- หน้าแรก
- นักสืบคดีปริศนา
- บทที่ 13 โทรศัพท์จากหัวหน้า
บทที่ 13 โทรศัพท์จากหัวหน้า
บทที่ 13 โทรศัพท์จากหัวหน้า
ถึงแม้จะทำให้รุ่นพี่ผู้ข้ามมิติต้องเสียหน้า แต่หลินซินอีก็ตัดสินใจที่จะทำงานอย่างสงบเจียมตัว
ช่วยไม่ได้จริงๆ เจ้าของร่างเดิมไม่ได้ทิ้งเงินต้นไว้ให้เขาลงทุนสร้างรายได้เลย
และเขาก็ไม่เข้าใจเรื่องดนตรี ไม่เข้าใจเรื่องศิลปะ อนิเมะหรือภาพยนตร์ก็ดูมาไม่มาก แถมสำนวนการเขียนก็ยังแย่อีกด้วย
ตอนเรียนแค่จะเค้นเขียนเรียงความแปดร้อยคำยังยากเลย แล้วตอนนี้จะให้เอาโครงเรื่องนิยายที่จำได้ไม่ครบถ้วนมาเขียนใหม่เป็นหนังสือขายดี? มันดูเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด
วิธีการสร้างความมั่งคั่งที่รุ่นพี่ผู้ข้ามมิติคนอื่นๆ ใช้กัน หลินซินอีแทบจะทำตามไม่ได้เลย
เมื่อลองคิดดูดีๆ นอกจากจะรู้วิธีการผ่าท้องศพแล้ว เขาก็แค่มีฝีมือในการต่อสู้ที่ค่อนข้างเก่งเท่านั้นเอง
ถ้าเอา "กฎหมายอาญา" มาใช้เป็น "คัมภีร์สร้างความรวย" ล่ะก็ ทักษะทั้งสองอย่างนี้ประกอบกันก็น่าจะสร้างตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ถ้าอยากจะเป็นคนดีที่รักษากฎหมายล่ะก็ สองวิชานี้แทบจะไม่มีทางไปถึงความมั่งคั่งได้เลย
แล้วจะหาเงินยังไงล่ะ?
หรือจะต้องใช้สถานะ "มิตรชาวญี่ปุ่น" ในตอนนี้กลับประเทศไปกรอกรหัสลับแห่งความมั่งคั่ง... หรือจะยื่นขอทุนการศึกษาเพื่อเอาเงินมาใช้เล่นๆ ดี?
ไม่ล่ะ... ถึงจะเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่นั่นมันก็ดูไม่มีอนาคตเกินไป
“สวมรอยตามฐานะของร่างเดิมไปทำงานดีกว่า”
“ขอแค่ประคองตัวไปได้สักพัก แม้จะแค่สามสี่เดือน เงินเดือนที่เก็บหอมรอมริบไว้ก็น่าจะทำให้ชีวิตคล่องตัวขึ้นเยอะ”
หลินซินอีถูกใจรายได้อันสูงลิ่วของร่างเดิม
เดือนหนึ่งได้เงินเข้าบัญชีตั้ง 890,000 เยน
สวมรอยทำเนียนไปสักสามสี่เดือน ถึงตอนนั้นทางบริษัทจะจับได้ว่าไร้ความสามารถแล้วไล่ออก เขาก็ยังจะได้เงินชดเชยเพิ่มมาอีกก้อน
รวมๆ แล้วก็น่าจะมีหลายล้านเยน ซึ่งเพียงพอให้หลินซินอีใช้ชีวิตไปได้อีกสักพัก
แน่นอนว่า ถ้าเขาสามารถเนียนไปได้เรื่อยๆ...
เนียนไปครบปี เงินเดือนที่เก็บไว้ก็น่าจะพอให้เขาลาออกกลับประเทศไปสร้างความมั่นคงได้แล้ว
ด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย หลินซินอีเริ่มวางแผนว่าจะสวมรอยเป็นคนไร้ความสามารถที่เข้าไปกินแรงคนอื่นในบริษัทได้อย่างไร
และในตอนนั้นเอง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเขาก็ส่งเสียงเรียกเข้าดังขึ้น
มีคนโทรมา
“นี่จะเป็นใครกัน?”
หลินซินอีขมวดคิ้วเล็กน้อย:
ในระหว่างที่รอทำบันทึกคำให้การ เขาได้ตรวจสอบโทรศัพท์เครื่องนี้อย่างละเอียดแล้ว
ในโทรศัพท์ไม่มีบันทึกการโทรเลยแม้แต่รายการเดียว เป็นไปได้ว่าเจ้าของร่างเดิมได้ลบทำความสะอาดจนหมดก่อนที่จะฆ่าตัวตาย
และเบอร์โทรศัพท์ที่บันทึกไว้ในสมุดโทรศัพท์ก็น้อยจนน่าใจหาย
มีทั้งหมดเพียงสองเบอร์เท่านั้น
เบอร์แรกบันทึกชื่อว่า "ห้องแล็บ" ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเบอร์ที่เกี่ยวกับงาน
เบอร์ที่สองบันทึกชื่อว่า "คนสำคัญที่สุด"
นี่คือเบอร์ที่ทำให้หลินซินอีกังวลใจมากที่สุด
คำว่าคนสำคัญที่สุดนี่หมายถึงใครกันแน่?
พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท หรือว่าแฟนสาว?
ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร หลินซินอีก็ไม่อยากรับสายจากเบอร์นี้เลย
เพราะเขาไม่ใช่หลินซินอีตัวจริง และไม่รู้เลยว่าจะต้องปฏิบัติตัวกับ "คนสำคัญที่สุด" คนนั้นยังไง
ท่ามกลางความตื่นเต้นและประหม่าเล็กน้อย...
หลินซินอีหยิบโทรศัพท์ออกมาดู ปรากฏว่าเบอร์ที่โทรเข้ามากลับเป็นเบอร์แปลกที่ไม่มีการบันทึกชื่อไว้
และในขณะที่เขากำลังคาดเดาว่าคนโทรมาที่ไม่ได้บันทึกชื่ออาจจะไม่ใช่คนรู้จักของร่างเดิม แต่เมื่อเขากดรับสาย คำพูดจากปลายสายกลับแสดงออกว่ามีความสนิทสนมกับร่างเดิมเป็นอย่างมาก:
“ฮัลโหล หลิน”
อีกฝ่ายเรียกนามสกุลของหลินซินอีโดยตรง:
“ฉันเพิ่งไปที่ห้องแล็บมา แต่นายไม่อยู่”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
นั่นคือเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง น้ำเสียงไม่ดูเด็กเกินไปและไม่ดูแก่เกินไป เพียงแต่ให้ความรู้สึกที่มั่นคง
คำพูดนั้นแฝงไปด้วยน้ำเสียงที่ต้องการจะคาดคั้นหาความรับผิดชอบ แต่กลับไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เจือปนอยู่เลย
และความรู้สึกที่เสียงนี้มอบให้...
มีเพียงคำว่า "เย็นเยียบ" เท่านั้นที่อธิบายได้
แม้จะคุยผ่านโทรศัพท์ หลินซินอีก็ยังจินตนาการภาพของผู้ชายที่วางมาดภูมิฐานคนหนึ่งกำลังออกคำสั่งด้วยใบหน้าที่เย็นชาได้
“อ้าปากก็ถามเรื่องที่ขาดงานโดยไม่มีเหตุผล ดูเหมือนคนที่โทรมาจะเป็นเจ้านายของ ‘ฉัน’ สินะ...”
“นี่ก็จริงๆ เลย... แม้แต่เบอร์เจ้านายตัวเองก็ไม่บันทึกไว้หน่อยเหรอ?”
หลินซินอีลอบค่อนแคะความสะเพร่าของร่างเดิมอยู่ในใจ
จากนั้น เขาก็ปรายตาไปมองนาฬิกาบนฝาผนังโดยไม่ตั้งใจ:
“9:10 น.”
แม้ว่าช่วงเช้าจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่ความจริงตอนนี้เพิ่งจะเลยเก้าโมงเช้ามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้สายไปกว่าเวลาเข้างานปกติสักเท่าไหร่
แต่ดูจากความหมายของปลายสายแล้ว...
อีกฝ่ายน่าจะเป็นเจ้านายของ "ตัวเอง"
และเจ้านายคนนี้ก็นานๆ ครั้งจะมาตรวจงานที่บริษัท ซึ่งบังเอิญมาจับได้ตอนที่เขาขาดงานโดยไม่มีเหตุผลพอดี
“ขอโทษครับ!”
หลินซินอียังมีแผนจะเนียนทำงานภายใต้อีกฝ่ายไปอีกหลายเดือน น้ำเสียงของเขาจึงดูนอบน้อมมาก
น้ำเสียงนี้เหมือนกับลูกน้องที่แสนจะเจียมเนื้อเจียมตัวคนหนึ่ง จึงไม่ได้ทำให้เจ้านายที่ปลายสายเกิดความสงสัยแต่อย่างใด
และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าปกติร่างเดิมเรียกเจ้านายตัวเองว่าอะไร เขาจึงตัดสินใจไม่ใส่คำเรียกขานใดๆ ทั้งสิ้น:
“ผมเพิ่งกลับมาจากกรมตำรวจครับ ยังไม่ทันได้ไปที่ห้องแล็บเลย”
หลินซินอีอธิบายแบบคลุมเครือ
เขาจงใจพูดไม่หมด แต่เหลือไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อรอให้อีกฝ่ายเป็นคนถาม
เพราะเหตุผลที่ว่า "ไปสายเพราะถูกตำรวจสงสัยว่าเป็นอาชญากร" มันฟังดูค่อนข้างเหลือเชื่อ การใช้วิธีอธิบายแบบค่อยเป็นค่อยไปจะทำให้คนเชื่อถือได้มากกว่า
“กรมตำรวจ?”
เสียงที่เย็นเยียบนั้นมีความสั่นไหวเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่ได้
แต่เจ้านายก็คือเจ้านาย มาดเขายังเข้มอยู่
เขาไม่ได้ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างที่หลินซินอีจินตนาการไว้ แต่หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า:
“ฉันต้องการคำอธิบาย”
ช่างเป็นเจ้านายที่วางมาดได้ดีจริงๆ...
หลินซินอิลอบอุทานในใจ แล้วจึงอธิบายไปตามความจริง:
“เมื่อเช้าตอนที่ผมไปออกกำลังกาย ผมบังเอิญเข้าไปพัวพันกับคดีหั่นศพครับ เลยถูกพาตัวไปให้ปากคำที่กรมตำรวจ”
“ผมยังได้เจอนักสืบที่มีชื่อเสียงคนนั้นด้วย คุโด้ ชินอิจิ ตอนนั้นเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ครับ”
เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้คำพูด เขาจึงจงใจเอ่ยชื่อของยอดนักสืบคนนี้ออกมา
แต่เจ้านายก็ยังคงเป็นเจ้านาย
หลังจากได้ฟังเรื่องราวเหลือเชื่อที่ลูกน้องเข้าไปพัวพันกับคดีหั่นศพ และยังได้เจอกับยอดนักสืบคุโด้ ชินอิจิ เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
อีกฝ่ายเพียงแต่นิ่งเงียบครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวด้วยเสียงทุ้มว่า:
“ฉันเข้าใจแล้ว”
“ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ตอนนี้นายก็ไปที่ห้องแล็บได้แล้ว”
หลินซินอี: “...”
พอได้ยินว่าลูกน้องเข้าไปพัวพันกับคดีหั่นศพ ปฏิกิริยาแรกคือสั่งให้ลูกน้องรีบกลับไปทำงานที่บริษัทเนี่ยนะ?
ช่างเป็นเครื่องจักรปั่นผลประโยชน์ที่ไร้ความรู้สึกจริงๆ...
“ตั้งใจทำงานของนายให้ดี”
ก่อนที่หลินซินอีจะได้ทันค่อนแคะในใจ เจ้านายที่ปลายสายก็ตำหนิออกมาด้วยเสียงที่สามารถแช่แข็งนกเพนกวินได้อีกครั้ง:
“ช่วงนี้นายดูสภาพจิตใจแย่ๆ นะ ซึ่งมันไม่ดีเลย”
“ที่ห้องแล็บน่ะ ฉันมอบหมายให้นายดูแลนะ”
“หลิน อย่าทำให้ฉันผิดหวัง”
ความจริงหลินซินอีไม่อยากจะสนใจเจ้านายที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนนี้เลยสักนิด
แต่พอลองคิดทบทวนดูดีๆ ถึงเงินเดือน 890,000 เยนที่เข้าบัญชีทุกเดือน คิดไปคิดมาเขาก็เลยต้องทนเอา:
“ครับ ผมรับรองว่าจะปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จครับ!”
ส่วนเจ้านายก็ไม่ได้ตอบรับแม้แต่คำว่า "อืม" สักคำ แต่กลับตัดสายทิ้งไปทันที
“เฮ้อ...”
หลินซินอีลอบถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด:
“เจ้านายของ ‘ฉัน’ คนนี้ดูเหมือนจะรับมือไม่ได้ง่ายๆ แฮะ”
“แต่ฟังจากที่เขาพูด ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยได้มาที่บริษัทบ่อยนัก ไม่ต้องเจอหน้าพูดคุยกันทุกวัน”
“นี่นับว่าเป็นเรื่องดี”
“แต่ว่า ‘ที่ห้องแล็บน่ะ ฉันมอบหมายให้นายดูแล’ งั้นเหรอ?”
หลังจากได้ยินภาระหน้าที่อันหนักอึ้งจากปากของเจ้านาย เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบ:
ห้องแล็บนิติเวชล่ะเขาก็พอจะดูแลได้อยู่หรอก...
แต่ห้องแล็บชีวภาพนี่จะดูแลยังไงดีล่ะ?
ฉันจะไม่โดนจับได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานเลยเหรอเนี่ย?
การเป็นหัวหน้าหลักที่ดูแลห้องแล็บเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลินซินอีก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาใหญ่
แต่ในเมื่อลูกธนูถูกง้างอยู่บนคันศรแล้วก็มีแต่ต้องยิงออกไป
ในเมื่อเจ้านายเร่งให้เขาไปทำงาน และเขาเองก็ต้องการเงินเดือนก้อนนี้พอดิบพอดี เขาก็ได้แต่ต้องรวบรวมความกล้าไปตอกบัตรที่บริษัท
“ไม่ว่ายังไง ก็ลองไปดูหน่อยก่อนละกัน”
“นี่มันตั้ง 890,000 เยนต่อเดือนเชียวนะ...”
หลินซินอีกัดฟันตัดสินใจเด็ดขาด แล้วหันไปที่ตู้เสื้อผ้า เตรียมจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปทำงาน
ชุดสูทสีดำที่ใส่อยู่ตอนนี้จริงๆ จะใส่ไปทำงานต่อเลยก็ได้ แต่มันผ่านการเปียกโชกจากน้ำที่ขากางเกงและรองเท้ามาแล้ว ถ้าไม่เปลี่ยนมีหวังคงส่งกลิ่นตุๆ แน่
และเมื่อเขาเปิดตู้เสื้อผ้าของ "ตัวเอง" ออกดู โอ้โห...
สีดำล้วนเลยแฮะ
ไม่มีเสื้อผ้าสีอื่นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
“รสนิยมแบบนี้ สงสัยคงเพราะสีดำมันสกปรกยาก เลยไม่ต้องซักเสื้อผ้าบ่อยๆ สินะ”
หลินซินอีคาดเดานิสัยของเจ้าของร่างเดิมที่ไม่ค่อยรักความสะอาดคนนั้นอย่างไม่ไว้หน้า
เพราะคนซกมกมักจะชอบใส่เสื้อผ้าสีดำ ก่อนนอนก็แค่ถอดออกมาดมดูสักหน่อย ถ้าไม่มีกลิ่นเหม็น วันรุ่งขึ้นก็หยิบมาใส่ต่อได้เลย
เมื่อคิดได้แบบนั้น เสื้อผ้าที่ดูสะอาดสะอ้านตรงหน้าเขากลับให้ความรู้สึกที่ชวนพะอืดพะอมเล็กๆ
หลินซินอีพยายามสลัดความคิดแย่ๆ นั้นทิ้งไป แล้วเลือกชุดในตู้เสื้อผ้าอย่างพิถีพิถัน ในที่สุดเขาก็เลือกชุดสูทที่ดูคล้ายกับชุดที่เขาใส่อยู่ได้หนึ่งชุด
เขาสวมชุดสูทจนครบ จัดระเบียบข้อมือเสื้อ ผูกเนคไท และติดบัตรพนักงานของบริษัท
พอมองดูตัวเองในกระจก:
เฮ้ หน้าตาแบบนี้...
ช่างเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่หล่อเหลาเอาการจริงๆ
ถ้าออกไปขายบ้านรับรองว่าลูกค้าต้องประทับใจแน่นอน
หลินซินอีค่อนข้างพอใจกับรูปลักษณ์ของตัวเองในตอนนี้
จากนั้นเขาก็เดินไปที่หน้าประตู เปลี่ยนใส่รองเท้าหนัง แล้วเปิดประตูบ้านที่ไม่คุ้นเคยบานนั้นออกไป
“จะต้องไปทำงานเร็วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
เมื่อประตูเปิดออกและเห็นโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ หลินซินอีก็เกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง
เขากังวลมากว่าพอเริ่มงานแล้วจะถูกเพื่อนร่วมงานจับผิดได้ว่ามีความผิดปกติ และถูกบริษัทขับไสออกมาทั้งที่ยังไม่ได้เงินเดือนสักเท่าไหร่
แต่หลังจากความกังวลตามสัญชาตญาณนั้นผ่านไป เมื่อลองคิดทบทวนดูดีๆ ความจริงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาก็นับว่าพอจะยอมรับได้อยู่:
“ช่างเถอะ... ถึงจะถูกไล่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก”
“สถานการณ์ตอนนี้จะแย่แค่ไหน ก็ยังดีกว่าสิ่งที่ฉันเคยกังวลในตอนนั้นตั้งเยอะ”
ตอนที่เพิ่งเกิดคดีขึ้นใหม่ๆ หลินซินอีกังวลจริงๆ ว่าตัวเองจะต้องติดคุก
เพราะเขาไม่มีความทรงจำของร่างเดิม ถึงแม้จะพอเดาออกลางๆ ว่า "ตัวเอง" มาที่สวนสาธารณะเพื่อฆ่าตัวตาย แต่มันก็พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ "ตัวเอง" ได้ไม่เต็มร้อย
แต่ตอนนี้ เมื่อเทียบกับความกังวลในตอนนั้นแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ตาม...
“อย่างน้อยฉันก็ไม่ใช่ ‘อาชญากร’ แล้วล่ะ”
หลินซินอีฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง เขาเดินออกจากบ้านไปในชุดสีดำสนิท...
...........