เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 720: สิ่งที่แม่นางไป๋รับรู้

บทที่ 720: สิ่งที่แม่นางไป๋รับรู้

บทที่ 720: สิ่งที่แม่นางไป๋รับรู้


บทที่ 720: สิ่งที่แม่นางไป๋รับรู้

ภายในถ้ำ ไป๋เยี่ยเยี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าซูหลี

มือทั้งสองของซูหลีทาบลงบนแผ่นหลังของไป๋เยี่ยเยี่ย ถ่ายทอดปราณจิตวิญญาณให้อีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

แม้ซูหลีจะมิใช่ผู้บำเพ็ญสายแพทย์ แต่เขาก็พอมีความรู้เรื่องการรักษาอยู่บ้าง

สมัยเด็กตอนอยู่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิง ซูหลีเคยเป็นลูกมือในหอโอสถ ช่วยงานหยิบจับอยู่บ่อยครั้ง ช่วงเวลานั้นซูหลีจึงได้เรียนรู้วิชาแพทย์มามิใช่น้อย

ซูหลีใช้ปราณจิตวิญญาณไหลเวียนเข้าสู่ร่างของไป๋เยี่ยเยี่ย กระตุ้นความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองของร่างกาย

ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองของสัตว์เทพนั้นแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ!

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม บาดแผลบริเวณหน้าท้องของไป๋เยี่ยเยี่ยที่ถูกกระบี่ยาวแทงทะลุก็สมานตัวเรียบร้อยแล้ว

ทว่านี่เป็นเพียงการสมานแผลภายนอกเท่านั้น ในความเป็นจริง อวัยวะภายในของไป๋เยี่ยเยี่ยยังคงบอบช้ำหนักและกำลังซ่อมแซมตัวเองอย่างต่อเนื่อง

แม้ดูเหมือนว่าบาดแผลภายนอกของไป๋เยี่ยเยี่ยจะหายดีแล้วพอสมควร

แต่ปัญหาคือ สำหรับผู้บำเพ็ญระดับห้าขอบเขตบน บาดแผลภายนอกหาใช่เรื่องสำคัญที่สุดไม่

เพราะถึงผู้บำเพ็ญระดับห้าขอบเขตบนจะไร้หัวใจ ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานนับสิบปี หรือแม้แต่เปลี่ยนเอาหัวใจดวงอื่นมาใส่แทนก็ไม่ใช่ปัญหา

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเส้นชีพจรปราณและจุดชีพจรภายในร่างต่างหาก

เส้นชีพจรปราณและจุดชีพจรของไป๋เยี่ยเยี่ยเสียหายอย่างหนักจากการต่อสู้ที่ดุเดือด

การไหลเวียนของปราณจิตวิญญาณติดขัดอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงดวงจิตของนางแล้ว

และความเสียหายระดับนี้ ซูหลีไม่อาจรักษาได้แน่นอน

ต้องรอให้ออกไปข้างนอกแล้วรับการรักษาจากผู้บำเพ็ญสายแพทย์ รวมถึงทานของวิเศษฟ้าดินต่างๆ เสียก่อน

โชคยังดีที่เวลายังไม่กระชั้นชิดนัก

เพราะภายใต้การรักษาของซูหลี อย่างน้อยนางก็สามารถประคองอาการไว้ได้นานถึงสิบวัน และสิบวันก็เพียงพอที่จะออกไปจากที่นี่แล้ว

ส่วนเรื่องของวิเศษฟ้าดินยิ่งไม่ต้องกังวล ในฐานะองค์หญิงห้าแห่งอาณาจักรหมื่นปีศาจ นางไม่เคยขาดแคลนของเหล่านี้

แต่ทว่า ซูหลีไม่รู้เลยว่าเมื่อออกไปแล้วเขาจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

ซูหลีสังหรณ์ใจว่าทันทีที่ก้าวเท้าออกไป อาจมีศัตรูมากมายถืออาวุธรอรุมกินโต๊ะเขาอยู่

บางทีอีกฝ่ายอาจดักรออยู่หน้าภาพวาดแล้วก็ได้

อ้อ จริงสิ เขายังต้องเผชิญด่านเคราะห์อัสนีอีกด้วย

ป่านนี้เมฆทัณฑ์ระดับขอบเขตเซียนของเขาคงลอยรออยู่บนฟ้า เตรียมพร้อมต้อนรับเขาอยู่เป็นแน่

ทันทีที่ก้าวขาออกไป สายฟ้าคงฟาดเปรี้ยงลงมาทันที

"ช่างเถอะ คิดไปก็ป่วยการ ตอนนี้วิธีนี้ดีที่สุดแล้ว"

ซูหลีส่ายหน้า สงบจิตใจลง

อีกอย่าง การที่ด่านเคราะห์อัสนีมาเยือนในเวลานี้อาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป อย่างเลวร้ายที่สุด เขาก็แค่ลากพวกมันมารับเคราะห์ร่วมกันให้หมด!

เมื่อถอนปราณจิตวิญญาณกลับคืน ซูหลีได้ทุ่มเทสุดความสามารถในการช่วยรักษาไป๋เยี่ยเยี่ยแล้ว นี่คือทั้งหมดที่เขาทำได้ เกินกว่านี้เขาก็จนปัญญา

แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วจริงๆ

เขาจัดท่าทางให้ไป๋เยี่ยเยี่ยพิงผนังถ้ำ

ไป๋เยี่ยเยี่ยหมดสติไปและยังไม่ฟื้น

พลังชีวิตของไป๋เยี่ยกำลังซ่อมแซมอาการบาดเจ็บภายในร่างของนางอย่างต่อเนื่อง

มองดูหญิงสาวที่กำลังหลับใหลอยู่ตรงหน้า อารมณ์ของซูหลีช่างซับซ้อนนัก

เดิมทีซูหลีตั้งใจจะแอบหนีไปเงียบๆ ให้ "ซูเฟิง" หายสาบสูญไปจากโลกนี้โดยสมบูรณ์

เขาไม่เคยคิดเลยว่าสุดท้ายแล้ว เขาจำต้องเปิดเผยตัวตนต่อหน้าไป๋เยี่ยเยี่ยจนได้

"เฮ้อ มนุษย์คำนวณมิสู้ลิขิตสวรรค์จริงๆ"

ซูหลีถอนหายใจ

เขานั่งลงข้างกองไฟ มองออกไปยังโลกภายในภาพวาดที่นอกปากถ้ำ

ซูหลีไม่กล้าพักผ่อน

ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะมีลูกไม้ตุกติกหรือกลอุบายอะไรซ่อนอยู่อีกหรือไม่

เสียงประทุของกองไฟดังก้องในถ้ำ

ผ่านไปพักใหญ่ ด้านหลังซูหลี ขนตายาวงอนของหญิงสาวกระพริบไหวเบาๆ คิ้วเรียวขมวดมุ่น

ไม่นานนัก ดวงตาของหญิงสาวก็ค่อยๆ ลืมขึ้น

ไป๋เยี่ยเยี่ยรู้สึกหนักอึ้งและเวียนศีรษะ สายตาพร่ามัว มองเห็นเปลวไฟตรงหน้าเป็นภาพซ้อน

ทว่าเมื่อสติค่อยๆ กลับคืนมา การมองเห็นของไป๋เยี่ยเยี่ยก็ชัดเจนขึ้น

เมื่อละสายตาจากกองไฟ สิ่งแรกที่ปรากฏในคลองจักษุของไป๋เยี่ยเยี่ยคือแผ่นหลังของซูหลี

ซูหลีนั่งอยู่ที่ปากถ้ำ แหงนมองท้องฟ้า

เมื่อมองแผ่นหลังของซูหลี ไป๋เยี่ยเยี่ยเม้มริมฝีปากบางแน่น ความรู้สึกในใจยิ่งซับซ้อนทวีคูณ

ในยามนี้ ไป๋เยี่ยเยี่ยไม่รู้ว่าควรใช้อารมณ์ใดเผชิญหน้ากับซูหลีดี

ซูหลีหลอกลวงนางมาตลอดสามปีภายใต้ตัวตนของ "ซูเฟิง"

ตลอดสามปีนี้ เพราะซูเฟิงเป็นเพียงเด็ก นางจึงไม่เคยระแวดระวังซูหลีเลย

แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือ ซูเฟิงกลับกลายเป็นซูหลีไปเสียได้

ชั่ววูบหนึ่ง ไป๋เยี่ยเยี่ยถึงกับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกล่วงเกิน

แต่...

หากไม่ใช่เพราะซูหลี นางคงไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคมากมายมาได้ขนาดนี้

บางทีความฝันของนางอาจพังทลายไปนานแล้ว และนางคงต้องเป็นองค์หญิงไม้ประดับต่อไป

และเป็นเพราะซูหลีนี่แหละ

ที่ช่วยชีวิตนางไว้ในยามคับขัน

หากซูหลีไม่ปรากฏตัว ป่านนี้นางคงตายไปแล้ว

นี่คือบุญคุณช่วยชีวิต

แม้ไป๋เยี่ยเยี่ยจะไม่เต็มใจยอมรับในใจลึกๆ ก็ตาม

แต่ทว่า นางติดค้างซูหลีมากเหลือเกิน มากจริงๆ

แต่...

พอคิดถึงเรื่องที่นางเพิ่งจูบหน้าผากเขาไปไม่นาน...

ฉับพลันนั้น ไป๋เยี่ยเยี่ยรู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้ม

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?

แบบนี้มิเท่ากับว่านางจูบหน้าผากซูหลีไปแล้วหรือ?

ไป๋เยี่ยเยี่ยอับอายจนแทบอยากจะมุดดินหนีแล้วไม่โผล่หน้าออกมาอีกเลย!

"ตื่นแล้วหรือ?" รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากด้านหลัง ซูหลีหันกลับมาเผชิญหน้ากับไป๋เยี่ยเยี่ย "รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?"

น้ำเสียงของซูหลีราบเรียบมาก ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเขากับไป๋เยี่ยเยี่ย

"ร่างกายของเจ้าต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องภายในสิบวัน มิฉะนั้นอาจถึงแก่ชีวิตได้"

"ประคองอาการสิบวันไม่มีปัญหา ทันทีที่ออกไปได้ ของวิเศษในถุงเอกภพของข้าก็จะใช้งานได้ และโอสถวิเศษก็จะสำแดงฤทธิ์ได้เต็มที่ ไม่มีปัญหาแน่นอน"

ไป๋เยี่ยเยี่ยตอบกลับซูหลี พยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบเช่นกัน

แต่ในใจลึกๆ ของไป๋เยี่ยเยี่ยกลับมีความหงุดหงิดแปลกๆ ผุดขึ้นมา

ซูหลีคนนี้หมายความว่าไง!

ทำไมทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย!

เขาไม่รู้หรือไงว่าตัวเองฉวยโอกาสกับนางไปมากแค่ไหน!

แต่...

พอคิดได้ว่าส่วนใหญ่แล้วนางเป็นฝ่ายเริ่มเอง ไป๋เยี่ยเยี่ยก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่

ไม่เพียงแค่โกรธซูหลี แต่นางโกรธตัวเองยิ่งกว่า!

"ขอบคุณที่ช่วยชีวิต บุญคุณนี้ข้าจะจดจำไว้" ไป๋เยี่ยเยี่ยเอ่ยช้าๆ

"ไม่จำเป็น" ซูหลีส่ายหน้า "เจ้าเคยช่วยข้าไว้ก่อน ถือว่าหายกัน"

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คุณชายซู! ตอนนี้ท่านอธิบายให้ข้าฟังได้หรือยัง?"

ไป๋เยี่ยเยี่ยสูดหายใจลึก ระงับอารมณ์ขุ่นมัว แล้วจ้องมองเข้าไปในดวงตาของซูหลี

"ทำไมท่านต้องหลอกข้า? ทำไมต้องแกล้งทำตัวเป็นเด็กน้อยเพื่อเข้าหาข้า? คุณชายซู ท่านมีจุดประสงค์อะไรกันแน่!"

"ข้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ความจริงแล้ว ข้าไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรเลย"

ซูหลีเกาหัว แววตามีร่องรอยของความรู้สึกผิดและความกระอักกระอ่วนใจ

เมื่อสังเกตเห็นความรู้สึกผิดในแววตาของซูหลี อารมณ์ของไป๋เยี่ยเยี่ยก็พลันดีขึ้นมากอย่างน่าประหลาด

ดูเหมือน...

ซูหลีคนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

เขายังรู้จักสำนึกผิด

เขายังรู้จักขอโทษ

เชอะ!

"ข้าจะเล่าทุกอย่างให้แม่นางไป๋ฟัง แม่นางไป๋เชิญถามมาเถิด ท่านอยากฟังตั้งแต่ตรงไหน?"

ซูหลีนั่งลงข้างๆ ไป๋เยี่ยเยี่ย แต่ยังคงรักษาระยะห่างพอสมควร

"ไม่ต้องกังวล ไม่ว่าแม่นางไป๋จะถามอะไร ข้าจะตอบให้หมด ไม่มีปิดบังแม้แต่น้อย"

ซูหลีดูจริงใจมาก

และเมื่อเห็นท่าทีจริงใจของซูหลี ไป๋เยี่ยเยี่ยกลับรู้สึกเกรงใจขึ้นมาบ้าง ราวกับว่านางไปปรักปรำเขา

ไป๋เยี่ยเยี่ยถึงกับคิดว่า บางทีซูหลีอาจมีความจำเป็นที่บอกใครไม่ได้จริงๆ ถึงได้ทำเช่นนั้น

บางทีในใจของซูหลี เขาอาจไม่ได้ตั้งใจจะหลอกนางก็ได้

"ตั้งแต่ต้นเลย!"

ไป๋เยี่ยเยี่ยเอ่ยเสียงจริงจัง มือน้อยๆ กำชายกระโปรงแน่น

"ท่านจงใจเข้าหาข้าตั้งแต่แรกเลยใช่ไหม! ตอนที่ข้าไปรับตำแหน่งที่เมืองจระเข้ ท่านจงใจแกล้งสลบอยู่บนถนนเส้นนั้นสินะ!"

"เปล่า ข้าไม่ได้ทำ"

ซูหลีส่ายหน้า

ยามซูหลีเอ่ยปาก สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ดวงตาของไป๋เยี่ยเยี่ยตลอดเวลา ไม่เบนหนีแม้แต่น้อย

ไป๋เยี่ยเยี่ยถึงกับเริ่มเขินอายกับสายตาของซูหลี จนต้องแอบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

"แล้ว... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!"

ไป๋เยี่ยเยี่ยเอ่ยปาก ไม่อยากให้รัศมีข่มขวัญของตนต้องเสียเปรียบ

แต่สิ่งที่ไป๋เยี่ยเยี่ยไม่ทันสังเกตคือ น้ำเสียงของนางอ่อนลงไปบ้างแล้ว

"เรื่องมันยาวน่ะ"

แววตาของซูหลีฉายแววรำลึกความหลัง

ความรู้สึกรำลึกความหลังนี้ทำให้แววตาของซูหลียิ่งดูลึกล้ำ ราวกับคนที่ถูกบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ

และสายตาเช่นนี้นี่เองที่ทำให้ไป๋เยี่ยเยี่ยยิ่งรู้สึกว่า ซูหลีอาจจะบริสุทธิ์ใจจริงๆ

"ในตอนนั้น... เมื่อสามปีก่อน อย่างที่แม่นางไป๋รู้ ข้าตายไปแล้ว"

ซูหลีค่อยๆ เอ่ยถ้อยคำ น้ำเสียงฟังดูน่าเชื่อถือ ท่าทางดูสงบนิ่ง

จะไม่ให้สงบนิ่งได้อย่างไร?

คิดหรือว่าซูหลีแค่นั่งดูดาวอยู่ที่ปากถ้ำเฉยๆ?

เปล่าเลย?

ตอนนั้นซูหลีกำลังขบคิดอย่างหนักว่าจะหลอกไป๋เยี่ยเยี่ยอย่างไรให้เนียนที่สุดเมื่อนางตื่นขึ้นมาต่างหาก

"เมื่อสามปีก่อน ศิษย์น้องและสหายของข้าต่างพากันมาที่หน้าผาอัสนีเพื่อช่วยข้า

ข้าซาบซึ้งใจมาก!

ตอนนั้น ข้าคิดว่า..."

"ขอเนื้อๆ ไม่เอาน้ำ!" ไป๋เยี่ยเยี่ยขัดจังหวะซูหลี ทำปากยื่นอย่างแง่งอนเล็กน้อย

ไม่รู้ทำไม ไป๋เยี่ยเยี่ยรู้สึกสังหรณ์ใจว่าซูหลีคนนี้จะร่ายยาวเพื่อเบี่ยงประเด็นให้นางสับสน

"ได้"

ซูหลีเรียบเรียงคำพูดใหม่

"ตอนนั้นทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีใครคิดว่าเราจะแพ้ รวมทั้งข้าด้วย

ข้าเองก็คิดว่าศิษย์น้องและสหายจะช่วยข้าออกไปได้!

แต่ข้าคิดผิด

สิ่งที่ข้าคาดไม่ถึงคือ เจ้าพวกสุนัขรับใช้ที่เรียกตัวเองว่าชาวสวรรค์ จู่ๆ ก็ส่งร่างเงาลงมายังแดนเบื้องล่าง

ข้ารู้ดี

หากปล่อยไว้เช่นนี้ ทั้งเฉียนอวิ๋นและคนอื่นๆ ต้องตายไปพร้อมกับข้าแน่!

ดังนั้น! ในวินาทีนั้น ข้าจึงระเบิดพลังชีวิตทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี เพื่อปลดปล่อยกระบี่ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตออกมา!

หลังจบกระบี่นั้น ข้าสมควรตายไปแล้วจริงๆ!

ในสายตาทุกคน ข้าตายไปแล้วแน่ๆ แบบไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก

แต่หลังจากตาย ข้ากลับหลุดเข้าไปในสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง

ที่แห่งนั้นไม่อาจบรรยายได้ ข้าไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่ไหน รู้เพียงว่ารอบกายมีแต่ความว่างเปล่า

ข้าอยากออกไป แต่ก็ทำไม่ได้

จนกระทั่ง!

มีเสียงหนึ่งบอกข้า!

ความจริงแล้ว!

ข้ายังไม่ตาย!

และสถานที่ที่ข้าหลุดเข้าไปเรียกว่าแดนแห่งวิถีสวรรค์!

หรือพูดอีกอย่างก็คือ วิถีสวรรค์ได้ช่วยข้าไว้

ข้าถามวิถีสวรรค์ว่าทำไมถึงช่วยข้า

แต่วิถีสวรรค์ไม่ตอบ

วิถีสวรรค์เพียงบอกให้ข้าปกป้องโลกใบนี้ให้ดี และปกป้องคนที่ข้าห่วงใย

วิถีสวรรค์ช่วยข้าได้ในครั้งนี้ แต่ครั้งหน้าอาจช่วยไม่ได้อีกแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น การช่วยข้าครั้งนี้ไม่ใช่ไม่มีราคาที่ต้องจ่าย

ข้าต้องเข้าสู่วัฏสงสารและเริ่มต้นใหม่ แต่ข้าจะเริ่มชีวิตในช่วงอายุสิบขวบ!

และวิถีสวรรค์จะผนึกความทรงจำและพลังทั้งหมดจากชาติก่อนของข้าไว้

จากนั้นข้าจะไปโผล่ในสถานที่สักแห่งแบบสุ่ม

ส่วนจะเป็นที่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับดวงของข้า

หากข้าสามารถเอาชีวิตรอดได้ถึงสามปี บททดสอบของวิถีสวรรค์ก็จะสิ้นสุดลง ข้าจะถูกคลายผนึก และกลับคืนสู่ร่างเดิม

หากข้าไม่รอด นั่นก็ถือเป็นชะตากรรมของข้า!

หลังจากนั้น ข้าก็กลายเป็นเด็กชายคนหนึ่ง ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า และได้ถือกำเนิดใหม่ที่นอกเมืองจระเข้ในอาณาจักรหมื่นปีศาจ

ในยามที่ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ข้ายังต้องตากฝนจนเป็นไข้หวัด

ข้ากลิ้งตกจากเนินเขา!

โชคดีที่ข้าได้พบกับแม่นางไป๋

หากไม่ใช่เพราะแม่นางไป๋ ป่านนี้ข้าคงตายไปแล้ว

และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของระยะเวลาสามปีพอดี

ในขณะที่แม่นางไป๋กำลังตกอยู่ในอันตราย เวลาแห่งพันธสัญญาก็มาถึง ข้าจึงกลับคืนสู่ร่างเดิม ตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตในวันนั้น!"

ซูหลีเล่าเรื่องราวอย่างไม่รีบร้อนและจริงใจสุดซึ้ง

ประเด็นหลักที่เขาเน้นย้ำคือ "ตอนที่ข้ากลายเป็นซูเฟิง ข้าไม่มีความทรงจำใดๆ ดังนั้นทุกสิ่งที่ซูเฟิงทำ ไม่เกี่ยวข้องกับข้า ซูหลี"

และไป๋เยี่ยเยี่ยก็จับประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจน

ในตอนนั้น ซูหลีสูญเสียความทรงจำและเป็นเพียงเด็กสิบขวบจริงๆ

ดังนั้น การที่ซูหลีอ้อนขอกอด กลัวเสียงฟ้าร้อง และมุดขึ้นเตียงนาง ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ให้อภัยไม่ได้เสียทีเดียว

เพราะผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด เด็กสิบขวบจะไปรู้อะไร?

แถมสิ่งที่ซูหลีเล่ามาก็สอดคล้องกันทุกประการ

แม้ว่า "การช่วยเหลือจากวิถีสวรรค์" จะฟังดูเหลือเชื่อไปบ้าง

แต่นอกจากเหตุผลนี้ จะมีอะไรที่ทำให้ซูหลีฟื้นคืนชีพได้อีก?

ประกอบกับการทดสอบของนางก่อนหน้านี้ ที่แสดงให้เห็นว่าซูหลีไม่มีปราณจิตวิญญาณเลย ก็ตรงกับสิ่งที่ซูหลีเล่ามา

"เดี๋ยวก่อน!"

ในขณะที่ไป๋เยี่ยเยี่ยกำลังจะให้อภัยซูหลีจนหมดใจ นางก็พบจุดพิรุธเข้า!

"ซูหลี! ถ้าเจ้าเสียความทรงจำ แล้วเจ้าช่วยข้าที่เมืองจระเข้กับเมืองหลวงปีศาจได้อย่างไรกัน!"

"เรื่องนี้... จริงๆ แล้วคือ..."

ซวยละ! เวรเอ๊ย!

ข้าดันลืมจุดนี้ไปซะสนิท! แล้วทีนี้จะแถยังไงดีเนี่ย?!

จบบทที่ บทที่ 720: สิ่งที่แม่นางไป๋รับรู้

คัดลอกลิงก์แล้ว