- หน้าแรก
- ควบคุมอสูรปราบมาร พรสวรรค์ SSS ตื่นแล้ว!
- บทที่ 200 ระดับของห้วงอวกาศจักรวาล!
บทที่ 200 ระดับของห้วงอวกาศจักรวาล!
บทที่ 200 ระดับของห้วงอวกาศจักรวาล!
เจ้าปีศาจชั่วร้ายตนนี้ ต่อให้จะถูกผนึกมานานนับพันปีจนขอบเขตพลังร่วงหล่นลงมาหลายระดับ แต่มันก็ยังสามารถคงความสามารถของแดนห้วงอวกาศระดับต้นไว้ได้ แล้วมันจะจัดการเด็กเมื่อวานซืนจากดาวน้ำเงินไม่ได้เชียวหรือ!
“โม่อหลีเฟิน เลิกทำเป็นเก๊กท่าได้แล้ว มันน่าขายหน้าน่ะ”
อู๋หมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศที่แสนธรรมดา
“แก... แกรรู้ชื่อข้าได้ยังไง?!”
น้ำเสียงของโม่อหลีเฟินสั่นเครือ ชื่อนี้คือชื่อที่มันใช้ในตอนที่อยู่สนามรบห้วงอวกาศ บนดาวน้ำเงินแห่งนี้ไม่มีทางมีใครล่วงรู้ได้เด็ดขาด!
อู๋หมิงพิงหลังแนบกับผนังหินพลางเอ่ยอย่างเนิบนาบว่า “ฉันไม่เพียงแต่จะรู้ว่าแกชื่อโม่อหลีเฟิน แต่ฉันยังรู้อีกว่าแกไต่เต้ามาจากดาวฉางชวง คลุกคลีอยู่ในสนามรบห้วงอวกาศมานานถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยปี พอเข้าสู่แดนห้วงอวกาศระดับสูงได้สำเร็จ ก็เข้าไปเข้าร่วมกับกลุ่มโจรสลัดหวานจวี่ เที่ยวไล่ปล้นชิงดวงดาวไปขายเพื่อเอาเงิน และใช้คนพื้นเมืองเป็นทาสรับใช้... ฉันพูดถูกไหมล่ะ?”
โม่อหลีเฟินจ้องเขม็งไปที่อู๋หมิง กรงเล็บของมันจิกดิ่งลงไปในพื้นดินจนเป็นรอยลึก “แกเคยไปสนามรบห้วงอวกาศมางั้นเหรอ? ไม่สิ! คนบนดาวน้ำเงินที่ไปที่นั่นมันก็เป็นได้แค่พวกเบี้ยล่างคอยรับกระสุน ไม่มีทางมีใครรอดชีวิตกลับมาได้หรอก! แกเป็นใครกันแน่?!”
มันพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ “แกไม่ใช่เจ้าเด็กคนนั้นนี่! ตกลงแกเป็นใครกันแน่!”
อู๋หมิงขี้เกียจจะพล่ามไร้สาระกับมันอีกต่อไป ปลายนิ้วของเขาปรากฏแสงสีขาววาววับ “อย่าไปเสียเวลาคิดเลย แกทายไม่ถูกหรอก”
สิ้นเสียงของเขา โม่อหลีเฟินก็รู้สึกว่าร่างกายถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง ร่างมหึมาที่สูงตระหง่านเท่าตึกสามชั้นเริ่มหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ก็หดเหลือตัวไม่ถึงเมตร กลายเป็น “ไอ้เตี้ยม่อต้อ” แถมกลิ่นอายชั่วร้ายบนตัวยังถูกผนึกจนสะอาดเอี่ยม จะขยับนิ้วสักนิ้วยังยากลำบาก
โม่อหลีเฟินถึงกับอึ้งกิมกี่ ศีรษะสีดำขลับราวกับเหล็กส่งเสียงอื้ออึงในหู เกล็ดตามตัวตั้งชันราวกับเม่นที่กำลังหวาดกลัว
พับผ่าสิ! นี่มันจะหลุดโลกเกินไปแล้ว!
ข้าน่ะสู้รบฟันฝ่าในสนามรบห้วงอวกาศมานับพันปี อย่างน้อยก็นับว่าเป็นตัวอันตรายระดับแดนห้วงอวกาศระดับสูงเชียวนะ แต่มันแค่โบกมือส่ง ๆ ข้ากลับไม่มีแม้แต่แรงจะขยับนิ้วเนี่ยนะ?
ช่องว่างระหว่างพละกำลังมันกว้างราวกับเหวที่ไร้ก้นบึ้งชัด ๆ!
“เป็นอะไรไป? ตกใจจนเอ๋อไปเลยเหรอ?”
อู๋หมิงนั่งยอง ๆ ลง ใช้ปลายนิ้วเขี่ยหัวของโม่อหลีเฟินที่หดเล็กลง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “กำลังคิดอยู่ล่ะสิว่า เดี๋ยวจะแสร้งทำเป็นขี้ขลาดอ้อนวอนขอชีวิต แล้วค่อยยกชื่อกลุ่มโจรสลัดหวานจวี่ขึ้นมาข่มขู่ฉัน? อ้อ... แล้วแกยังกะจะบอกอีกว่า คราวก่อนตอนการรบป้องกันเมืองเฟิงหลิงแกหนีไม่สำเร็จ แต่แอบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไปแล้ว อีกไม่กี่วันพวกพี่น้องในกลุ่มโจรสลัดจะบุกมาถล่มดาวน้ำเงินให้ราบ เพื่อบีบให้ฉันปล่อยตัวแก ฉันพูดถูกไหมล่ะ?”
โม่อหลีเฟินอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบค้าง แต่มันกลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว เจ้าหมอนี่มันมีวิชาอ่านใจหรือยังไงกัน?
ความคิดเล็กคิดน้อยในหัวข้า ถูกมันขุดออกมาจนหมดเปลือกไม่เหลือหลอ!
คราวนี้ดีล่ะ บทที่เตรียมจะพูดโดนแย่งไปหมด จะขู่มันยังนึกคำไม่ออกเลย!
“เสียแรงที่แกเคยคลุกคลีในสนามรบห้วงอวกาศมาตั้งพันกว่าปี ไม่เคยเจอความสามารถที่มองทะลุอนาคตหรือไง?”
อู๋หมิงเลิกคิ้ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยการยั่วเย้า
โม่อหลีเฟินหน้าแดงก่ำ เกล็ดสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความอับอาย ความสามารถประหลาด ๆ ของหมื่นเผ่าพันธุ์ห้วงอวกาศน่ะมันเห็นมาเยอะ แต่ประเภทที่เดาใจคนได้แจ่มแจ้ง กระทั่งคำขู่ที่ยังไม่ทันพูดออกมาก็ยังรู้เนี่ย มันเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก!
นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องแปลกแล้ว แต่มันคือความวิปริตที่หาคำบรรยายไม่ได้เลยจริง ๆ!
“อีกสองปีฉันต้องไปที่สนามรบห้วงอวกาศ วันนี้ที่มาก็เพื่อกำจัดตัวปัญหาอย่างแกทิ้งซะ”
อู๋หมิงลุกขึ้นยืน ปลายนิ้วแผ่รัศมีจาง ๆ “แต่จะปล่อยให้แกตายไปแบบงง ๆ ก็คงจะดูใจร้ายเกินไป เอาเป็นว่าฉันจะสงเคราะห์ให้แกเห็นจุดจบของ ‘กำลังเสริม’ ที่แกภูมิใจนักหนาก็แล้วกัน”
สิ้นคำพูด ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็พุ่งผ่านหน้าโม่อหลีเฟินไปเป็นระลอก...
หลังจากจัดการโม่อหลีเฟินเรียบร้อยแล้ว ร่างของอู๋หมิงก็วูบไหว เทเลพอร์ตจากใต้ดินเมืองเฟิงหลิงกลับมายังกองบัญชาการหน่วยรบพิเศษเมืองหยวนอันโดยตรง
จางจิ่นหลิงกำลังถือเอกสารเดินมุ่งหน้าไปยังห้องประชุม ทันใดนั้นพอเห็นอู๋หมิงโผล่มาจากความว่างเปล่า เอกสารในมือแทบจะร่วงหล่นพื้น “โอ๊ย! หมิงหมิง การเปิดตัวของหลานแต่ละทีเนี่ย สักวันคงทำเอาคนแก่อย่างลุงหัวใจวายตายแน่นอน!”
“คุณลุงจางครับ ผมก็แค่ตั้งใจจะมาทำเซอร์ไพรส์ให้ลุงเท่านั้นเอง”
อู๋หมิงเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“เซอร์ไพรส์เหรอ? ลุงว่ามันคือเรื่องน่าตกใจมากกว่า!”
จางจิ่นหลิงตบไหล่เขาพลางเย้าหยอก “วันนี้มาที่หน่วยรบพิเศษเนี่ย มาเยี่ยมคนแก่อย่างลุง หรือว่าจะมาช่วย ‘ชี้แนะแนวทาง’ ให้หน่วยรบพิเศษของเรากันล่ะ?”
“คุณลุงจางอย่าล้อผมเล่นสิครับ!”
อู๋หมิงทำหน้ามุ่ยโบกมือเรียกเสียงหัวเราะจากจางจิ่นหลิงจนรอยตีนกาแผ่กระจายด้วยความเอ็นดู
หลังจากหัวเราะกันจนพอใจ อู๋หมิงก็หุบรอยยิ้มลงและเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง “คุณลุงจางครับ เมื่อกี้ผมไปที่เมืองเฟิงหลิงมา ลุงยังจำปีศาจชั่วร้ายที่ถูกสะกดไว้ใต้ดินได้ไหมครับ?”
สีหน้าของจางจิ่นหลิงขรึมลงทันที เขาพยักหน้าตอบว่า “จะจำไม่ได้ได้ยังไง! ก่อนการรบป้องกันเมืองเฟิงหลิง ไม่มีใครรู้เลยว่าข้างล่างนั่นซ่อนตัวอันตรายแบบนั้นเอาไว้ และไม่รู้ว่าถูกสะกดมานานกี่ปีแล้ว คราวก่อนพวกปีศาจเกือบจะปล่อยมันออกมาได้สำเร็จ ถ้ามันหลุดออกมาจริงล่ะก็ ผลที่ตามมาคงยากจะจินตนาการ! เรื่องนี้เป็นหนามยอกอกลุงมาตลอดเลยล่ะ”
เขาเว้นจังหวะพลางจ้องมองอู๋หมิง “หลานจู่ ๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา หรือว่า...”
“ครับ ตัวปัญหาถูกกำจัดไปแล้ว”
อู๋หมิงตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ปีศาจตัวนั้นชื่อโม่อหลีเฟิน เป็นคนของกลุ่มโจรสลัดหวานจวี่ ถูกสะกดไว้ใต้ดินมาหนึ่งพันปีแล้ว มันมาจากสนามรบห้วงอวกาศครับ”
“สะ... สนามรบห้วงอวกาศ?!”
จางจิ่นหลิงกำหมัดแน่น น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ “ที่นั่นมันคือสถานที่ในตำนานที่อยู่สูงกว่าดาวน้ำเงินไปหลายระดับเลยไม่ใช่เหรอ! แล้ว... แล้วมันอยู่ขอบเขตพลังไหนล่ะ?”
อู๋หมิงไม่อ้อมค้อม ตอบไปตรง ๆ ว่า “แดนห้วงอวกาศระดับสูงครับ แต่เพราะโดนสะกดไว้นานเกินไป พละกำลังเลยร่วงลงมาเหลือแค่แดนห้วงอวกาศระดับต้น”
“แดนห้วงอวกาศระดับสูง?”
จางจิ่นหลิงมึนตึ้บพลางเกาหัว “ในประเทศหลงฮั่นเรารู้จักแต่แดนวิญญาณวีรบุรุษ แดนจิตวิญญาณสวรรค์ ฝั่งปีศาจก็มีราชาปีศาจกับจักรพรรดิปีศาจ แล้วไอ้แดนห้วงอวกาศที่ว่านี่มันคืออะไรกันแน่?”
อู๋หมิงอธิบายอย่างใจเย็นว่า “การแบ่งระดับพลังบนดาวน้ำเงินกับในอวกาศภายนอกไม่เหมือนกัน แต่ในจักรวาลห้วงอวกาศจะมีมาตราฐานค่อนข้างเป็นหนึ่งเดียวกันครับ โดยไล่จากระดับต่ำไปสูงคือ แดนห้วงอวกาศ, แดนดาราเทียบเท่า, แดนระบบดาว, แดนอาณาเขตดาว, แดนจักรวาลดาว และแดนนักบุญดาว รวมเป็นหกขอบเขตพลังใหญ่ ซึ่งแต่ละขอบเขตก็จะแบ่งย่อยเป็นระดับต้น กลาง และสูง อย่างแดนจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ชั้นที่ 9 บนดาวน้ำเงินของเรา ถ้าไปอยู่ในจักรวาล อย่างมากก็ก็นับได้แค่แดนห้วงอวกาศระดับต้นเท่านั้นเองครับ”
จางจิ่นหลิงสูดหายใจเข้าลึกจนหนาวสั่น เอกสารในมือร่วงลงบนโต๊ะดัง “ปึก” สรุปว่าพละกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดบนดาวน้ำเงิน เป็นได้แค่ระดับเริ่มต้นในห้วงอวกาศงั้นเหรอ?
แล้วถ้าโม่อหลีเฟินอยู่ในช่วงที่พลังสมบูรณ์ในตอนนั้น ไม่ใช่ว่ามันสามารถกลืนกินดาวน้ำเงินได้ในคำเดียวเลยหรือไง?
เขายิ่งคิดยิ่งสยองขวัญ ตบหน้าอกตัวเองพลางกล่าวว่า “โชคดีจริง ๆ ที่หลานจัดการมันได้ในครั้งนี้! ไม่อย่างนั้นดาวน้ำเงินของเราคงต้องพินาศด้วยน้ำมือของปีศาจตนนี้เข้าสักวัน!”
“ลุงไม่ต้องกังวลครับ โม่อหลีเฟินหายไปแล้ว”
อู๋หมิงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “แต่ว่าคราวก่อนมันแอบส่งกลิ่นอายสายหนึ่งออกไป เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือครับ ตอนนี้กลุ่มโจรสลัดหวานจวี่ได้ส่งหน่วยรบมุ่งหน้ามาที่ดาวน้ำเงินแล้ว คาดว่าอีกประมาณสิบวันจะมาถึง ผมจะเป็นคนรับมือเรื่องนี้เอง แต่ทางที่ดีลุงช่วยจัดการให้หน่วยรบพิเศษและกองพลต่าง ๆ เตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุดไว้ด้วย และฝากแจ้งเตือนประเทศอื่น ๆ ด้วยนะครับ พวกเขาจะเชื่อหรือไม่นั่นก็เรื่องของเขา พวกเราทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอ”
จางจิ่นหลิงยืดตัวตรงทันที สีหน้าเคร่งเครียด “ได้! ลุงจะไปจัดการเดี๋ยวนี้! จริงด้วยหมิงหมิง หลานช่วยบอกความจริงกับลุงหน่อยได้ไหม ว่าหายนะครั้งนี้... ประเทศหลงฮั่นของเราจะเป็นอะไรไหม?”
“วางใจเถอะครับ ประเทศหลงฮั่นจะปลอดภัยแน่นอน”
อู๋หมิงยิ้มปลอบใจ “ที่ให้เตรียมพร้อมป้องกัน ก็เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เพราะอนาคตไม่ใช่สิ่งที่จะคงที่เสมอไปครับ”
จางจิ่นหลิงถึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาดึงแขนอู๋หมิงไว้ “งั้นหลานอย่าเพิ่งไปไหนนะ เที่ยงนี้พวกเราสองคนลุงหลานมาดื่มกันสักสองสามจอก!”
อู๋หมิงส่ายหน้าปฏิเสธ “คุณลุงจางครับ เหล้ามื้อนี้รอให้ผ่านพ้นหายนะไปก่อนค่อยดื่มดีกว่า ถึงตอนนั้นค่อยเรียกพวกคุณลุงหลี่ คุณลุงหม่ามากันให้ครบ พวกเราจะได้มารวมตัวกันให้เต็มที่ครับ!”
“ตกลง! ตามใจหลาน!”
จางจิ่นหลิงไม่รั้งตัวเขาไว้ เพราะรู้ว่าอู๋หมิงมีแผนการในใจอยู่แล้ว เขาจึงหันหลังเดินไปจัดเตรียมกองกำลังทันที
(จบบท)