- หน้าแรก
- ระบบร้านค้าในต้าถัง
- บทที่ 780 - กลับสู่ชางโจว
บทที่ 780 - กลับสู่ชางโจว
บทที่ 780 - กลับสู่ชางโจว
บทที่ 780 - กลับสู่ชางโจว
"เกิดอะไรขึ้น หรือว่าเทคโนโลยีการทอผ้าของพวกเรารั่วไหล" เจิ้งฉีถาม
"ข้าส่งคนไปสืบข่าวมาแล้ว ว่ากันว่าหลังจากท่านรองสมุหนายกหยวนออกจากซูโจว สมาคมการค้าซูโจวได้จัดการระดมทุนภายใน ร้านผ้าสกุลโจวได้รับเงินทุนมหาศาลแล้วเริ่มพัฒนาในรูปแบบโรงงานทอผ้า ส่วนเทคโนโลยีการทอผ้านั้นไม่ใช่ความลับอะไร พวกเขาก็พึ่งพาปริมาณและรูปแบบการกระจายสินค้าเหมือนกัน" จ้าวทัวกล่าว
เมื่อก่อนไม่มีคู่แข่ง เจิ้งฉีจึงไม่ได้คิดอะไรมาก การทำเงินได้ง่ายๆ ทำให้เขาลดความระมัดระวังตัวทางธุรกิจลง จนกระทั่งร้านผ้าสกุลโจวกลายเป็นเศรษฐีใหม่ในวงการผ้าเขาถึงได้รู้สึกตัว
"เรื่องเกิดขึ้นแล้วแก้ไขไม่ได้ ข้าเชื่อว่าด้วยศักยภาพของสมาคมฝ้ายเราจะไม่แพ้ใคร เอาผ้าพิมพ์ลายนี้ไปให้คนงานย้อมของโรงงานทอผ้า ศึกษาดูซิ คิดจะแย่งตลาดต้องดูว่ามีฝีมือจริงหรือไม่" เจิ้งฉีกล่าว
แนวคิดของจ้าวทัวต่างจากเจิ้งฉี ในฐานะนักลงทุนเขาใส่ใจเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่า เขาจะเข้าร่วมงานเสวนาพ่อค้าที่กรมพัฒน์จัดขึ้นที่ฉางอันเสมอ กรมพัฒน์จะแบ่งปันแนวคิดการบริหารที่น่าสนใจ และพ่อค้าก็จะอภิปรายกัน ซึ่งทำให้เขาได้รับประโยชน์มาก
เมื่อสินค้าพิมพ์ลายใหม่ของร้านผ้าสกุลโจวส่งมาถึงฉางอัน เขาก็รู้ทันทีว่าสมาคมฝ้ายเจอคู่แข่งเข้าแล้ว
ประวัติความรุ่งเรืองของสมาคมฝ้ายเปรียบเสมือนการนั่งรถโดยสาร อาศัยความได้เปรียบด้านวัตถุดิบและเงินทุนเป็นหลัก ตอนนี้คนอื่นก็มีเงินทุน นอกจากค่าขนส่งที่แพงกว่าหน่อย อย่างอื่นก็พอๆ กัน แถมเขายังได้ยินว่าสมาคมการค้าซูโจวก็ไปลงทุนทำไร่ฝ้ายที่เฉิงตูเหมือนกัน กองคาราวานที่ตั้งขึ้นส่วนใหญ่ก็เพื่อขนส่งด้ายฝ้าย
สิ่งที่เขาสงสัยที่สุดคือหยวนซ่านไปทำอะไรที่ซูโจว ทำไมไปที่ไหนก็มีพ่อค้ายอมควักกระเป๋าทำนั่นทำนี่ให้
อันที่จริงไม่ใช่แค่สมาคมฝ้ายที่รู้สึกกดดัน ศูนย์การค้าในฉางอันก็มีการแข่งขันเช่นกัน เมื่อพันปีก่อน (หมายถึงปีก่อน) องค์รัชทายาทหลี่เฉิงเฉียนได้เปิดศูนย์การค้าหย่งผิงฟางแห่งใหม่ในย่านหย่งผิงฟาง เชี่ยวชาญด้านเครื่องทองเครื่องเงิน หยก อัญมณี และสินค้าต่างแดน ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ทำออกมาได้ดีทีเดียว โซนเสื้อผ้ามีชุดประจำชาติหลากหลาย ดึงดูดชาวต่างชาติส่วนใหญ่ โซนอาหารค่อนข้างเรียบง่าย เน้นขายของปิ้งย่างเป็นหลัก
แพะย่างทั้งตัวเป็นเมนูเด่น ไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทไปหาพ่อครัวย่างมาจากไหน ฝีมือการย่างแพะเลื่องลือไปทั่วฉางอันในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และที่เวอร์กว่านั้นคือสถานที่ย่างแพะอยู่บนดาดฟ้าตึกสามชั้น ทำให้กลิ่นเนื้อแพะย่างหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณศูนย์การค้าหย่งผิงฟาง
ดังนั้นฉางอันจึงมีศูนย์การค้าครบวงจรขนาดใหญ่แห่งที่สาม ธุรกิจหลักเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงสูง ศูนย์การค้าทั้งสามแห่งมีจุดเด่นต่างกัน ธุรกิจหลักหลายอย่างไม่ได้รับผลกระทบ จริงๆ แล้วโซนอัญมณีชั้นหนึ่งของศูนย์การค้าสกุลหยวนส่วนใหญ่มีไว้โชว์ ยอดขายไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าซื้อไปเป็นของขวัญในเทศกาลสำคัญ
หยกและอัญมณีของหย่งผิงฟางค่อนข้างดั้งเดิม เหมือนเอาร้านค้าในตลาดบูรพาและตลาดประจิมมารวมกัน ที่โดดเด่นสะดุดตาคือโซนเสื้อผ้า ชุดหู (ชุดชนเผ่า) ที่ประณีตงดงาม ถูกตัดเย็บออกมาสวยกว่าชุดของขุนนางชาวหูเสียอีก ดูรู้เลยว่าผ่านการปรับปรุงอย่างพิถีพิถัน
ช่วงหนึ่งดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่น้อย โดยเฉพาะชุดหูที่สตรีสวมใส่ช่วยขับเน้นความสง่างาม รูปแบบผสมผสานสไตล์ราชวงศ์ถัง กลายเป็นแบบที่องค์หญิงและท่านหญิงในต้าถังชื่นชอบ เป็นเสื้อผ้าที่ขาดไม่ได้เวลาเล่นโปโลและกีฬาอื่นๆ
ส่วนศูนย์การค้าสกุลเซวียที่ย่านหย่งเหอฟางขายของสารพัดอย่าง เรียกได้ว่ารวบรวมข้าวของจากตลาดต่างๆ ไว้ เหมือนตลาดสินค้าเบ็ดเตล็ด แต่ศูนย์การค้าแบบนี้กลับมีคนเดินมากที่สุดและรายได้สูงสุด
การพัฒนาการค้าเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน แต่เริ่มต้นล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงของตัวพ่อค้าเอง เรื่องนี้หยวนซ่านที่นั่งเรือเสียวหลงกลับมาถึงเยว่โจวได้รับรู้แล้ว
ไม่กี่เดือน เยว่โจวเปลี่ยนแปลงไปมาก สมาคมการค้าเยว่โจวร่วมทุนเปิดศูนย์การค้าเยว่โจวและตลาดเยว่โจว ศูนย์การค้ายังคงเป็นห้างสรรพสินค้าครบวงจร ส่วนตลาดเน้นขายผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ตัวเมืองเยว่โจวไม่ใหญ่มาก จึงจัดสรรทรัพยากรใหม่พอดี และการประมงที่ท่าเรือก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน
ผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างปลาแผ่นตากแห้งปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการปลาแผ่นเริ่มขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองชายฝั่ง
กลับถึงจวนสกุลตู๋กู หยวนซ่านกลายเป็นดาวล้อมเดือนอีกครั้ง ตู๋กูคังยิ้มแก้มปริ ตู๋กูรั่วหลานทำธุรกิจในเยว่โจว สกุลตู๋กูได้รับผลประโยชน์สูงสุด ตอนนี้แทบจะกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของเยว่โจวแล้ว
"ลูกเขยผู้ปรีชา ข้าไม่อยากให้เจ้าไปเลย" ตู๋กูคังกล่าว
หยวนซ่านยิ้ม "มีราชการต้องปฏิบัติ จำเป็นต้องกลับฉางอันขอรับ"
ตู๋กูรั่วหลานกำลังร่ำลาแม่ของนาง
สิ่งที่ตู๋กูรั่วหลานตัดใจยากที่สุดคือตู๋กูเสี้ยวเฉวียน เด็กน้อยวัยสองขวบกำลังน่ารักน่าชัง ทุกวันตู๋กูรั่วหลานจะเล่นกับเจ้าตัวเล็กครู่หนึ่ง หยวนซ่านรู้ดีว่าในใจนางปรารถนาจะเป็นแม่คนมากเพียงใด
แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องจะสำเร็จได้ดั่งใจ อย่างน้อยเรื่องนี้ต่อให้หยวนซ่านไม่ระวัง พวกเขาก็ยังไม่มีผลลัพธ์ พูดไปก็น่าแปลกใจ
บ้านเก่าสกุลหยวนตอนนี้กลายเป็นโรงงานน้ำมันปลาไปแล้ว น้ำมันปลากลายเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพรุ่นใหม่ หากไม่จำกัดการขายในเมืองใหญ่ๆ การผลิตคงไม่ทัน ความต้องการสูงต้นทุนสูงราคาขายยิ่งสูง
เงินทุนพัฒนาเยว่โจวของตู๋กูรั่วหลานส่วนใหญ่มาจากน้ำมันปลา ต้องขอบคุณวาฬตัวนั้น ไม่อย่างนั้นปริมาณการผลิตคงเป็นไปไม่ได้
ฤดูร้อนทางใต้ร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ เรือเสียวหลงใกล้จะถึงชางโจวแล้ว พอนึกถึงระยะทางจากชางโจวไปฉางอัน หยวนซ่านก็ไม่อยากกลับไปเลย
คณะเดินทางขึ้นฝั่งที่ท่าเรือชางโจว การก่อสร้างเปลี่ยนแปลงไปทุกช่วงเวลา เรือเจียวหลงจอดเทียบท่าอยู่ การดัดแปลงตัวเรือส่วนใหญ่เสร็จสิ้นแล้ว ความต้องการของเรือรบนั้นง่ายมากคือต้องแข็งแรง ดังนั้นหลายจุดจึงต้องเสริมความแข็งแกร่ง
คนที่ดีใจที่สุดเมื่อเห็นเรือเจียวหลงคือเถียนหยวน แม่ทัพกองโจรฟูโจวผู้นี้แม้จะมีตำแหน่งในทหารเรือฟูโจว แต่ในความเป็นจริงมีโอกาสสูงที่จะได้เป็นผู้นำกองเรือมหาสมบัติ อนาคตสดใสเช่นนี้ใครจะไม่ใฝ่ฝัน
"ท่านรองสมุหนายกหยวน ท่านกลับมาเสียที" เกาเปี่ยวเหรินออกมาต้อนรับ
"เอ๊ะ? เวลานี้ท่านน่าจะอยู่ที่ฟูซางไม่ใช่หรือ" หยวนซ่านสงสัย
"ก็เพราะเรื่องโรงงานกระดาษน่ะสิขอรับ ทานิกุจิ ไดเมียว แห่งเกาะคิวชูถูกไดเมียวอื่นยกทัพมาล้อมเพราะผลประโยชน์จากโรงงานกระดาษ คนต้าถังเรากลัวโดนลูกหลงเลยกลับมากันหมด" เกาเปี่ยวเหรินตอบ
"แล้วกิจการที่ฟูซางล่ะ หากทานิกุจิ ไดเมียวพ่ายแพ้ เงินที่พวกเราลงทุนไปก่อนหน้านี้ไม่สูญเปล่าหรือ" หยวนซ่านกล่าว แม้จะพูดแบบนั้น แต่กำไรที่ได้จากการทำกระดาษก็มากกว่าเงินลงทุนไปโขแล้ว
"ท่านรองสมุหนายกหยวนวางใจ เรื่องนี้มีข้อสรุปแล้ว รอเข้าเมืองชางโจวแล้วค่อยรายงานให้ท่านทราบขอรับ" เกาเปี่ยวเหรินกล่าว