- หน้าแรก
- ผมไม่ได้บ้า ผมคือราชานักแสดงพันหน้า
- ตอนที่ 290 บุคลิกมากมายเหลือเกิน!
ตอนที่ 290 บุคลิกมากมายเหลือเกิน!
ตอนที่ 290 บุคลิกมากมายเหลือเกิน!
“แม่คะ ตอนที่แม่ยังสาว แม่ก็เคยมีความฝันไม่ใช่เหรอ เพราะแม่เคยฝันแต่ทำไม่สำเร็จ แม่เลยจะมาห้ามไม่ให้หนูฝันเหรอ”
“ยัยลูกคนนี้ แม่ก็ทำเพื่อลูกนะ!”
“ถ้าแม่อยากทำเพื่อหนูจริงๆ ก็ปล่อยให้หนูตัดใจด้วยตัวเองเถอะ”
ตอนนั้นเอง
หลิวลี่ลี่หัวเราะ หัวเราะเยาะความไร้เดียงสาของลูกสาว หัวเราะที่ยังเชื่อในความฝัน
เชื่อในความฝันแบบนั้นจริงๆ
“เธอนี่มัน...”
หลิวลี่ลี่มองลูกสาวด้วยสีหน้าทั้งขำทั้งโมโห
แต่สุดท้ายก็สงบลง
“อยากฝันเหรอ ได้เลย ก็ไปฝันของลูกให้เต็มที่ แต่แม่จะบอกอะไรให้ เวลาตื่นจากฝันมันโหดร้ายมากนะ ทั้งสำหรับลูก สำหรับหลี่หยุน หรือแม้แต่สำหรับคนในประเทศนี้”
หลิวลี่ลี่ไม่ได้แค่ไม่เห็นค่าหลี่หยุนเท่านั้น แม้แต่แวดวงบันเทิงในประเทศนี้ เธอก็ไม่เห็นค่าเลย
ไม่ใช่เพราะเกลียดเขา
แต่มันคือความจริง
ในตลาดที่รายได้เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ถูกต่างชาติเข้ามายึดไป จะให้เธอเคารพได้ยังไง
“มีแสงสว่างอยู่แท้ๆ แต่กลับเลือกเดินในความมืด ลูกสาวของฉัน เธอนี่กล้าจริงๆ”
เดิมทีหลิวลี่ลี่ตั้งใจให้วงการบันเทิงในประเทศเป็นเพียงบันไดขั้นหนึ่ง ทุกผลงานของหลิวเชี่ยนเชี่ยนที่นี่ ก็แค่ปูทางเพื่อไปสู่ฮอลลีวูดเท่านั้น
เพราะฮอลลีวูดคือจุดหมายสุดท้ายของหลิวเชี่ยนเชี่ยน
คือที่ที่เธอ “ควรจะอยู่”
“แต่ก็อย่างที่เธอพูด มีเรื่องหนึ่งที่เป็นความจริง ถ้าอยากให้เห็นผลลัพธ์สุดท้าย จนหมดหวังไปเอง นั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าเติบโต มันอาจจะโหดร้ายสำหรับเธอ แต่เธอต้องผ่านมันไปให้ได้”
หลิวเชี่ยนเชี่ยนเข้าใจแม่ดี เธอรู้ว่าแม่จะยอมให้โอกาสเธอสักครั้ง ครั้งเดียว ครั้งของ “ความฝัน”
และหลิวลี่ลี่ก็คิดเช่นนั้นจริงๆ
หนังเรื่องนี้เธอจะยอมให้ถ่าย
หนังที่ไม่มีใครมองว่าจะประสบความสำเร็จ ตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้
ตอนนี้ที่อยากฝัน ก็ให้ฝันดูสักครั้ง
แต่เมื่อฝันพังแล้ว อย่าร้องไห้ก็แล้วกัน
อีกด้านหนึ่ง ที่กรุงปักกิ่ง
“ก็แค่ซ้อมมือหน่อยน่ะ พอมีเงินในมือบ้าง แถมก็เล่นหนังมาหลายเรื่องแล้ว เลยอยากลองกำกับเองบ้าง ปกตินักแสดงส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”
“อ๋อ อย่างนั้นเอง ฟังดูคล้ายๆกับประสบการณ์ของฉันนะ”
“นายตอนนั้นเก่งกว่าเขาเยอะ ทำเอากรมภาพยนตร์ยังต้องสั่นสะเทือน”
“ก็แค่ตอนนั้นอยากไปเดินพรมแดงที่คานส์ดูสักครั้ง อยากให้ฝรั่งเห็นว่าศิลปะภาพยนตร์ของเราก็ไม่แพ้ใคร”
“นั่นแหละเจ๋งจริง”
ตอนนี้ เจียงเฉิงกังนั่งคุยอยู่กับชายคนหนึ่ง อายุไม่มากแต่หัวเริ่มล้านแล้ว
และสิ่งที่คู่กับหัวล้านของเขาก็คือพรสวรรค์
ชายตรงหน้าไม่ถึงกับอัจฉริยะ แต่ก็เป็นหนึ่งใน “หนุ่มอัจฉริยะของกรุงปักกิ่ง” ได้แน่นอน
ชื่อของเขาคือ เจียงเหวิน
ผู้กำกับสายหัวขบถแห่งวงการเมืองหลวง ที่เดิมก็เป็นนักแสดงมาก่อน แล้วค่อยผันตัวมากำกับเอง
แน่นอนว่า ตอนนี้เขายังเป็น “ผู้กำกับตัวเล็ก”
ผู้กำกับหัวขบถตัวเล็กๆ
“แล้วนายมาหาฉันได้ยังไงเนี่ย” เจียงเหวินถามอย่างสงสัย ถึงจะพอมีชื่อเสียงในแวดวง แต่ก็ไม่ใช่ชื่อเสียงดีเท่าไร
“เจ้านายของฉัน หลี่หยุน เขาชื่นชมนายสุดๆ” เจียงเฉิงกังยกนิ้วโป้งให้
ถูกคนเห็นค่าฝีมือมันก็ปลื้มอยู่แล้ว
เจียงเหวินเองก็เหมือนกัน ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้กำลังถ่าย “แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง” เขาคงไปช่วยหลี่หยุนด้วยตัวเองแล้ว
“งั้นตอนนี้ก็ช่วยจับตาดูเจ้านายฉันไว้ดีๆ แล้วก็ช่วยเตือนเขาหน่อย นายกับเขา คนหนึ่งเป็นผู้กำกับ อีกคนเป็นนักแสดง ถ้าร่วมมือกันเมื่อไรต้องสุดยอดแน่ ส่วนหนังเรื่องนี้ ‘เสียงจากหัวใจ...ที่ไม่มีใครได้ยิน’ ก็ปล่อยให้เขาลองเล่นไปก่อน เล่นพอแล้วค่อยร่วมมือกัน”
เจียงเฉิงกังไม่ได้พูดเกินจริงเลย
เพราะชายคนนี้มีพรสวรรค์จริงๆ
จากประสบการณ์ดูหนังของเขา เจียงเหวินเป็นคนเดียวที่อาจจะ “หัวขบถ” ไปหน่อย ไม่ชอบทำงานซ้ำซากแบบตลาดทั่วไป
ไม่มีอะไรผิดเลย
“ฝากไว้กับฉันเถอะ”
แล้วชายร่างใหญ่จากแดนเหนือคนนั้นก็ไปเจอหลี่หยุนด้วยตัวเอง
แล้วพูดว่า
“หนังของนาย ฉันมองออกเลยว่าจะรุ่งแน่ ตั้งใจถ่ายให้ดี ถ้ามีอะไรสงสัยมาถามฉันได้เลย ฉันตอบให้เต็มที่”
เจียงเฉิงกังอึ้ง นี่มันไม่เหมือนที่คิดไว้เลย!
ไม่ได้จะให้มา “เตือน” นี่นา!
แต่เจียงเหวินคิดแบบนั้นจริงๆ
ให้คนเก่งทำในสิ่งที่คนเก่งควรทำ
พวกเราคือ “อัจฉริยะ”
ก็ต้องทำในสิ่งของอัจฉริยะสิ!
“ขอบคุณ” หลี่หยุนยิ้มบางๆ
แล้วเดินออกไป
เริ่มต้นเดินหน้าถ่ายทำ “เสียงจากหัวใจ...ที่ไม่มีใครได้ยิน” อย่างยิ่งใหญ่
“หลี่หยุน... น่าสนใจจริงๆ”
เจียงเหวินพูดพลางเปิดดูวิดีโอในบ้าน
เป็นภาพยนตร์ “สองคนสองคม”
และซีรีส์ “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า”
ความจริงแล้ว ก่อนที่หลี่หยุนจะมาสนใจเขา
เจียงเหวินต่างหากที่สนใจหลี่หยุนก่อน
“เสียงจากหัวใจ...ที่ไม่มีใครได้ยิน”
หลี่หยุนเขียนบทเสร็จแล้ว
สำหรับหนังเรื่องนี้ จะให้จำได้ทุกอย่างเป๊ะๆคงเป็นไปไม่ได้
แม้แต่ในชาติก่อน ตอนที่เขาดูหนังเรื่องนี้ ก็แค่ตอนมัธยม ความทรงจำคงไม่ได้ชัดนัก
การจัดการงานถ่ายทำ ทีมกล้อง ทุกอย่างต้องควบคุมทั้งหมด
และทีมงานที่รวมตัวกันได้ตอนนี้ ก็เป็นเพียงทีมระดับ “ชั้นสอง” เท่านั้น
ใช่แล้ว ทีมชั้นสอง
เพราะงบของหลี่หยุนมีไม่มาก สำหรับหนังหนึ่งเรื่องถือว่าน้อยมาก
เงินทั้งหมดเป็นของเขาเอง
ไม่มีใครมาช่วย ไม่มีระบบใหญ่หนุนหลัง
และที่สำคัญคือ คนเก่งๆ ไม่ได้หากันง่ายๆ จะให้มากำกับหนังของเขา
คนเก่งมักหวงชื่อเสียง
ไม่มีใครอยากให้ชื่อของตัวเองไปอยู่บน “หนังห่วย” ที่อาจทำให้มูลค่าตก
แต่โชคดีที่ส่วนประกอบหลัก...ผู้เขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดงนำ...ทั้งหมดคือเขาคนเดียว
ส่วนอื่นๆไม่เป็นปัญหามากนัก
“ผู้กำกับคือหัวหน้าสูงสุดของกองถ่าย สิ่งที่ต้องทำคือควบคุมทุกอย่าง โดยเฉพาะนักแสดง ห้ามให้นักแสดงควบคุมผู้กำกับได้เด็ดขาด”
บุคลิก “ผู้กำกับ” ภายในใจของเขาย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อย่าให้นักแสดงมาคุมคุณ
นั่นเป็นสิ่งที่ผู้กำกับชั้นสองเท่านั้นที่ยอมให้เกิดขึ้น
แม้ตอนหลี่หยุนเป็นนักแสดง เขาเองก็มักเผลอเข้าไปควบคุมบทอยู่เสมอ
แต่ผู้กำกับส่วนใหญ่ไม่ชอบแบบนั้นเลย
เพราะนั่นหมายถึงผู้กำกับ “ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้”
ไม่คู่ควรกับนักแสดงแบบนั้น
ดังนั้นการกำกับและแสดงเองในเรื่องเดียวกัน ย่อมสะดวกกว่าเยอะ
เพราะจะควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครมาแย่งจังหวะ
แน่นอน ทั้งหมดนี้อยู่บนสมมติฐานว่า “เขายังเป็นเขาอยู่”
หลี่หยุนมองภาพสะท้อนตรงหน้า
บุคลิก “ผู้กำกับ” และ “ซูเปอร์สตาร์” ยืนอยู่ข้างๆเขา
ข้างหน้ามีสองคน...พ่อกับลูกสาว
ข้างๆยังมีชายคนหนึ่งที่ดูน่ารังเกียจ
ไม่สิ... เขาไม่ถึงกับน่ารังเกียจหรอก ใบหน้ายังดูเคร่งขรึมและน่าเชื่อถือ ใครเห็นก็คิดว่าเป็นคนดี หรือแม้แต่เป็น “นักบุญ”
แต่สายตาที่เขาใช้มองลูกสาวกลับเต็มไปด้วยความละโมบ
ใบหน้าของนักบุญ กับดวงตาแห่งตัณหา ผสมกันอย่างไม่เข้ากันเอาเสียเลย
อีกด้านหนึ่ง
ผู้ชมที่เย็นชา
นางเอกที่เปี่ยมด้วยไฟ
เสียงของพวกเขาดังก้องอยู่ในหูของหลี่หยุน
บุคลิกมากมาย... มากมายเหลือเกิน...
ในตอนนั้น หลี่หยุนรู้สึกว่า “โรค” ของตัวเองหนักขึ้นอีกแล้ว
เสียงของบุคลิกเหล่านั้น ทั้งวุ่นวาย ทั้งดังไม่หยุด
ไม่มีวันเงียบลงเลย
ฝั่งโรงเรียนพิเศษ หลิวผิงบอกว่าสถานที่พร้อมแล้ว
ความจริง โรงเรียนพิเศษไม่ใช่ปัญหา เพราะมีนักเรียนอยู่ไม่กี่คน ใช้ถ่ายทำได้ทั้งหมด
แถมเด็กๆที่มีอยู่ก็ถูกคัดมาแสดงจริงด้วย
ให้พวกเขา “แสดงตัวเอง” มันยิ่งจริงกว่าอะไรทั้งสิ้น
“จั๋วเว่ย นายแน่ใจนะว่าหลี่หยุนคนนั้นไม่มีปัญหา?”
“จะว่าไงดีล่ะ ฉันก็ไม่กล้ายืนยันหรอก เพราะในฐานะผู้กำกับ เขายังใหม่มาก”
จั๋วเว่ยไม่ได้เถียง เพราะมันคือความจริง
“แต่เขาคือคนเดียวที่ฉันหาได้ดีที่สุดแล้ว ทั้งผู้กำกับและนักแสดงพร้อมในคนเดียว”
“เรื่องของฉันมันไม่น่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอ” หลิวผิงหัวเราะขมขื่น “ต่างประเทศยังถ่ายเรื่องแบบนี้ได้เลย ทำไมเราถึงไม่กล้าทำ”
“ก็เพราะมันได้เงินไง!” จั๋วเว่ยถอนหายใจ “ตอนนี้ในตลาดหนัง ต่อให้ฝรั่งเอาขี้มากองก็ยังขายได้ ฉันพูดเกินไปหน่อยก็จริง แต่จะบอกว่าหนังฝรั่งทำเงินในประเทศเราง่ายแค่ไหน นั่นคือเรื่องจริงเลยนะ”
เขาพูดต่อ
“พวกนั้นมีตลาดใหญ่หนุนหลัง เลือกทำอะไรก็ได้ อิสระสุดๆ”
แม้เขาจะคิดว่า หนังบางเรื่องของฝรั่งไม่ได้ดีขนาดนั้น
แต่ด้วยทุนสนับสนุนมหาศาล และเพราะ “ของนอกย่อมดี”
พอรวมกันเข้า มันก็หมุนเวียนทำกำไรได้ตลอด
แม้แต่หนังแนวศิลปะของพวกเขา ก็ยังขายดี
นี่แหละคือสภาพจริงของตลาดหนังในประเทศตอนนี้
แต่ตลาดหนังมีอยู่จำกัด
ถูกกินพื้นที่ไปแล้ว ก็หมายความว่าถูกยึดจริงๆ
แค่ตอนที่คนซื้อตั๋วก่อนเข้าโรง เห็นชื่อผู้กำกับว่าเป็นฝรั่งรึเปล่า ตลาดก็เสียไปครึ่งหนึ่งแล้ว
“ดังนั้นหนังแบบนาย ทั้งเสี่ยงสูง ทั้งรายได้ไม่น่าจะดี สุดท้ายก็มีทางเลือกไม่กี่ทาง ถ้าไม่ใช่หนังทุนต่ำไว้ส่งประกวด ก็ต้องเป็นหนังเอาใจเศรษฐี แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่ทั้งสองแบบ สุดท้ายเลยต้องให้หลี่หยุน นักแสดงหน้าใหม่ มารับบทหนักนี้”
จั๋วเว่ยวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุผล
แต่ก็ไม่ได้ดูถูกหลี่หยุนเลย เขายังคิดว่าหลี่หยุนน่าสนใจมาก
และเพราะ “ความน่าสนใจ” นั่นเอง
มันทำให้เขาเชื่อใจในตัวหลี่หยุนได้
“เอาเถอะ ฉันเองก็ไม่ได้เข้าใจวงการหนังเท่าไร ปล่อยให้พวกนายมืออาชีพจัดการเถอะ ฉันแค่ดูแลเรื่องสถานที่ อนุมัติ และประสานงานกับท้องถิ่นก็พอ” หลิวผิงพูดอย่างจนใจ “กว่าจะให้ทางอำเภออนุญาตได้ ฉันก็เหนื่อยแทบตาย”
“แน่นอนสิ ก็เรื่องในหนังมันคือเรื่องอื้อฉาวในบ้านนี่นา” จั๋วเว่ยพูดพลางส่ายหน้า “ตั้งแต่เริ่มถ่าย ไปจนถึงผ่านการตรวจ และออกฉาย แต่ละขั้นล้วนเป็นกำแพงมหึมา”
“แค่คนดื้อๆอย่างฉันเท่านั้นแหละ ที่เลือกจะเอามันออกมาเปิดเผย”