงบสุขครั้งสุดท้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว