- หน้าแรก
- บทท่านเทพดีนี่ หวานปากข้าล่ะสิสหายพรต
- บทที่ 6 ผู้ชายคนนี้ไม่ปกติ!
บทที่ 6 ผู้ชายคนนี้ไม่ปกติ!
บทที่ 6 ผู้ชายคนนี้ไม่ปกติ!
บทที่ 6 ผู้ชายคนนี้ไม่ปกติ!
"ข้าเห็นไอปราณดำมืดพาดผ่านหว่างคิ้วของท่านหญิง วันนี้ท่านมีเกณฑ์ชะตาถึงฆาต เลือดตกยางออก!"
คำพูดของซูหลีดังก้องไปทั่วทุ่งราบอันเงียบสงบ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ได้ยินต่างพากันอ้าปากค้าง
พวกเขามองไปที่ซูหลีด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่า 'เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น'
ทว่าในสายตาของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิง พวกเขาไม่ได้มองว่าซูหลีบ้า แต่กลับมองด้วยความเลื่อมใส!
อย่างที่คำโบราณว่าไว้ ก้าวแรกของการเกี้ยวสาว คือการทำให้นางเกิดความสงสัยใคร่รู้
ดูชายหนุ่มคนนั้นสิ เปิดประโยคมาก็เปรี้ยงปร้างราวกับฟ้าผ่า บอกใส่หน้า ธิดาศักดิ์สิทธิ์ ตรงๆ ว่า "เจ้ากำลังมีเคราะห์เลือดตกยางออก"
จะมีใครกล้าบ้าบิ่นได้ขนาดนี้? แบบนี้จะไม่ให้นางสนใจได้อย่างไร?
ทว่า ปัญหามันอยู่ที่ว่า ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มผู้นี้...
คือหนึ่งในสิบของผู้ที่มีรายชื่อในทำเนียบ "โฉมงามสะท้านโลก" (สิบอันดับแรกในทำเนียบโฉมงามไม่มีการเรียงลำดับ)
คือหนึ่งในสิบของผู้ที่มีรายชื่อในทำเนียบ "เมฆาครามระบือนาม"
คืออัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งวิถีกระบี่ในยุคปัจจุบัน!
คือธิดาศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบัน และเป็นถึงว่าที่เจ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต!
ดังนั้น...
สำหรับการที่ชายหนุ่มผู้นี้กล้าแหย่หนวดเสือเกี้ยวพาราสีธิดาศักดิ์สิทธิ์...
ทุกคนได้แต่หวังว่าพ่อหนุ่มคนนี้จะยังมีชีวิตรอดปลอดภัยดีในภายหลัง
"บังอาจ!"
ยังไม่ทันที่ธิดาศักดิ์สิทธิ์จะได้เอ่ยปาก สาวใช้ผู้พิทักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังนางก็ก้าวออกมาขวางหน้าเสียก่อน
ในฐานะผู้พิทักษ์ส่วนตัวของธิดาศักดิ์สิทธิ์ มีหรือที่นางจะมองไม่ออกถึงเล่ห์เหลี่ยมตื้นเขินเช่นนี้?
มุกแบบนี้มันต่างอะไรกับพวกบทละครน้ำเน่าที่เขียนว่า "แม่นาง ข้าขอดูชีพจรหน่อย" "แม่นาง ข้าช่วยจัดกระดูกให้" หรือ "ข้าขอแค่ถูๆ ไถๆ หน่อยนะ" กันเล่า?
"เจ้าเป็นศิษย์จากยอดเขาไหน ตำหนักใด? กล้าดีอย่างไรมาเกี้ยวพาราสีท่านธิดาศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้? คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะเรียกร้องความสนใจจากท่านหญิงได้หรือ? พฤติกรรมเช่นนี้มันแย่ยิ่งกว่าการบอกให้ผู้หญิง 'ดื่มน้ำร้อนเยอะๆ' เสียอีก!"
"..."
ซูหลีรู้สึกฉุนเฉียวขึ้นมาตะหงิดๆ!
การดื่มน้ำร้อนมันผิดตรงไหน? น้ำร้อนมันไม่ดีตรงไหน? การดื่มน้ำร้อนเยอะๆ มันดีต่อสุขภาพไม่ใช่หรือไง? หรือพวกเจ้าเติบโตมาด้วยการดื่มลาวากันหา?
อากาศก็ร้อนอบอ้าว แต่ซูหลีกลับโกรธจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก มือไม้เย็นเฉียบ
สังคมนี้มันจะดีขึ้นบ้างได้ไหม?
พวกเราผู้ชายต้องใช้ชีวิตยังไงถึงจะพอใจพวกเจ้า? น้ำตาข้าแทบจะไหลออกมาเป็นสายเลือด
โลกบำเพ็ญเพียรใบนี้เต็มไปด้วยการกดขี่ทางเพศชัดๆ เมื่อไหร่พรรคนิยมน้ำร้อนอย่างเราจะลืมตาอ้าปากได้เสียที?
แต่เพื่อแต้มชะตา! เขาต้องอดทน!
"เสี่ยวเมิ่ง เสี่ยวซู อย่าเสียมารยาท!"
ก่อนที่ซูหลีจะได้ตอกกลับเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของพรรคนิยมน้ำร้อน เจียงหนิงจือ ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิงก็เอ่ยห้ามปรามขึ้นมา
เด็กสาวทั้งสองอ้าปากค้างเล็กน้อย รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ต่อหน้าธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่พวกนางเคารพเลื่อมใสจากก้นบึ้งของหัวใจ พวกนางจำต้องหุบปากลงอย่างสงบเสงี่ยม
"คนของข้าล่วงเกินท่านแล้ว โปรดสหายเต๋าให้อภัยด้วย ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่ากระไร?"
เจียงหนิงจือย่อกายคารวะเล็กน้อย
ดวงตาของนางยังคงราบเรียบดุจแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ใบหน้างดงามนั้นปราศจากความหวั่นไหวใดๆ
ไม่ใช่เพราะนางดูถูกซูหลี และไม่ใช่การแสร้งวางมาดสูงส่ง แต่นางเป็นเช่นนี้โดยธรรมชาติ ราวกับบัวหิมะบนยอดเขาที่ห่างไกลและยากจะเอื้อมถึง
"ซูหลีแห่งยอดเขาอวี้ซาง พอรู้วิชาทำนายบ้างเล็กน้อยขอรับ" ซูหลีประสานมือคารวะตอบ
"ยอดเขาอวี้ซาง?" แววตาของเจียงหนิงจือดูแปลกไปเล็กน้อย "สหายเต๋า ท่านเป็นสตรีหรือ?"
"เอ่อ ไม่ใช่ ข้าเป็นผู้ชาย ชายแท้ทั้งแท่ง"
"..." แววตาของเจียงหนิงจือยิ่งดูแปลกประหลาดหนักกว่าเดิม
แม้ว่ายอดเขาอวี้ซางกำลังจะถูกยุบเนื่องจากไร้เงาเจ้าสำนัก
แต่เจียงหนิงจือก็รู้ดีว่ายอดเขาอวี้ซางรับแต่ศิษย์สตรีมาโดยตลอด
ทว่า ไม่นานนักเจียงหนิงจือก็นึกขึ้นได้ว่า นางเหมือนจะเคยได้ยินข่าวลือว่าอดีตเจ้าสำนักยอดเขาอวี้ซางเคยเมามายระหว่างท่องเที่ยว แล้วเข้าใจผิดรับผู้ชายมาเป็นศิษย์เพราะนึกว่าเป็นหญิง
คงจะเป็นชายผู้นี้นี่เอง
ซูหลีทำเมินสายตาแปลกๆ ของเจียงหนิงจือ เขาประสานมือแล้วเอ่ยถาม "ขอถามแม่นางเจียง ท่านชอบกินสาลี่แต่เกลียดปลาไหลใช่หรือไม่?"
สาวใช้คนสนิทสองคนที่ด้านหลังเจียงหนิงจือเงยหน้าขวับ สายตาเหมือนจะพูดว่า "เจ้ารู้ได้ยังไง?"
ซูหลียิ้มอย่างสง่างามอีกครั้ง "ไม่เพียงแค่นั้น แม่นางเจียงยังชอบถีบผ้าห่มตอนนอน และทุกเช้าที่ตื่นมาผมของท่านจะชี้โด่เด่เป็นเป็ดก้าบๆ เสมอ"
"เฮือก!" สาวใช้ทั้งสองสูดลมหายใจเข้าลึก
ซูหลีรู้สึกว่างานนี้กินนิ่มแน่ จึงรุกต่อ
"สีที่แม่นางชอบคือสีขาวอมชมพู"
"เวลาเดิน ท่านมักจะก้าวเท้าซ้ายก่อนเสมอ"
"ท่านชอบเลี้ยงสัตว์วิญญาณตัวเล็กๆ แต่เลี้ยงตัวไหนก็ตายหมด ท่านเลยเลิกเลี้ยงไปแล้ว"
"ข้าพูดไม่ผิดเลยใช่หรือไม่?"
ในเวลานี้ ไม่ใช่แค่สาวใช้คนสนิทของเจียงหนิงจือ แม้แต่ตัวเจียงหนิงจือเองยังเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับดุจหยกนิลจ้องมองซูหลีด้วยความตกตะลึง
แน่นอนว่าซูหลีพูดไม่ผิด เพราะทั้งหมดนี้เขียนอยู่ในบทละครชีวิตของนาง
ในขณะเดียวกัน เมื่อเห็นสายตาตื่นตะลึงของธิดาศักดิ์สิทธิ์ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบก็รู้ทันทีว่าสิ่งที่ซูหลีพูดเป็นความจริง พวกเขาจึงรีบจดบันทึกยิกๆ!
ตัดสินใจแล้ว! จากนี้ไป ข้าจะเอาสาลี่ไปเป็นของกำนัลให้ธิดาศักดิ์สิทธิ์!
เสื้อผ้าก็จะเลือกแต่สีขาวอมชมพู!
อีกไม่กี่วันข้าจะหาโอกาสไปตีสนิทกับธิดาศักดิ์สิทธิ์!
ข้าต้องพิชิตใจธิดาศักดิ์สิทธิ์ได้แน่!
ทว่า หลังจากจดบันทึกเสร็จ สายตาที่พวกเขามองมายังซูหลีก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อน
ทำไมซูหลีคนนี้ถึงรู้เรื่องพรรค์นี้ได้?
เจ้าซูหลีบอกว่าเชี่ยวชาญวิชาทำนาย หรือว่าหมอนี่จะคอยคำนวณทุกคืนว่าองค์หญิงธิดาศักดิ์สิทธิ์ชอบกินอะไร ชอบใส่ชุดอะไร?
คุณพระช่วย! นี่มันพวกโรคจิตชัดๆ!
ผู้ชายคนนี้พูดถูกก็จริง! แต่มันไม่ปกติมากๆ!
ซูหลีทำราวกับว่าไร้ผู้คนรอบข้าง เขาตีสีหน้าเคร่งขรึมเที่ยงธรรม แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง:
"แม้ระดับพลังของข้าจะไม่สูงส่ง แต่ข้าก็พอรู้วิชาทำนายอยู่บ้าง วันนี้ข้าบังเอิญจับยามสามตาได้ว่าแม่นางเจียงมีเคราะห์ถึงฆาต บุปผาจะร่วงโรย หยกงามจะแตกสลาย น่าเศร้าสลดนัก
แม้ข้าจะรู้ว่าเรื่องนี้กะทันหัน แต่หากข้าไม่บอกเรื่องนี้แก่ท่าน มโนธรรมในใจข้าคงไม่สงบสุข และข้าคงต้องถูกความรู้สึกผิดกัดกินใจไปชั่วชีวิต!"
พูดจบ ซูหลีก็ชี้นิ้วไปยังเด็กสาวอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปีในชุดกระโปรงยาวสีดำที่ยืนอยู่ด้านหลังเจียงหนิงจือ ด้วยสีหน้าจริงจังถึงขีดสุด!
"แม่หนูโลลิคนนี้คือศิษย์เอกของ พรรคมารทมิฬ! นางฝึกฝนวิชาหมื่นลักษณ์ และวันนี้เป้าหมายเดียวของนางคือการลอบสังหารท่าน..."
ทันใดนั้น ซูหลียังพูดไม่ทันจบประโยค ไอปราณสีดำทมิฬก็พวยพุ่งออกมาจากร่างของเด็กสาวตัวน้อยที่อยู่ไม่ไกลจากด้านหลังธิดาศักดิ์สิทธิ์
คาดไม่ถึงว่าแม่หนูคนนี้จะตัดสินใจเด็ดขาดเพียงนี้ ทันทีที่ตัวตนกำลังจะถูกเปิดเผย นางก็ลงมือทันที!
ในชั่วพริบตา กริชคมกริบก็ได้แทงทะลุแผ่นหลังอันบอบบางของเจียงหนิงจือ มุ่งตรงเข้าสู่ขั้วหัวใจ