- หน้าแรก
- ผมไม่ได้บ้า ผมคือราชานักแสดงพันหน้า
- ตอนที่ 170 การออกอากาศตอนแรกของสี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกร
ตอนที่ 170 การออกอากาศตอนแรกของสี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกร
ตอนที่ 170 การออกอากาศตอนแรกของสี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกร
ก็เพราะเป็นคนๆเดียวกัน ตัวละครๆเดียวกัน แต่กลับมีมุมมองที่ต่างออกไป
เอ้อหลางเสิน หยางเจี่ยน เขาคือทั้งลุงของเฉินเซียง และยังเป็นเทพผู้พิพากษาของสวรรค์
เขา…สัมผัสได้ถึงประตูของ “เส้นโค้งตัวละคร” แล้ว
และก็รู้แล้วด้วยว่าทำไม
ก็เพราะว่าเขาเป็นนักแสดงสายดื่มด่ำ
สายดื่มด่ำ
ก็คือการกลายเป็น “คนที่มีเลือดเนื้อและชีวิตจริงๆ”
ก่อนหน้านี้ อวี๋หมิงเซิงก็พอจะรู้มาบ้างว่า หลี่หยุนคือนักแสดงสายดื่มด่ำ
แต่ส่วนใหญ่แล้ว นักแสดงที่บอกว่าตัวเองเป็นสายดื่มด่ำ แท้จริงกลับมีส่วนผสมของเทคนิคการแสดงแบบ “เมธอดแอคติ้ง(1)” มากกว่า
ก็เพราะ…
ถ้าเป็นนักแสดงสายดื่มด่ำที่ไม่สามารถดื่มด่ำเข้าสู่บทได้จริง ก็ยังต้องอาศัยวิธีการแสดงแบบเมธอดอยู่ดี
เหมือนอย่างหลิวเปิ่นชาง ที่อาศัยฝีมือทางการแสดงและเทคนิคที่แสนชำนาญ ถ่ายทอดตัวละครออกมาได้อย่างแตกต่าง
แต่หลี่หยุนตรงหน้า เขากลับดื่มด่ำเข้าสู่บทเอ้อหลางเสินโดยแท้จริง
กลายเป็นเอ้อหลางเสินไปเลย
คืนนั้น เฉาจวิ้นถึงกับมีอาการเป็นไข้
เขารู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจ
บางทีอาจเพราะการต้องเข้าฉากกับหลี่หยุน ทำให้เกิดแรงกดดันเกินไป…จนตัวเขาเองก็พลอยค่อยๆดื่มด่ำเข้าสู่บทเช่นกัน เริ่มคิดตามว่า เขาควรมีความรู้สึกอย่างไรต่อเอ้อหลางเสินผู้นี้
“เฉินเซียง” สามารถเป็นคนร่าเริงได้ สามารถมุ่งมั่นเพียงเพื่อผ่าภูเขาช่วยแม่ก็ได้
แต่เฉาจวิ้นทำไม่ได้
เขารู้ดีว่าลุงคนนี้คือผู้ที่ห่วงใยตนเอง รักตนเอง และมีอุดมการณ์ความคิดของตนเอง แต่ความรักที่มอบให้นั้นไม่ใช่ของปลอม
นั่นทำให้เฉาจวิ้นรู้สึกสับสน
ทำให้เขา…
แยกไม่ออกแล้ว
ไม่รู้ว่านี่คือความรู้สึกของ “เขาเอง”
หรือเป็นความรู้สึกของ “เฉินเซียง” กันแน่
“นักแสดงเฉาจวิ้นของเรา ตอนแรกยังไม่เข้าถึงบทเต็มร้อย แต่เมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็เข้าถึงบทอย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ”
เวลานั้น อวี๋หมิงเซิงก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
ครั้งนี้…
พระเอกฝ่ายหนุ่ม เฉาจวิ้นก็เพราะหลี่หยุน จึงเข้าสู่บทอย่างสมบูรณ์แบบ เข้าไปหลอมรวมกับตัวละคร
หลอมรวมเข้าไปในโลกของ “ตำนานรักโคมสวรรค์”
นักแสดงสายดื่มด่ำ
สิ่งที่เขานำมาให้ ไม่ได้มีแค่การแสดงของเขาเองเท่านั้น
แต่ยังสามารถพาคนอื่นเข้าสู่บทได้ด้วย เมื่อความดื่มด่ำถึงระดับสูงสุด
ฝีมือการแสดงก็จะไปถึงจุดสูงสุดเช่นกัน
เวลานั้น…
แม้แต่อวี๋หมิงเซิงยังอดพึมพำไม่ได้
“ดูเหมือนว่า…”
“เอ้อหลางเสินของเรา…อาจจะเป็นโชคดีก็ได้”
คนที่อึดอัดที่สุดก็คือหลิวเย่หง
นักแสดงรุ่นกลางอย่างตน กลับถูกนักแสดงรุ่นใหม่แย่งซีนไปหมด
เดิมเขาคิดว่าการใช้ฝีมือสร้าง “เส้นโค้งตัวละคร” จะสามารถกดอีกฝ่ายได้
แต่ตอนนี้กลับมีคนพูดว่า
เป็นนักแสดงสายดื่มด่ำที่พาคนอื่นอินตามไปได้
หลิวเย่หงรู้สึกแทบจะอาเจียน ไม่ว่าจะเล่นดีไปก็อึดอัด จะเล่นแย่ไปก็อึดอัด เพราะหากเขา “เล่นแย่” ขึ้นมาจริงๆ คนก็จะยิ่งคิดว่า บทเอ้อหลางเสินเลือกถูกคนแล้ว ต่อให้เขาเล่นยังไง ก็ไม่พ้นคำว่า “อึดอัด”
แต่ไม่ว่าจะว่าอย่างไร
มีสิ่งหนึ่งที่หลิวเย่หงปฏิเสธไม่ได้เลย
คือคนที่หน้าตาคล้ายลุงของเขาคนนี้
ฝีมือการแสดง…มันก็มีดีจริงๆอยู่บ้าง
“เจ้าลังเลอยู่หรือไม่ หยางเจี่ยน แต่เรากำลังทำเรื่องใหญ่ จะอ่อนโยนไม่ได้ เจ้าต้องฝึกหลานของเจ้า ให้กลายเป็นแรงกดดันจากภายนอกของสวรรค์ ให้เขาทลายระเบียบเก่านี้”
“ทำไมเจ้าไม่กล้าทำลายเองล่ะ? ฮ่าฮ่าฮ่า ก็เพราะถ้าเจ้าในฐานะผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์ลงมือทำลายเอง กฎเกณฑ์ก็จะหมดสิ้นซึ่งความน่าเกรงขาม นักรบสวรรค์ผู้ไร้เทียมทาน ก็ยังถูกพันธนาการโดยระเบียบ และถูกพันธนาการด้วยหน้าที่และความเป็นเทพ”
“แต่เจ้าก็สุดโต่งเกินไป”
“ดังนั้น หากเราหาจุดกึ่งกลางได้ นั่นแหละคือเอ้อหลางเสิน หยางเจี่ยนที่สมบูรณ์แบบ”
เวลานั้น
หลี่หยุนก็พึมพำออกมา
เอ้อหลางเสินหยางเจี่ยนที่เป็นดั่งนักปราชญ์วัยกลางคน ช่างจุกจิกเกินไป ครอบครองพลังไร้เทียมทาน แต่กลับถูกพันธนาการด้วยหลักการของตนเอง
แต่ตัวเขาเอง…กลับสุดโต่งเกินไป
ถ้าเป็นตัวเขาเองจริงๆในฐานะคนธรรมดา มนุษย์ผู้หนึ่ง คนที่โหยหาความรักและครอบครัว หากต้องอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน เขาคงทำลายสวรรค์ทิ้ง แล้วใช้ชีวิตสุขสบายกับครอบครัว ปล่อยให้โลกวุ่นวายไป ใครสนกันเล่า
แต่แบบนั้นก็ถ่ายทำออกมาไม่ได้
ดังนั้น “เขา” ในตอนนี้
“หยางเจี่ยน” ในตอนนี้
จึงต้องรักษาทั้งอำนาจของระเบียบไว้ และให้เฉินเซียงกลายเป็นแรงกดดันจากภายนอก ค่อยๆเปลี่ยนกฎแห่งสวรรค์ โดยไม่ทำให้ “หยางเจี่ยน” ซึ่งเป็นดั่งคมดาบของระเบียบ เสียความศรัทธาลง
ทำให้เฉินเซียง ฉัน สวรรค์ และกฎแห่งฟ้า
ไปถึงจุดสมดุล
แน่นอนว่า…
ถึงพูดเช่นนี้
แต่หลี่หยุนก็ยังอยากจะท้าทายหยางเจี่ยนอยู่ดี
เวลานั้น
หยางเจี่ยนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ
“การมีชีวิต ไม่ได้มีเพียงความรักอันยิ่งใหญ่ ยังมีความรักเล็กๆด้วย หากละทิ้งความรักเล็กๆเพื่อความรักอันยิ่งใหญ่ แล้วให้คนทั้งโลกต้องทุกข์ทรมาน เทพก็เป็นคน คนก็เป็นคน”
“ข้าน่ะ รู้เพียงความรักเล็กๆ ไม่รู้จักความรักอันยิ่งใหญ่ หากไร้ซึ่งความรักเล็กๆ ความรักอันยิ่งใหญ่จะมีประโยชน์อะไร!”
หลี่หยุนหัวเราะเบาๆ
“ถ้าการเป็นผู้กล้าต้องแลกมาด้วยความเดียวดายไร้ครอบครัว โลกนี้ก็เป็นเรื่องตลกสิ้นดีแล้ว”
เมื่อทั้งสองกองถ่ายรวมกัน การเข้ามาของหลี่หยุน ทำให้กระบวนการถ่ายทำทั้งหมดรวดเร็วขึ้นทันตา
การเข้ามาอย่างแนบเนียนโดยไม่รู้สึกตัว
อวี๋หมิงเซิงเองก็รู้สึกซับซ้อน
หลี่หยุน เด็กหนุ่มคนนี้ หากมองในฐานะคน เขาช่างน่าคบหา สุภาพ มีฝีมือการแสดง
แต่…ในกองถ่าย “ตำนานรักโคมสวรรค์” แห่งนี้ เขาไม่ได้เป็นเพียง “คน”
เขาคือเทพ
คือเทพนักรบสวรรค์ คือเอ้อหลางเสิน
“ท่าน…ท่านเทพ ท่านพักสามวันเถอะ”
อวี๋หมิงเซิงถึงกับเผลอใช้คำสุภาพออกมาโดยไม่รู้ตัว
ราวกับว่า เขาไม่ใช่นักแสดงในกองถ่ายของตน แต่เป็นเจ้านายผู้ยิ่งใหญ่
ความรู้สึกเช่นนี้ แม้จะขัดแย้ง แต่ก็เกิดขึ้นจริง เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
คือความรู้สึกเคารพเทพเจ้าโดยไม่อาจห้ามได้
อินกับบทจนลึกเกินไปแล้ว
แม้แต่ผู้กำกับเองก็ยังถูกกลืนไปด้วย
เวลานี้ หลังถ่ายทำเสร็จฉากหนึ่ง หม่าเว่ยกั๋วก็พูดขึ้น
“พอดีเลย ต่อไปสี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกรจะออกอากาศแล้ว เราไปดูกันเถอะ”
อวี๋หมิงเซิงก็พยักหน้าเล็กน้อย “สี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกรรึ…ก็น่าสนใจอยู่”
ก่อนหน้านี้ กองแปดยอดยุทธภพเคยชวนอวี๋หมิงเซิงไปช่วยกำกับ แต่เป็นเพียงผู้ช่วยผู้กำกับ เขาเองก็ถือศักดิ์ศรี ปฏิเสธไป ถ้าเป็นผู้กำกับใหญ่ยังพอคิดดูได้ แต่สุดท้ายแล้ว โปรดิวเซอร์เป็นคนจากฝั่งฮ่องกงอยู่ดี
แต่พอมองกลับมา
ก็ดีแล้วที่ไม่ได้ไป
แปดยอดยุทธภพล้มเหลว ศึกรักสะท้านยุทธภพก็ล้มเหลวอีก
ตอนนี้ สี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกรก็เตรียมจะล้มเหลวเป็นเรื่องที่สาม ถ้าเขาไปจริง คงได้เพิ่มรอยด่างพร้อยใหญ่ในประวัติการทำงานแน่ๆ
“ได้ยินว่าหลี่หยุนแย่งบทจากหลี่เจี้ยนเหรินด้วย”
ตอนนี้ในกองถ่าย ทุกคนต่างมองหลี่หยุนด้วยสายตาเปลี่ยนไป
ต่างตกตะลึงกับนักแสดงสายดื่มด่ำคนนี้
ที่สามารถดื่มด่ำเข้าสู่บทเอ้อหลางเสินได้จริงๆ จนฝีมือการแสดงพุ่งทะยาน
สามารถแสดง “เส้นโค้งตัวละคร” ออกมาได้ชัดเจน
แต่สำหรับสี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกร ละครที่ดูเหมือนจะล้มเหลว
ผู้ชมที่รอดูเพื่อหัวเราะเยาะก็ไม่น้อย
ยิ่งเมื่อบรรดานักแสดงหลักต่างออกมาบ่นถึงปัญหาในการถ่ายทำ ชะตากรรมของละครเรื่องนี้ก็แทบจะถูกตัดสินไว้แล้ว
จากช่วงต้นปีมาถึงตอนนี้
ชะตากรรมของละครเรื่องนี้…ก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
แน่นอนว่าการถูกพูดถึงก็ยังมีอยู่ เพราะนี่คือหนึ่งในละครที่ถ่ายทำกันอย่างครึกโครมเมื่อปีที่แล้ว การร่วมมือระหว่างสามวงการ ทำให้ทุกคนในแวดวงต้องหันมามอง
ในกองถ่ายตำนานรักโคมสวรรค์ การพูดถึงละครเรื่องนี้ก็มีไม่น้อย
ตอนนี้การคาดเดาเกี่ยวกับการแสดงของหลี่หยุนในเรื่องนั้น ก็มีทั้งชมและติ
ใครจะคาดคิดได้เล่า
ว่าเอ้อหลางเสินจะไปเล่นเป็นขันที!
วันนั้นอากาศเลวร้าย
ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกไม่หยุด
และดูท่าว่าจะถ่ายทำฉากนอกสถานที่ต่อไปไม่ได้แล้ว
โชคดีที่นี่เป็นกองถ่ายของ CCTV หากเป็นกองถ่ายทั่วไป เห็นพยากรณ์อากาศว่าฝนจะตกยาวหกวันต่อเนื่อง คงได้เศร้ากันยกใหญ่
เงินที่ลงทุนไป ละลายหายไปกับฝนหมด
นักลงทุนคงหงุดหงิดสุดๆ
“ไม่คิดเลยว่านายจะไม่ค่อยมั่นใจในเสี่ยวหลี่” อวี๋หมิงเซิงหันไปมองหยางฮุ่ยกับเย่จิ่วเหนียนอย่างประหลาดใจ
เพราะตอนนี้ อวี๋หมิงเซิงกลับยิ่งชื่นชมหลี่หยุนมากขึ้น
แต่หยางฮุ่ยกับเย่จิ่วเหนียนที่เห็นหลี่หยุนเฉิดฉายในกองถ่ายตำนานรักโคมสวรรค์ กลับมีท่าทีต่างออกไป
ทั้งหมดนั้นก็เพราะเส้นทางการแสดงของหลี่หยุน
เขาเลือกเดินบนเส้นทางนักแสดงสายดื่มด่ำ
มันเป็นวิธีการที่มีเพดานสูงมาก
ปฏิเสธไม่ได้
แต่ก็ต้อง “ดื่มด่ำ” ได้จริงด้วย
หากทำไม่ได้…
“พูดตรงๆ ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าหลี่หยุนจะเล่นเป็นขันทีออกมาเป็นแบบไหน” หยางฮุ่ยพูดพลางเว้นจังหวะ “หรือว่าขันทีในสี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกร จะเป็นตัวละครประเภทเดียวกับเอ้อหลางเสิน?”
“เท่าที่ฉันรู้ มันคือบทตัวร้ายเต็มตัว”
“ใช่แล้ว ถ้าเป็นตัวร้ายเต็มๆ เป็นขันทีจริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่มันจะคล้ายกับเอ้อหลางเสินเลย” เย่จิ่วเหนียนเสริม
ก็ใช่…อาจจะแฝงด้วยอคติส่วนตัวอยู่บ้าง
เขารู้สึกว่าบทละครที่เขาเขียน ยังไงก็ดีกว่าของสี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกร
ละครกำลังภายในที่มีตัวละครเป็นขันที จะไปสู้กับเอ้อหลางเสินผู้สง่างามได้อย่างไร
หยางฮุ่ยวิเคราะห์ด้วยเหตุผลมากกว่า
นักแสดงสายดื่มด่ำ
เส้นทางการแสดงของเขาตัดสินแล้ว ว่าเขาไม่อาจดื่มด่ำเข้าสู่หลายบทบาทได้
ยิ่งไปกว่านั้น คือตัวละครสองตัวที่แตกต่างกันสุดขั้ว
“ดังนั้น พวกนายทั้งสองจึงคิดว่า เสี่ยวหลี่ไม่สามารถดื่มด่ำสู่บทอื่นได้ เพราะเส้นทางของเขามีข้อจำกัดใช่หรือไม่” อวี๋หมิงเซิงลูบคางพลางกล่าว
ทั้งสองพยักหน้า อย่างน้อยๆการแสดงก็คงไม่อาจถึงขั้นยอดเยี่ยมเท่าในตำนานรักโคมสวรรค์
เหมือนอย่างหลิวเปิ่นชาง ที่ไม่มีบทไหนเหนือไปกว่าพระจี้กงของเขาอีกแล้ว
บางทีเพราะตัวหลิวเปิ่นชางเองก็มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา จึงทำให้เขาสามารถอินกับบทพระจี้กงได้เกินปกติ
ตัวละครแบบนี้ โอกาสแบบนี้ หลายครั้งในชีวิตอาจจะไม่มีครั้งที่สอง
แต่เวลานั้น อวี๋หมิงเซิงกลับพึมพำออกมา
“แต่ถ้าสมมุติ ฉันสมมุตินะ…”
“เขาสามารถดื่มด่ำเข้าสู่บทนั้นได้จริงๆ บทที่เป็นขันที บทตัวร้าย บทขุนนางในวัง”
“นั่นก็บ้าแล้วสิ” เดิมทีเย่จิ่วเหนียนอยากพูดออกมาอย่างนั้น
เพราะการจะดื่มด่ำเข้าสู่บทที่ต่างกันสุดขั้วเช่นนั้น
ถ้าไม่ “บ้า” ก็คงทำไม่ได้!
แต่แล้วเย่จิ่วเหนียนก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า…
ตนเองคงคิดผิดไปเสียแล้ว
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ตนเผลอคิดว่า “หลี่หยุน” เขา…ไม่บ้ากันแน่?
1.เมธอดแอคติ้ง (Method Acting) คือแนวทางการแสดงที่นักแสดงต้องเข้าถึงและอินกับบทบาทอย่างลึกซึ้ง โดยใช้ประสบการณ์ ความทรงจำ และอารมณ์จริงของตนเอง มาผสมเข้ากับตัวละคร เพื่อให้การแสดงออกมาสมจริงที่สุด