เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 751: โตกันหมดแล้ว

บทที่ 751: โตกันหมดแล้ว

บทที่ 751: โตกันหมดแล้ว


บทที่ 751: โตกันหมดแล้ว

เมื่อมองดูบรรดาสาวงามร่ายรำอยู่หน้าหลุมศพของตน ซูหลีก็รู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก

หรือว่าวันที่เขาถูกฝัง พี่หมีต้าก็เตรียมกลุ่มสาวงามมาเต้นระบำหน้าหลุมศพของเขาแบบนี้ด้วย?

แค่จินตนาการ ซูหลีก็รู้สึกว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี

พี่หมีต้า ฝากไว้ก่อนเถอะ!

ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับการเต้นรำที่วาบหวิวสุดๆ ของสาวงามเหล่านี้ ผู้คนที่มาร่วมงานรำลึกถึงซูหลีกลับดูคุ้นชินเป็นอย่างดี

จากสีหน้าที่สงบนิ่งของพวกเขา ซูหลีบอกได้เลยว่าพี่หมีต้าไม่ได้ทำแบบนี้เป็นครั้งแรกแน่นอน

ซูหลีรู้สึกราวกับมีก้อนเลือดเก่าๆ จุกอยู่ที่คอหอย พร้อมจะกระอักออกมาได้ทุกเมื่อ

หลังจากเต้นรำกันอย่างเต็มที่ เหล่าดรุณีจากยอดยอดเขาลวี่ฉา (ชาเขียว) และยอดเขานวี่เพียว (โสเภณีหญิง) ก็โค้งคำนับแล้วล่าถอยไป

มีคนเริ่มปรบมือ และไม่นานเสียงปรบมือก็ดังระงมขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเป็นงานกาล่าโชว์ทางวัฒนธรรม

อย่าให้ข้ารู้นะว่าใครเริ่มตบมือ!

ข้าจะหักหัวมันทั้งสองหัวเลยคอยดู!

ซูหลีคิดว่าแค่มีคนมาเต้นระบำหน้าหลุมศพก็ชวนให้ความดันขึ้นพอแรงแล้ว

เขาไม่คาดคิดเลยว่าพิธีกรรมในส่วนถัดไปจะทำให้เขาแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ

พี่หมีต้า! ท่านทำบ้าอะไรเนี่ย! พี่หมีต้า!

หยุดนะ!

ซูหลีจิกเล็บลงบนต้นไม้จนเป็นรอยลึก แต่นอกจากการฟื้นคืนชีพตรงนั้นแล้ว เขาไม่มีทางหยุดพี่หมีต้าได้เลย!

"หนังสือพวกนี้! คือหนังสือปกขาวและภาพวาดวังวนสวาทที่ข้าตามสะสมมาตลอดทั้งปี"

พี่หมีต้ายกกองหนังสือและม้วนภาพกองโตมาวางไว้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ

"เสี่ยวหลีเคยบอกข้าไว้! ว่าตอนที่เขาตาย ข้าต้องเผาภาพวาดวังวนสวาทและนิยายรักประโลมโลกให้เขาทุกปี

ในฐานะพี่น้อง! ข้าจดจำใส่ใจเสมอมา!"

พูดจบ พี่หมีต้าก็หันกลับมาโค้งคำนับหลุมศพของซูหลีอย่างสุดซึ้ง:

"น้องชาย! ไม่ต้องห่วง อะไรที่ข้ารับปากเจ้าไว้ พี่ชายคนนี้จะทำให้สำเร็จแน่นอน

ภาพวาดและนิยายเหล่านี้ล้วนเป็นงานชั้นยอด มีทั้งแม่ม่ายสาวพราวเสน่ห์ สตรีสูงศักดิ์วัยสะพรั่ง และดรุณีแรกรุ่นที่ไร้เดียงสา ไม่ต้องห่วง เป็นรักแท้บริสุทธิ์ทั้งนั้น ข้าตรวจสอบมาหมดแล้ว ไม่มีแย่งเมียชาวบ้าน แน่นอน

น้องชาย! เสพสุขให้เต็มที่!

ปีหน้า! ข้าจะเผาไปให้อีกเยอะๆ!

ถ้ายังไม่พอ เจ้ามาเข้าฝันข้าได้เลย เดี๋ยวข้าจะเผาเพิ่มไปให้!"

พี่หมีต้าคำนับซูหลีสามครั้ง แล้วโยนคบเพลิงใส่กองหนังสือปกขาวและภาพวาดวังวนสวาท

ทันใดนั้น เปลวไฟก็ลุกโชนโชติช่วง

เมื่อหนังสือมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน พี่หมีต้ายังเผาหุ่นจำลองและหมอนข้างไปให้ซูหลีด้วย

ถ้าเป็นหมอนข้างธรรมดาก็ว่าไปอย่าง

แต่หมอนข้างพวกนี้ดันสกรีนลายวาบหวิวทั้งนั้น!

เป็นประเภทที่ถ้าญาติผู้ใหญ่เดินเข้ามาเห็นในห้องตอนวันตรุษจีน คงอยากจะเอาหัวโหม่งกำแพงตายให้รู้แล้วรู้รอด

ซูหลีเริ่มเสียใจแล้ว

ซูหลีถึงขั้นสงสัยว่าเมื่อก่อนเขาเปิดเผยตัวตนกับคนอื่นมากเกินไปหรือเปล่า จนทำให้คนพวกรู้รสนิยม ของเขาอย่างทะลุปรุโปร่งขนาดนี้!

ไม่ใช่แค่นั้น!

แม้กระทั่ง! ตายไปแล้ว รสนิยมของเขาก็ยังถูกคนอื่นเอามาประจาน!

บัดซบ!

โชคดีที่ขั้นตอนหลังจากนั้นไม่ได้ชวนให้ความดันขึ้นขนาดนี้

ขั้นตอนต่อไปเป็นเพียงการสวดมนต์และทำพิธีส่งวิญญาณเท่านั้น

บทสวดเหล่านี้น่าจะเป็น "มนตราเรียกวิญญาณ"

สิ่งที่เรียกว่า "มนตราเรียกวิญญาณ" เป็นคาถาที่ลึกซึ้งและลึกลับ

เล่าขานกันว่าหลังจากที่วิญญาณแตกสลาย หากสวดมนตราเรียกวิญญาณอย่างต่อเนื่อง จะสามารถรวบรวมวิญญาณที่แตกซ่านให้กลับมารวมกันใหม่ได้ เพื่อให้วิญญาณได้ไปเกิดใหม่

มนตราเรียกวิญญาณเป็นหนึ่งในวิชาลับสูงสุดของวัดอัสนีบาต

แต่ดูเหมือนว่า... วัดอัสนีบาตจะไม่เคยทำสำเร็จเลยสักครั้ง?

ถึงอย่างนั้น ซูหลีก็ยังรู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย

เขาไม่คิดว่าแม้เขาจะวิญญาณแตกสลายไปแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ถอดใจในตัวเขา และยังคงคิดหาวิธีช่วยให้เขาได้ไปเกิดใหม่

หลังจากพิธีกรรมทั้งหมดเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาของพิธีร่ำไห้

สหายของซูหลีสามารถร้องไห้ได้อย่างอิสระเพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้ล่วงลับ

จากนั้น...

ซูหลีก็เห็นพี่หมีต้ากับจ้าวซิน ชายร่างใหญ่สองคน กอดป้ายหลุมศพของเขาคนละข้าง ร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ

ใครไม่รู้คงนึกว่าพ่อของพวกเขาตาย

แต่ซูหลีก็ดีใจมากที่ได้ลูกชายกตัญญูสองคนนี้

หลังพิธีร่ำไห้ ทุกคนก็ทยอยเดินลงจากเขา และพิธีรำลึกถึงเขาก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

ในวันรุ่งขึ้น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เชียนหลิงห้ามกินอาหารร้อนทุกชนิด ทุกคนต้องกินอาหารเย็นชืดเพื่อแสดงความไว้อาลัยแด่เขา

จะพูดยังไงดี...

นอกจากความอับอายขายขี้หน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้ว พิธีรำลึกของเขาก็ถือว่ายิ่งใหญ่สมเกียรติทีเดียว

เมื่อทุกคนลงจากเขาไปหมดแล้ว ความมืดเริ่มโรยตัว ซูหลีอยากกระโดดลงจากต้นไม้ไปหยิบแอปเปิลกินสักลูก

จริงๆ แล้วซูหลีไม่ได้อยากกินแอปเปิลขนาดนั้น

แต่ซูหลีอยากลองกินของเซ่นไหว้หน้าหลุมศพตัวเองดูบ้าง อยากรู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง

แหม จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้กินของเซ่นไหว้หน้าหลุมศพตัวเองล่ะ?

แต่ในขณะที่ซูหลีกำลังจะลงจากต้นไม้ ร่างอรชรสองร่างก็เหาะลงมาจากอีกด้านหนึ่ง

ไม่นาน ซูหลีก็เห็นสองพี่น้องโม่หลานและโม่เยว่เดินมาที่หลุมศพของเขา

ที่แท้โม่หลานและโม่เยว่ก็มาถึงหลุมศพเขาตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งจะยอมปรากฏตัวออกมาตอนนี้

เขาไม่ได้เจอโม่หลานและโม่เยว่มาห้าปีแล้ว

สองพี่น้องคู่นี้ดูเหมือนจะงดงามยิ่งกว่าเมื่อห้าปีก่อนเสียอีก

แต่...

เขามักรู้สึกว่าพวกนางมีความงามแบบเศร้าสร้อย เหมือนแม่ม่ายสามีตาย

"ซูหลี พวกเรามาเยี่ยมท่านแล้ว"

โม่หลานรินสุราหนึ่งจอกให้ซูหลี

"เจ้านาย โปรดวางใจ โม่เยว่จะตั้งใจบำเพ็ญเพียร และเมื่อพวกชาวสวรรค์ที่น่ารังเกียจเหล่านั้นลงมา โม่เยว่จะแก้แค้นให้ท่าน!"

ขอบตาของโม่เยว่แดงก่ำ

หลังจากคำนับสามครั้งหน้าหลุมศพของซูหลี โม่หลานและโม่เยว่ก็กลายร่างเป็นจิ้งจอกสองตัว ตัวหนึ่งสีดำและตัวหนึ่งสีขาว ต่างมีหางยาวเก้าหาง

การที่มีหางงอกออกมาเก้าหาง หมายความว่าพวกนางทั้งสองได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนขั้นกลางแล้ว

จิ้งจอกสวรรค์เก้าหางในขอบเขตเซียน คือสภาวะที่สมบูรณ์ที่สุดของเผ่าพันธุ์จิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง!

ขอบเขตเซียนของจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางนั้น เป็นคนละเรื่องกับขอบเขตเซียนของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ความแตกต่างไม่ใช่แค่ระดับเดียว

พวกนางนอนหมอบลงคนละข้างของหลุมศพเขา

ในขณะที่ซูหลีกำลังลังเลว่าจะจากไปดีหรือไม่ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากไม่ไกลนัก

ผีเสื้อลืมเลือน (วั่งโยวเตี๋ย) เดินขึ้นเขามา

เวลานี้ ผีเสื้อลืมเลือนดูสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย และรูปร่างของนางก็ดูอวบอิ่มเกินจริงยิ่งกว่าเดิม

แม้ชุดนักพรตของผีเสื้อลืมเลือนจะหลวมโคร่ง แต่กลับดูตึงเปรี๊ยะอย่างน่าเหลือเชื่อ

ราวกับว่าแค่ผีเสื้อลืมเลือนยืดตัวเพียงนิดเดียว สาบเสื้อตรงหน้าอกอาจจะปริแยกออกจากกันได้

เมื่อเห็นผีเสื้อลืมเลือนเดินเข้ามา โม่หลานและโม่เยว่เพียงแค่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง แล้วใช้หางจิ้งจอกปิดหูตัวเองไว้

นี่เป็นความเข้าใจโดยนัยที่พวกนางสร้างขึ้นมานานแล้ว

หลังจากพิธีรำลึก ผู้คนจะทยอยมาอาลัยซูหลีเป็นการส่วนตัว และโม่หลานกับโม่เยว่จะไม่แอบฟังถ้อยคำกระซิบที่พวกเขาพูดกับซูหลี

"สหายธรรมซู ตอนนี้วิชา 'ฝันล้ำค่าในหม้อข้าวฟ่าง' (หวงเหลียงอี้เมิ่ง) ของผีเสื้อลืมเลือน เหลือเพียงขั้นตอนการ 'ผสานหยินหยาง' (ซวงซิว) อีกเพียงขั้นตอนเดียวก็จะสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ขอให้สหายธรรมซูวางใจ

วิชาฝันล้ำค่าในหม้อข้าวฟ่างนี้ สหายธรรมซูเป็นผู้สอนให้ข้า ผีเสื้อลืมเลือน

ดังนั้น ผีเสื้อลืมเลือนจะไม่มีวันผสานหยินหยางกับใครหน้าไหนทั้งนั้น!

ผีเสื้อลืมเลือนไม่เชื่อว่าสหายธรรมซูจะวิญญาณแตกสลายไปง่ายๆ แบบนี้

ผีเสื้อลืมเลือนจะต้องตามหาการกลับชาติมาเกิดของสหายธรรมซูให้พบ! แล้วค่อยผสานหยินหยางกับสหายธรรมซู!"

ผีเสื้อลืมเลือนคำนับหลุมศพซูหลี แล้วจุมพิตเบาๆ ที่ป้ายหลุมศพ ราวกับจูบที่หน้าผากของซูหลี ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

หลังจากผีเสื้อลืมเลือนจากไป โม่หลานและโม่เยว่รีบลุกขึ้น ใช้หางจิ้งจอกเช็ดถูตรงจุดที่ผีเสื้อลืมเลือนเพิ่งจูบป้ายหลุมศพของซูหลีอย่างรวดเร็ว

เช็ดจนขนหางของโม่หลานและโม่เยว่ร่วงไปหลายเส้น ถึงได้ยอมหยุด

ราวกับว่าทำเช่นนั้นแล้ว ซูหลีถึงจะสะอาดหมดจด

หลังจากผีเสื้อลืมเลือนจากไป จ้าวหลิงเสวี่ยก็เดินขึ้นเขามาถึงหน้าหลุมศพของซูหลี

"เจ้าคนทึ่ม ตอนนี้ข้าบรรลุขอบเขตเซียนแล้วนะ!"

จ้าวหลิงเสวี่ยสูดหายใจลึก

"ไม่ต้องห่วง ข้าจะแก้แค้นให้เจ้าเอง!

ข้าได้ยินมาว่าชิวชิงเมิ่งกับราชาแห่งอาณาจักรคนภูตผีกำลังหาวิธีรวบรวมดวงจิตของเจ้าเพื่อชุบชีวิตเจ้าขึ้นมาใหม่!

ข้าหัวช้าหน่อย เลยช่วยอะไรไม่ได้มาก!

แต่เมื่อดวงจิตของเจ้าฟื้นคืนและเจ้าได้ไปเกิดใหม่! ข้าจะตามหาเจ้าให้เจอ!"

จ้าวหลิงเสวี่ยชักกระบี่ยาวออกมา ตั้งใจจะสลักข้อความลงบนป้ายหลุมศพของซูหลี แต่ถูกโม่หลานและโม่เยว่ห้ามไว้เสียก่อน

"จ้าวหลิงเสวี่ย! เจ้าจะทำอะไร!"

"ข้าจะสลักตัวอักษร!"

"จะสลักคำว่าอะไร!"

"ภรรยาของซูหลี — จ้าวหลิงเสวี่ย ฝากไว้!"

"ไม่ได้!"

"ทำไมจะไม่ได้! ข้าเป็นภรรยาของซูหลีนะ!"

"พวกเราบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้! ตกลงกันแล้วนี่! ห้ามใครสลักคำว่า 'ภรรยารัก [ชื่อ]' ลงบนป้ายหลุมศพของซูหลีเด็ดขาด!"

จ้าวหลิงเสวี่ย โม่หลาน และโม่เยว่ ยื้อยุดฉุดกระชากกันเล็กน้อย

สุดท้าย ด้วยเกรงว่าขืนสู้กันต่อไปหลุมศพของซูหลีจะพังพินาศ จ้าวหลิงเสวี่ยจึงยอมถอย กระฟัดกระเฟียดเดินจากไป

หลังจากจ้าวหลิงเสวี่ยจากไป

ชิวชิงเมิ่งและฉินหรันหรันก็มาถึงหน้าหลุมศพของซูหลี

เมื่อมองดูหลุมศพของซูหลี ทั้งสองไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่กอบดินจากข้างหลุมศพไปกำมือหนึ่งแล้วจากไป

ดินหน้าหลุมศพมักจะหลงเหลือพลังดวงจิตของผู้ตายไว้บ้าง

แม้เขาจะ "วิญญาณแตกสลาย" ไปแล้ว แต่หลังจากผ่านพิธีรำลึกมาห้าปีบวกกับมนตราเรียกวิญญาณ พวกนางเชื่อว่าดวงจิตของเขาน่าจะรวมตัวกันได้บ้างแล้ว

ดังนั้นซูหลีเดาว่าพวกนางคงต้องการใช้ดินจากหลุมศพของเขาเพื่อสกัดเอาดวงจิตออกมา

จากนั้นใช้พลังดวงจิตที่สกัดได้ เพื่อตามหาเศษเสี้ยววิญญาณส่วนอื่นๆ ของเขา นำมาประกอบเข้าด้วยกัน และช่วยให้เขาไปเกิดใหม่ในที่สุด

แต่พวกนางคงต้องผิดหวัง เพราะเขาไม่ได้ตายจริงๆ สักหน่อย ดินหลุมศพนั่นยิ่งไร้ประโยชน์เข้าไปใหญ่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซูหลีคาดไม่ถึงคือชิวชิงเมิ่งและฉินหรันหรันจะยึดติดกับเขาขนาดนี้

บางทีอาจเป็นเพราะพวกนางรู้สึกผิดและต้องการชดเชยอะไรบางอย่างให้เขา

ต่อมา ซูหลีเห็นอ๋าวเสี่ยวเสี่ยวและอี้เหมยหานแยกกันมาจุดธูปที่หลุมศพของเขา

เขาพอจะเข้าใจได้ที่อ๋าวเสี่ยวเสี่ยวมาจุดธูป เพราะเขากับอ๋าวเสี่ยวเสี่ยวเป็นสหายกัน

แต่อี้เหมยหานมาจุดธูปทำไมเนี่ย?

เขาตายไปแล้ว นางน่าจะดีใจที่สุดไม่ใช่เหรอ?

นั่นไง!

ซูหลีเห็นอี้เหมยหานแอบเตะหลุมศพเขาด้วย

โม่หลานและโม่เยว่โกรธจัดและเริ่มตะลุมบอนกับอี้เหมยหาน

สุดท้าย ภายใต้การขู่คำรามของโม่หลานและโม่เยว่ อี้เหมยหานก็เดินกระแทกเท้าจากไปอย่างหัวเสีย

ต่อจากนั้น ซูหลีเห็นเจียงหนิงจือมาจุดธูปที่หลุมศพเขา

เจียงหนิงจือจุดธูปด้วยความเคารพนอบน้อมมาก

อันที่จริง เจียงหนิงจือกับซูหลีรู้จักกันมานานแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ ซูหลีกับเจียงหนิงจือก็มีความสัมพันธ์เพียงแค่ศิษย์ร่วมสำนักเท่านั้น

หลังจากเจียงหนิงจือจากไป ฉินซือซือกับสตรีอีกนางหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนก็มาที่หลุมศพเขา

สตรีผู้นี้สวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อน ผมยาวเกล้าด้วยปิ่นไม้ ปล่อยผมที่เหลือสยายลงมาคลุมไหล่

สตรีผู้นี้ดูคุ้นหน้าแปลกๆ แต่ทำไมเขาถึงนึกไม่ออกว่าเป็นใคร?

ซูหลีเปิดดูบทของอีกฝ่าย

พระเจ้าช่วย!

นั่นมู่หลิวนี่นา!

มู่หลิวจะเลิกปลอมตัวเป็นชายแล้วหรือ?

ทั้งสองเดินมาที่หลุมศพของซูหลี

"ศิษย์พี่ซู ขอวิญญาณท่านบนสวรรค์โปรดเป็นพยาน ตั้งแต่วันนี้ไป ข้ากับฉินซือซือจะสาบานเป็นพี่น้องกัน นับจากนี้ ข้ากับฉินซือซือจะเป็นพี่น้องร่วมสาบาน"

ฉินซือซือมองป้ายหลุมศพซูหลีอย่างจริงจัง "ศิษย์พี่ซู ท่านจะอวยพรให้พวกเราใช่ไหมเจ้าคะ?"

พูดจบ ฉินซือซือและเถาอวิ๋นหวยก็จุดธูปในมือ แล้วคำนับซูหลีสามครั้ง ก่อนปักธูปลงหน้าหลุมศพ

ซูหลีย่อมไม่มีปัญหาที่พวกนางจะสาบานเป็นพี่น้องกัน

ฉินซือซือกับเถาอวิ๋นหวยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะสาบานเป็นพี่น้องกัน

แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนพวกนางไม่ได้มาสาบานเป็นพี่น้อง แต่มาแต่งงานกันมากกว่านะ?

หลังจากเคารพศพซูหลี และเถาอวิ๋นหวยกับฉินซือซือสาบานเป็นพี่น้องกันเสร็จ ทั้งคู่ก็พรรณนาถึงความความคิดถึงที่มีต่อซูหลี แล้วจึงจากไป

หลังจากเถาอวิ๋นหวยและฉินซือซือจากไป ในที่สุดศิษย์น้องของเขาก็มาถึง

เมื่อเห็นเฉียนอวิ๋นและคนอื่นๆ หัวใจของซูหลีก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้น

เฉียนอวิ๋นยังคงดูเหมือนเดิม

แต่ทว่า เมื่อสังเกตดีๆ ซูหลีเห็นความเศร้าหมองจางๆ ที่หว่างคิ้วของเฉียนอวิ๋น

สีหน้าของนางดูสงบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้า

เมื่อมองดู ความรู้สึกผิดก็ผุดขึ้นในใจของซูหลี

ส่วนอิ๋นหลิงและเสี่ยวไป๋โตเป็นสาวแล้ว

เวลานี้ อิ๋นหลิงสูงเท่าเฉียนอวิ๋นแล้ว และรูปร่างหน้าตาก็เติบโตเต็มที่ กลายเป็นสาวงามสะพรั่ง

สมคำร่ำลือจริงๆ ว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง หญิงสาวเปลี่ยนไปสิบแปดตลบเมื่อโตขึ้น

ถ้าซูหลีไม่สังเกตเห็นเค้าโครงหน้าตอนเด็กๆ หลงเหลืออยู่บ้างบนใบหน้าของอิ๋นหลิง เขาคงจำนางไม่ได้เลย

ส่วนเสี่ยวไป๋

เสี่ยวไป๋ดูเหมือนเด็กอายุสิบสามสิบสี่ปี เริ่มฉายแววความงามแล้ว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อเสี่ยวไป๋โตเต็มที่ นางจะต้องเป็นสาวงามล่มเมืองอีกคนอย่างแน่นอน!

"โตกันหมดแล้วสินะ..."

จบบทที่ บทที่ 751: โตกันหมดแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว