- หน้าแรก
- ระบบร้านค้าในต้าถัง
- บทที่ 720 - ระบบการให้คะแนน
บทที่ 720 - ระบบการให้คะแนน
บทที่ 720 - ระบบการให้คะแนน
บทที่ 720 - ระบบการให้คะแนน
วันสอบขุนนาง ทั้งในและนอกสนามกีฬาหมู่บ้านหลานเหอเนืองแน่นไปด้วยผู้คน เพื่อรักษาความเรียบร้อยในการสอบ กรมคลังยังขอให้ส่งทหารรักษาการณ์จินอู๋เว่ยมาคุมสถานการณ์
โชคดีที่ทุกอย่างราบรื่น ผู้เข้าสอบถูกคนนับพันจ้องมอง ใครจะกล้าโกง โต๊ะสอบในสนามฟุตบอลวางห่างกันมาก ต่อให้มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นอะไร พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรตุกติก คนจับตาดูเยอะขนาดนี้ ขอแค่มีคนพบความผิดปกติก็จะชูธงแดงในมือทันที
ถึงตอนนั้นคนที่จะเข้ามาตรวจสอบไม่ใช่ผู้คุมสอบแล้ว แต่เป็นทหารรักษาการณ์จินอู๋เว่ย
หยวนซ่านนั่งอยู่บนอัฒจันทร์รู้สึกเบื่อหน่ายมาก มองดูสีหน้าตื่นเต้นของชาวบ้านรอบๆ ก็ยิ่งเบื่อเข้าไปใหญ่ ชาวบ้านต้าถังที่ขาดแคลนความบันเทิงต่างตื่นเต้นกับของแปลกใหม่จนเกินเหตุ
"ท่านอาเกา พวกเราต้องนั่งรอพวกเขาอยู่ที่นี่สี่ชั่วยามเลยหรือ" หยวนซ่านถาม
"ใช่สิ เป็นอะไรไป" เกาซื่อเหลียนตอบเรียบๆ
"เปล่า" หยวนซ่านตอบ
แม้คนในสนามกีฬาจะเยอะ แต่มีประกาศเตือนห้ามส่งเสียงดัง ประกอบกับโครงสร้างของสนามฟุตบอล ทำให้ไม่ได้ยินเสียงคนรอบข้างพูดคุยกัน การรบกวนจึงไม่มากนัก
สนามสอบที่มีมนุษยธรรมเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึกไว้พร้อมสรรพ ขอเพียงมีปัญหาเกิดขึ้นในสนามสอบจะมีคนนำของไปส่งให้ ข้อสอบประเภทคัมภีร์ต้องเขียนบรรยายยืดยาว อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วยามในการพิจารณา
หยวนซ่านนั่งบนอัฒจันทร์จนกรนออกมา เกาซื่อเหลียนก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย แต่เขาไม่ยอมผ่อนคลาย พอร์ตื่นขึ้นมาก็กัดฟันทนต่อไป
กว่าจะถึงเวลา หยวนซ่านไม่พูดพร่ำทำเพลง ลาเกาซื่อเหลียนทันที เขาตัดสินใจแล้วว่าพรุ่งนี้ให้ตายก็ไม่มาอีก
การสอบรอบแรกจบลง ยังต้องสอบต่ออีกหลายวัน
ภายในพระราชวังไท่จี๋ ห้องทรงพระอักษร หลี่ซื่อหมินกำลังดูข้อสอบที่กรมขุนนางหาคนมาออก ส่วนใหญ่เป็นหัวข้อคลาสสิก แต่พอดูข้อสอบเพิ่มเติมสองข้อของหยวนซ่าน พระพักตร์ก็ดำทะมึนทันที
ข้อแรกเขียนว่า "ท่านมองการค้าอย่างไร?"
ข้อที่สองเขียนว่า "สิบปีพากเพียร หากสอบตกจะทำอย่างไร?"
หลี่ซื่อหมินเห็นหัวข้อแบบนี้แทบจะกระอักเลือด แต่คิดสักพักก็สงบลง ไม่รู้ว่าหยวนซ่านมีจุดประสงค์อะไร จึงพิจารณาอย่างละเอียด ทุกคนย่อมมีความคิดเห็นต่อสิ่งต่างๆ พูดถึงการค้า หลี่ซื่อหมินก็มีความเห็นอยู่บ้าง หลายปีมานี้พระองค์เข้าใจแล้วว่าการค้าแม้จะยังไม่เข้าขั้น แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นมหาศาล ยกตัวอย่างการส่งทหารไปรบกับทูเจี๋ยและถู่ฮุ่น ถ้าไม่มีเงินจะเอาอะไรไปรบ
หากพึ่งพาแต่การทำนาสะสมเสบียง เกรงว่าจนป่านนี้ก็ยังไม่มีปัญญาเปิดศึก คิดว่าหยวนซ่านดูแลกรมพัฒนาเศรษฐกิจ การออกข้อสอบเกี่ยวกับการค้าก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ นี่ใช่ข้อสอบหรือ ดูเหมือนการหยั่งเชิงมากกว่า
ข้อที่สองก็น่าสนใจ ผู้ที่สอบผ่านมีเพียงไม่กี่คน แล้วผู้ที่สอบตกนับพันคนจะทำอย่างไร สอบต่อเรียนต่อเตรียมสอบครั้งหน้า หรือจะทำอย่างไร หัวข้อนี้เปิดกว้างมาก คำตอบย่อมหลากหลาย
หลี่ซื่อหมินรู้สึกว่าข้อแรกอาจทดสอบทัศนคติ อัตวิสัยและภววิสัย จากคำตอบก็รู้ถึงความสามารถในการตัดสินใจของผู้เข้าสอบ ข้อที่สองจุดประสงค์อาจอยู่ที่การกระทำ ผู้ที่สอบตกจะเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างไร สองข้อนี้ดูเหมือนง่ายแต่ล้วนเป็นการท้าทาย
มองดูข้อสอบแล้วตรัสเรียบๆ ว่า "เราชักจะคาดหวังเสียแล้วสิ"
หม่าเหอก็รู้หัวข้อในข้อสอบ เขาไม่รู้ว่ามันวิเศษตรงไหน ถึงทำให้ฝ่าบาทต้องทรงดำริอยู่นาน เดี๋ยวถอนหายใจ เดี๋ยวพึมพำ
หลังการสอบข้อเขียนจบลง ก็เข้าสู่ขั้นตอนการตรวจข้อสอบ ข้อสอบแยกสองข้อนั้นถูกเก็บรวบรวมต่างหาก คนของกรมพัฒนาเศรษฐกิจมาร่วมประเมิน พวกเขาไม่สนใจสี่ตำราห้าคัมภีร์เลยสักนิด
คนตั้งมากมายพวกเขามองแค่ข้อสอบเพิ่มเติมสองข้อ หลายคนให้ค่าการค้าไม่สูง ไม่สามารถวิเคราะห์และประเมินอย่างเป็นกลางได้ ถือว่าไม่ผ่าน หากมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการพัฒนาการค้า แต่ยังยึดติดกับกฎเกณฑ์เดิมๆ คนแบบนี้จะเรียกว่ามีความสามารถในการวิเคราะห์อย่างอิสระได้หรือ
ข้อที่สอง ความเห็นที่ตอบมากที่สุดคือปีนี้สอบไม่ติดปีหน้าสอบใหม่ จะเป็นยอดนักเรียนผู้ไม่ย่อท้อ แต่พวกเขาไม่คิดบ้างหรือว่าการเปลี่ยนจากนักเรียนห่วยๆ เป็นยอดนักเรียนมันง่ายนักหรือ คนที่ไม่มองความเป็นจริงจะทำอะไรได้
คนแบบนี้ถ้าไปเป็นขุนนางหัวแข็งทื่ออาจกลายเป็นขุนนางไร้ประโยชน์ ดังนั้นจึงมีคนกลุ่มหนึ่งถูกกรมพัฒนาเศรษฐกิจคัดออก ส่วนการตรวจข้อสอบขุนนางจริงๆ จะยึดตามคะแนนข้อสอบเพิ่มเติมหรือไม่ หยวนซ่านไม่รู้ แต่กรมพัฒนาเศรษฐกิจไม่เอาคนพวกนี้แน่นอน
การสอบข้อเขียนจบลง แต่ยังมีการสอบวิชาเพิ่มเติม ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่เป็นคนจากโรงเรียนฝึกอบรมบุคลากร ข้อสอบของพวกเขาซับซ้อนกว่ามาก เพราะเป็นวิชาคณิตศาสตร์เฉพาะทาง ต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้นถึงจะทำได้ โจทย์ที่อาจจะทำได้ แต่ในขั้นตอนสำคัญของการแก้โจทย์อาจเกิดความผิดพลาดได้
แต่การสอบก็คือการวัดผลคะแนน และวัดสภาพจิตใจของผู้เข้าสอบด้วย
วิชาเพิ่มเติมผู้เข้าสอบทั่วไปก็สามารถสอบได้ หากสอบข้อเขียนไม่ติด แต่ถนัดคณิตศาสตร์ อย่างน้อยสำนักวิชาคณิตศาสตร์ของกั๋วจื่อเจี้ยนก็ยินดีต้อนรับให้ไปเรียน
โอกาสเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทาง นักเรียนหลายคนไม่อยากพลาด ดังนั้นจำนวนผู้เข้าสอบวิชาเพิ่มเติมจึงเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า
การตรวจข้อสอบวิชาเพิ่มเติมทำได้รวดเร็ว ล้วนเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ แค่ตรวจคำตอบก็พอ ไม่เหมือนข้อสอบข้อเขียนที่ต้องใช้คนมีความรู้มาตรวจสอบ ดังนั้นคะแนนสอบวิชาเพิ่มเติมจึงประกาศออกมาอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับการว่าจ้างจากกรมพัฒนาเศรษฐกิจทันที
และพวกเขาก็ต้องตอบข้อสอบเพิ่มเติมสองข้อนั้นด้วยเช่นกัน
ณ ห้องทรงพระอักษร พระราชวังไท่จี๋ หยวนซ่านเข้าเฝ้าโดยมีเกาซื่อเหลียนติดตามมาด้วย ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
"ฝ่าบาท นี่คือรายชื่อคะแนนของผู้เข้าสอบวิชาเพิ่มเติมพะยะค่ะ" เกาซื่อเหลียนยื่นรายชื่อคะแนนให้หม่าเหอ
"โอ้ ตรวจเสร็จเร็วขนาดนี้เชียวหรือ" หลี่ซื่อหมินประหลาดใจ
"ฝ่าบาท วิชาเพิ่มเติมเน้นคณิตศาสตร์เป็นหลัก แต่ละข้อมีคำตอบเดียว ขอเพียงตรวจทานให้ดีก็รู้ผลพะยะค่ะ" เกาซื่อเหลียนกราบทูล
หลี่ซื่อหมินมองดูรายชื่อคะแนน หลังชื่อแต่ละคนมีตัวเลขกำกับ นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์เห็นสิ่งที่เรียกว่า "คะแนน" ปกติการตรวจข้อสอบจะผ่านการตรวจสอบจากหลายคนแล้วคัดกรองเป็นชั้นๆ จนถึงสามอันดับแรก ต้องผ่านการวิจารณ์อีกรอบถึงจะรู้ลำดับ แต่ตอนนี้มีสิ่งที่เรียกว่าคะแนนปรากฏขึ้น ช่างแปลกใหม่นัก
"ฝ่าบาท การสอบคณิตศาสตร์เน้นความแม่นยำ ละเอียดรอบคอบ และตรรกะ ความยากง่ายของโจทย์ต่างกัน การคำนวณผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ จะบอกว่าผู้เข้าสอบคนนี้ไม่ผ่านเพราะตอบผิดข้อเดียวไม่ได้ อย่างมากก็บอกได้แค่ว่ายังไม่แม่นในจุดนั้น พิจารณาโดยรวม คะแนนหกสิบขึ้นไปถือว่าผ่าน แปดสิบขึ้นไปถือว่าดี เก้าสิบห้าขึ้นไปถือว่าดีเยี่ยมพะยะค่ะ" หยวนซ่านอธิบาย
หลี่ซื่อหมินดูแล้ว คนที่ได้คะแนนเต็มมีสามสิบคน แปดสิบขึ้นไปมีหกสิบคน หกสิบขึ้นไปมีถึงร้อยกว่าคน พระองค์รู้สึกว่ามันดูเล่นๆ เกินไปหน่อยกระมัง