เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 780 - ผู้รอดชีวิต

บทที่ 780 - ผู้รอดชีวิต

บทที่ 780 - ผู้รอดชีวิต


บทที่ 780 - ผู้รอดชีวิต

เสียงแหวกอากาศบนฟากฟ้าดังกึกก้องจนแก้วหูแทบแตก ทว่ามันช่างแตกต่างจากเสียงกระพือปีกของเหล่าสัตว์ประหลาดมีปีกพวกนั้นอย่างสิ้นเชิง

กระนั้น ดีนก็ยังมิกล้าหันกลับไปมองสถานการณ์เบื้องหลังแม้เพียงหางตา

มีเพียงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อหนีเอาชีวิตรอด วิ่งให้เร็วยิ่งกว่านี้... ถึงจะมีโอกาสรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชของพวกเผ่าพันธุ์ต่างดาว

การหนีรอดออกมาจากเมืองหินเหล็กกล้าได้ สำหรับดีนแล้วนับว่าเป็นการโกงความตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์... ยามเมื่อเมืองแตกพ่าย เขาคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะโหดร้ายทารุณถึงเพียงนี้ มัวแต่สาละวนช่วยบิดาขนย้ายทรัพย์สินไปซ่อนยังห้องใต้ดิน เก็บตัวเงียบเชียบอยู่ในนั้นถึงสามวันเต็ม ก็ยังไม่เห็นวี่แววของกองทัพหนุนจากขุนนางในละแวกใกล้เคียง ครั้นเมื่อสองพ่อลูกที่หิวโซและกระหายน้ำอย่างหนัก ตัดสินใจย่องออกมาจากที่ซ่อน ก็พบว่าเมืองหินเหล็กกล้าได้แปรเปลี่ยนเป็นขุมนรกบนดินที่ถูกเปลวเพลิงเผาผลาญไปเสียแล้ว

ทั่วทั้งเมืองเกลื่อนกลาดไปด้วยซากศพของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกพวกต่างเผ่าพันธุ์สังหารอย่างเหี้ยมโหด สัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวเหล่านั้นเข่นฆ่าไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนชรา เด็กน้อย หรือแม้กระทั่งวัวแพะหมูหมาในคอก ขอเพียงเป็นสิ่งมีชีวิตที่โผล่มาให้เห็น ล้วนไม่อาจหนีพ้นความตาย

บิดาของดีนก็โชคร้าย ถูกพวกต่างเผ่าพันธุ์ที่ลาดตระเวนอยู่ในซากปรักหักพังพบเข้าในขณะที่ออกไปหาเสบียง และต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาภายใต้คมดาบของพวกมัน

ยังนับว่าโชคดีที่ดีนดวงแข็ง แม้กองอัศวินหินเหล็กกล้าของท่านเจ้าเมืองจะแตกพ่ายยับเยิน แต่ก็ยังมีนักรบสายเลือดจำนวนหนึ่งที่ยังเคลื่อนไหวอยู่อย่างลับๆ พยายามนำพาผู้รอดชีวิตหลบหนีออกจากเมืองผ่านทางลับใต้ดิน

อุตส่าห์หนีมาได้ไกลถึงเพียงนี้แล้ว หากยังต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของพวกมันอีก... ดีนรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง กัดฟันวิ่งต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต แต่ท่อนขาทั้งสองข้างกลับเริ่มหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว

เสียงกระพือปีกของสัตว์ประหลาดดังไล่หลังมาอีกคำรบ ทำให้ดีนตกอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวังในทันที

สองขาของมนุษย์หรือจะวิ่งชนะปีกของปีศาจได้

จิตใจที่สับสนว้าวุ่นทำให้เขาสะดุดล้มลงกับพื้น ทนไม่ไหวจนต้องกรีดร้องออกมาพร้อมกุมศีรษะแน่น... แสงสว่างเป็นพยาน เหตุใดท่านจึงต้องลงโทษสาวกผู้ศรัทธาเช่นนี้ ด้วยการปลดปล่อยเหล่าปีศาจแห่งหายนะพวกนี้ออกมาจากขุมนรก?

ทว่าหอกผลึกมิได้พุ่งทะลุร่างของเขาอย่างที่คาดคิด

กลับมีเสียงประหลาดดังขึ้นข้างหู ปัง ปัง ปัง... เสียงทุ้มต่ำแต่มีจังหวะจะโคน แทรกด้วยเสียงฉีกกระชากเนื้อหนังที่ชวนให้ขนลุกขนพอง

"ไอ้สิ่งที่ลอยอยู่บนฟ้านั่นมันคืออะไร?" เพื่อนร่วมชะตากรรมที่ล้มอยู่ไม่ไกลร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ

ดีนเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ และได้เห็นภาพที่จะประทับอยู่ในความทรงจำไปชั่วชีวิต

ภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวาง เรือใบรูปทรงกระสวยห้าหกลำลอยเด่นอยู่กลางเวหา กำลังพุ่งทะยานลงมาหาพวกเขาด้วยความเร็วสูง ครั้นเมื่อห่างจากพื้นดินเพียงร้อยกว่าเมตร ก็เชิดหัวเรือขึ้นพร้อมเพรียงกัน วาดเป็นเส้นโค้งอันงดงามกลางอากาศ

วินาทีถัดมา ท้องเรือที่เปิดโล่งด้านล่างก็พ่นลิ้นไฟยาวเหยียดออกมา... สิ้นเสียงปังๆ ถี่รัว สัตว์ประหลาดต่างเผ่าพันธุ์ที่อยู่เบื้องล่างก็ประหนึ่งถูกคมดาบที่มองไม่เห็นนับหมื่นเล่มเชือดเฉือน ร่างกายทรุดฮวบลงกับพื้น แหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

พวกต่างเผ่าพันธุ์ที่ถูกลอบโจมตีทางอากาศอย่างกะทันหัน ไม่สนใจที่จะไล่ล่าพวกดีนอีกต่อไป ต่างขว้างหอกขึ้นฟ้าอย่างเปล่าประโยชน์เพียงไม่กี่ครั้ง ก็เริ่มแสดงอาการแตกตื่นและพยายามจะหลบหนี

ดีนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้น ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก

เสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นไม่ไกล เรียกเขากลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง เป็นนักรบหินเหล็กกล้าผู้ทำหน้าที่คุ้มกันพวกเขา พลาดท่าถูกสัตว์ประหลาดฟันแขนขาดไปข้างหนึ่งในขณะที่ระวังหลังให้ แม้จะถูกเพื่อนลากหนีออกมาได้ แต่ก็เสียเลือดมากจนล้มพับไป

ดีนรีบคลานเข้าไปหา ถอดเข็มขัดที่ชุ่มเหงื่อของตนเองออกมา รัดเหนือบาดแผลแขนขาดของนักรบผู้นั้นไว้แน่น อย่างน้อยก็ช่วยห้ามเลือดได้บ้าง

"ท่านครับ พวกนั้น... พวกนั้นคือกองหนุน... ที่มาช่วยเราหรือครับ?" เขาเอ่ยถามนักรบที่บาดเจ็บอย่างระมัดระวัง

นักรบแสยะยิ้มด้วยความเจ็บปวด พักใหญ่กว่าจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ใช่... ชาวเซนต์วาเลน ต้องเป็นกองทัพเวทมนตร์ของชาวเซนต์วาเลนอย่างแน่นอน!"

ชาวเซนต์วาเลน?

พวกเขาถึงกับสามารถควบคุมเรือใบให้แล่นบนท้องฟ้าได้... นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว หรือว่าคนพวกนี้ล้วนเป็นผู้วิเศษที่มีพลังเหนือธรรมชาติกันหมด?

"ช่างเถอะ อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็รอดแล้ว" นักรบโยนหน้าไม้มือที่กระสุนหมดเกลี้ยงทิ้งไปข้างกาย ใบหน้าฉายแววดีใจที่รอดพ้นจากความตาย "ได้ยินมาว่ากองทัพเซนต์วาเลนเคลื่อนไหวอยู่แถบภาคกลางทุ่งหญ้า การที่พวกเขามาปรากฏตัวที่นี่... ย่อมต้องมุ่งเป้าไปที่พวกต่างเผ่าพันธุ์ในเมืองหินเหล็กกล้าแน่"

ทว่าดีนไม่มีกะจิตกะใจจะคิดวิเคราะห์เรื่องการรบ เขาถามอย่างร้อนรน "ท่านครับ พวกเขาจะคุ้มกันเราไปยังเขตปลอดภัยทางใต้หรือไม่?"

นักรบมองดูกองบินเรือเหาะขนาดมหึมาที่ลอยลำอยู่ไกลๆ แล้วเงยหน้ามองเรือเหาะห้าหกลำที่กำลังจะยุติการ "สังหารหมู่" ต่างเผ่าพันธุ์ฝ่ายเดียว ยิ้มขื่นอย่างจนใจ

"ดูท่าทางพวกเขามีภารกิจสำคัญกว่าที่ต้องกระทำ... จะให้พวกเขามาคุ้มกันพวกเราถอนตัว คงเป็นไปได้ยาก"

เว้นเสียแต่ว่าผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้จะมีข่าวกรองที่มีค่า

...

เรือเหาะร่อนลงจอดบนเนินสูงอย่างนิ่มนวล มิเชลผลักประตูห้องโดยสาร เดินเคียงคู่กับรามตรงมายังกลุ่มผู้ลี้ภัยที่รวมตัวกันอยู่

"พวกเจ้าหนีออกมาจากเมืองหินเหล็กกล้าใช่หรือไม่? ใครเป็นหัวหน้า?"

ชายวัยกลางคนผมดอกเลาเดินกะเผลกออกมา ชุดเกราะเปื้อนเลือดขาดวิ่น เห็นได้ชัดว่าผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน

"ข้าเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้ลี้ภัย ท่านนายกอง... โปรดเรียกข้าว่าเปเรซ" ชายผู้นั้นทำความเคารพแบบอัศวินมาตรฐานให้มิเชลอย่างยากลำบาก "ก่อนที่ท่านเจ้าเมืองจะพลีชีพ ข้าเคยสังกัดกองอัศวินหินเหล็กกล้า เป็นหัวหน้ากองทหารติดตามใต้สังกัดหัวหน้าอัศวิน"

มิเชลกับรามสบตากัน เรือเหาะไม่กี่ลำนี้รั้งรอรับคนกลุ่มนี้ ก็เพื่อรวบรวมข่าวกรองเกี่ยวกับเมืองหินเหล็กกล้าอยู่แล้ว

"ในเมืองหินเหล็กกล้ายังมีกองกำลังต่อต้านของมนุษย์เคลื่อนไหวอยู่บ้างหรือไม่?"

อัศวินยิ้มเศร้า ตอบตามความจริง "พวกเราไม่มีกำลังเพียงพอที่จะจัดตั้งการตอบโต้ที่มีประสิทธิภาพแล้ว คนที่ยังพอมีแรงสู้ไหวก็พยายามช่วยผู้รอดชีวิตหนีออกมาให้ได้มากที่สุด... ข้าคาดการณ์ว่าในเมืองน่าจะยังมีชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ซ่อนตัวอยู่อีกหลายพันคน หากพวกสัตว์ประหลาดต่างเผ่าพันธุ์ยังคงยึดครองเมืองอยู่ ต่อให้พวกเขาซ่อนตัวจนไม่ถูกพบเจอ ก็คงจะอดตายหรือขาดน้ำตายในไม่ช้า"

"แล้วผู้รอดชีวิตที่หนีออกมาได้เช่นพวกเจ้า ตอนนี้อยู่ที่ใดกัน?"

"หุบเขาห่างออกไปราวสิบกว่าลี้ ที่นั่นมีป่าต้นหลิวทรายขนาดใหญ่ ให้ผู้รอดชีวิตใช้ซ่อนตัวได้อย่างปลอดภัย... ต่อให้พวกมีปีกบินผ่าน ก็ยากจะสังเกตเห็นร่องรอยของมนุษย์ที่อยู่เบื้องล่าง"

แต่การหลบซ่อนอยู่ที่นั่นนานๆ มิใช่วิธีแก้ปัญหา ในหุบเขาป่าหลิวทรายขาดแคลนเสบียงอาหาร สัตว์ป่าให้ล่าก็แทบไม่มี การขาดแคลนน้ำดื่มยิ่งเป็นปัญหาใหญ่หลวง

เปเรซกับพวกเดิมทีวางแผนว่าหลังจากส่งผู้รอดชีวิตชุดสุดท้ายนี้ไปถึง ก็จะเริ่มจัดระเบียบผู้อพยพเพื่อถอนตัวลงสู่ทิศใต้

เมื่อได้รับทราบว่าในหุบเขาป่าหลิวทรายมีผู้รอดชีวิตถึงพันกว่าคน มิเชลทำได้เพียงกลับขึ้นเรือเหาะ ใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อเรือธงเพื่อขอความช่วยเหลือ

เขตปลอดภัยที่อยู่ใกล้ผู้อพยพเหล่านี้ที่สุด... เกรงว่าจะมีเพียงทิวเขาลมกัดกร่อนที่ห่างออกไปสองร้อยลี้ ซึ่งเพิ่งถูกยึดครอง และกองทัพแดนเหนือกำลังเร่งสร้างฐานทัพถาวรอยู่นั่นเอง

จบบทที่ บทที่ 780 - ผู้รอดชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว