เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 358 มึนงง

บทที่ 358 มึนงง

บทที่ 358 มึนงง


สิบสองชั่วโมงต่อมา

เมื่อยามราตรีมาเยือน ฟากฟ้าสีครามเข้มเปล่งประกายดวงดาวระยิบระยับ

แสงไฟหน้ารถสาดส่องไปไกลจนเป็นลำแสงคมกริบ

เสิ่นชิวขับมอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วสูงบนทางหลวง ด้วยตัวเลขบนแผงควบคุมที่แสดง 299+ กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เวลานี้ เสิ่นชิวเริ่มรู้สึกอ่อนล้า ดวงตาของเขาหนักอึ้งและความเหนื่อยล้าก็เริ่มเข้ามาครอบงำ

จะว่าไปก็ไม่แปลก ก่อนหน้านี้เขามัวแต่ทำปลอกดาบจนไม่ได้พักผ่อน จากนั้นก็ดันเกิดเรื่องเข้าให้อีก ไหนจะการต่อสู้หนักหน่วงที่ต้องสู้สุดชีวิต มันทำให้เขาเหนื่อยสะสมมากขึ้นไปอีก

บัดนี้ เขาขับรถมาเป็นเวลาสิบกว่าชั่วโมงติดต่อกัน นอกจากหยุดเติมน้ำมันและพักสั้นๆ เป็นบางครั้งแล้ว เขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนท้องถนน แน่นอนว่าความเหนื่อยล้าจึงเป็นเรื่องธรรมดา

“เรายังห่างจากเมืองฉิงคงอีกไกลแค่ไหน?”

เสิ่นชิวถามหยุนเซี่ยวซีด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

หยุนเซี่ยวซีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแผนที่ ก่อนจะตอบกลับ

“ใกล้ถึงแล้ว เหลือแค่สามร้อยกว่ากิโล ตามความเร็วของนาย อีกชั่วโมงก็น่าจะถึง”

“อืม”

เสิ่นชิวพยักหน้าเล็กน้อย ในที่สุดก็กำลังจะถึงปลายทางเสียที เขาจึงพยายามฝืนตัวเองให้มีสติ

ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นกองหินขนาดใหญ่ที่กีดขวางถนนตรงโค้งข้างหน้า

แต่ว่าความเร็วของมอเตอร์ไซค์สูงเกินไป อีกทั้งระยะห่างก็ใกล้เกินไป ทำให้ไม่มีเวลาตอบสนองใดๆ เลย

เสิ่นชิวเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัว ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่น

“กอดฉันให้แน่น!”

หยุนเซี่ยวซีไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ทำตามโดยไม่ลังเล เธอโอบกอดเสิ่นชิวไว้แน่น

เสิ่นชิวตัดสินใจกระแทกเบรกสุดแรง

เสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนนดังลั่นก้องไปทั่วค่ำคืนอันเงียบสงัด

ทว่า...มันก็สายไปแล้ว!

โครม!!

มอเตอร์ไซค์พุ่งเข้าปะทะกับกองหินเต็มแรง ส่งผลให้เสิ่นชิวและหยุนเซี่ยวซีลอยตัวขึ้นกลางอากาศ

“กรี๊ดดด!”

เสียงร้องของหยุนเซี่ยวซีดังขึ้น ขณะที่ทั้งสองร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่าง...

หยุนเซี่ยวซีร้องอุทานออกมาทันที

เสิ่นชิวที่อยู่กลางอากาศรีบพลิกตัวกอดหยุนเซี่ยวซีไว้ ก่อนที่ร่างของเขาจะเปล่งประกายแสงสายฟ้าออกมา ก่อเกิดเป็นเกราะสายฟ้าปกคลุมร่างกาย

จากนั้นเสิ่นชิวปรับท่าทางพลิกตัวกอดหยุนเซี่ยวซีแน่น ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงโดยมีแผ่นหลังของเขารับแรงกระแทกเต็มๆ

หากเป็นคนธรรมดา คงแหลกเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว

แต่เสิ่นชิวสามารถทนรับเอาไว้ได้ แม้ว่าแรงกระแทกอันรุนแรงจะทำให้เขาเจ็บปวดจนแทบจะกลอกตาขึ้นฟ้า หายใจติดขัดไปชั่วขณะ

ทันใดนั้น กลุ่มคนจำนวนมากก็พากันโผล่ออกมาจากข้างทางของถนน มุ่งหน้าพุ่งตรงมาทางเสิ่นชิวและหยุนเซี่ยวซี

“เสี่ยวถง พวกเราไม่ได้แค่ปล้นเงินหรอกเหรอ? หรือว่า… พวกเขาตายกันหมดแล้ว?”

“ตายก็ปล่อยให้ตายไป! ไม่ต้องไปสงสารพวกหมูเมืองพวกนี้หรอก อีกอย่างพวกมันขับรถซิ่งเอง ตายไปก็สมควรแล้ว!”

“เอ๊ะ? ดูเหมือนจะยังไม่ตายนะ”

ขณะนั้น เสิ่นชิวถอดหมวกกันน็อกออกก่อนจะสะบัดศีรษะเล็กน้อย พยายามทำให้สมองที่มึนงงจากแรงกระแทกกลับมาแจ่มใสขึ้น

แต่ทันทีที่เขาได้สติ เขาก็พบว่าปืนสีดำสนิทหลายกระบอกถูกเล็งมาที่เขากับหยุนเซี่ยวซี

ชายหนุ่มผมแดงที่สวมแจ็กเก็ตยีนเก่าขาดเป็นหัวหน้าของกลุ่ม เขาเดินเข้ามาพร้อมกับเตะเสิ่นชิวเข้าเต็มแรง ก่อนจะเอ่ยเสียงแข็ง

“ลุกขึ้นมา!”

หยุนเซี่ยวซีที่เริ่มตั้งสติได้แล้ว หันไปมองเสิ่นชิวทันที

เสิ่นชิวส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หยุนเซี่ยวซีอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ แล้วชูมือขึ้นเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ความจริงแล้ว เสิ่นชิวคิดจะจัดการกลุ่มคนพวกนี้ไปตั้งแต่แรก แต่จำนวนปืนที่อีกฝ่ายมีอยู่ในมือมันมากเกินไป และทั้งหมดต่างก็เล็งมาทางเขากับหยุนเซี่ยวซี

หากเป็นตัวเขาคนเดียวก็คงไม่ต้องกังวลอะไร แต่เขาห่วงว่าหยุนเซี่ยวซีอาจได้รับอันตรายหากเกิดการปะทะกันขึ้น

แม้ว่าพวกเขาจะมีพลังพิเศษที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอาวุธปืนก็ยังต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าไม่ใช่พวกที่มีพลังพิเศษอย่างน้ำ โลหะ หรือหิน ซึ่งสามารถต้านกระสุนได้ ก็คงยังต้องกังวลกับกระสุนปืนอยู่

แน่นอนว่าในอนาคตหากพวกเขาพัฒนาพลังหรือยีนถึงระดับที่สูงพอ ก็สามารถเพิกเฉยต่ออาวุธพวกนี้ได้

แต่สำหรับตอนนี้… ยังไม่ใช่

ถึงกระนั้น เสิ่นชิวก็ไม่ได้หวาดกลัวมากนัก เขาแค่ต้องรอจังหวะ เมื่อใดที่พวกมันเผลอเพียงเล็กน้อย เขาก็จะจัดการทั้งหมดในพริบตา

“เสี่ยวถง พวกมันมีผู้หญิงอยู่ด้วย”

ลูกน้องคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ

“ผู้หญิงก็เหมือนกัน! ไม่ต้องแยกแยะ!”

เสี่ยวถงตบหัวลูกน้องเบาๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบ

ในตอนนั้นเอง รถออฟโรดคันเก่าคันหนึ่งขับเข้ามา คนกลุ่มนั้นเมื่อเห็นรถคันนั้นต่างพากันส่งสายตาดุดันเตือนเสิ่นชิว

“หัวหน้าของพวกเรามาแล้ว พวกแกทำตัวดีๆ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะได้เจ็บตัวกันแน่”

เสิ่นชิวได้ยินดังนั้น แววตาเขาเปล่งประกายเจตนาฆ่าขึ้นมาเล็กน้อย ‘มาพอดีเลย จะได้เก็บกวาดรวดเดียว’

รถออฟโรดคันนั้นจอดลงข้างพวกเขา

ประตูรถถูกเปิดออก ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่ถือปืนกลมือก้าวลงจากรถ

“หัวหน้าครับ ท่านมาแล้ว”

“หัวหน้า พวกเราจับหมูเมืองมาได้อีกสองคน”

เสี่ยวถง และพวกตะโกนเรียกชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ แข็งแกร่ง ดวงตาเป็นประกายคมกริบคนหนึ่ง

ทันใดนั้นชายหนุ่มคนนั้นหันไปมองเสิ่นชิวและ หยุนเซี่ยวซี สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะยกเท้าถีบก้นเสี่ยวถง เข้าเต็มแรง

“ใครบอกให้แกจับตัวเขามา! วางปืนลงเดี๋ยวนี้!”

เสี่ยวถง และพรรคพวกตกตะลึง แต่สุดท้ายก็ทำตามคำสั่งโดยไม่อิดออด

จากนั้นชายหนุ่มคนนั้นรีบหันมาขอโทษเสิ่นชิวทันที

“ขอโทษครับ! หัวหน้า!”

คำพูดนั้นทำเอาเสี่ยวถง และพวกถึงกับช็อก พวกเขามองเสิ่นชิวกับ หยุนเซี่ยวซีด้วยความงุนงง

เสิ่นชิวขมวดคิ้วจ้องชายหนุ่มตรงหน้า เขาจำได้ทันที นี่มันไอ้เด็กจางซ่านจากสลัมไม่ใช่หรือไง! คนที่มากับเขาก็เป็นพวกที่เสิ่นชิวอัดเละวันนั้น!

“เสิ่นชิว ตั้งแต่เมื่อไหร่นายมีลูกสมุนเป็นโจรด้วย?”

หยุนเซี่ยวซีเอ่ยถามด้วยความตกใจ

เสิ่นชิวได้ยินเช่นนั้นยิ่งโมโห เขาก้าวไปเตะก้นจางซ่านเข้าเต็มแรง

“ใครเป็นหัวหน้าแกกันหา!?”

จางซ่านโดนเตะ แต่ไม่โกรธ กลับยิ้มแหยๆ แล้วพูดว่า

“หัวหน้า อย่าโกรธเลย พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เฮ้! รีบขอโทษหัวหน้าเร็ว! ถ้าไม่ใช่เพราะหัวหน้าปล่อยไว้ พวกแกคงตายไปแล้ว!”

“ขอโทษครับ!”

เสี่ยวถง และพรรคพวกหน้าซีดเผือด รีบก้มหัวขอโทษเสิ่นชิวกับหยุนเซี่ยวซีทันที ท่าทีหยิ่งผยองก่อนหน้านี้ไม่มีเหลือแม้แต่น้อย

เสิ่นชิวสีหน้ายังคงดูแย่ แต่ก็คลายความเคร่งขรึมลงเล็กน้อย

“จางซ่าน อธิบายมา เกิดอะไรขึ้นกันแน่! แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าหัวหน้าได้แล้ว ฉันยังไม่ได้ตอบตกลงซะหน่อย!”

“หัวหน้า ใจเย็นก่อน! เอาอย่างนี้ไหมครับ ขึ้นรถไปกับพวกเราที่ค่าย แล้วท่านจะเข้าใจทุกอย่างเอง”

จางซ่านเอ่ยอ้อนวอนอย่างจริงจัง

“ฮึ่ม!”

เสิ่นชิวเหลือบมองซากรถมอเตอร์ไซค์ที่พังเสียหาย แล้วแค่นเสียงตอบรับ ถือเป็นการยอมรับข้อเสนอ

จางซ่านยิ้มอย่างมีไหวพริบ รีบผายมือเชื้อเชิญ

“เชิญขึ้นรถครับ หัวหน้า”

เสิ่นชิวหันไปพูดกับหยุนเซี่ยวซี

“ขึ้นรถกันเถอะ”

“อืม”

แม้หยุนเซี่ยวซีจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่เธอกลับรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ดูน่าสนุกไม่น้อย

ไม่นานนัก รถของจางซ่านก็แล่นออกไปพร้อมกับเสิ่นชิวและหยุนเซี่ยวซี

ผ่านไปเพียงสิบห้านาที เสิ่นชิวมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเบื้องหน้ามีชุมชนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าโทรมและกระท่อมเหล็กผุพัง

เด็กๆ ที่มีใบหน้าอิดโรย ผอมแห้ง กำลังนั่งเล่นบนพื้นดิน

ขณะที่หลายคนก่อไฟกลางแจ้งเพื่อต้มน้ำซุป ทว่าหากมองใกล้ๆ จะเห็นว่าในหม้อของพวกเขามีเพียงเปลือกไม้แห้งและตะไคร่น้ำเท่านั้น...

..........

จบบทที่ บทที่ 358 มึนงง

คัดลอกลิงก์แล้ว