- หน้าแรก
- ต้าถัง: ความสามารถอันไร้เทียมทานของข้าถูกเปิดเผยเสียแล้ว
- บทที่ 1005 - กองเรือสำรวจ
บทที่ 1005 - กองเรือสำรวจ
บทที่ 1005 - กองเรือสำรวจ
บทที่ 1005 - กองเรือสำรวจ
เกมจำลองยุทธธ์ที่จางนั่วคิดค้นขึ้น ไม่เพียงแต่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านายทหาร แม้แต่พวกองครักษ์อย่างเฉาซิ่งก็ติดงอมแงม พวกเขาอาศัยความใกล้ชิดได้ลองเล่นก่อนใคร โดยเฉพาะเฉาซิ่งที่รับผิดชอบการอารักขาใกล้ชิด
เขาจึงได้เห็นและทำความเข้าใจ "เกม" ที่น่าสนุกนี้เป็นคนแรก แล้วเขาก็หลงใหลมันทันที
แม้ตั้งแต่เข้ากองทัพมาจนถึงตอนนี้ เขาจะไม่เคยคุมทัพออกรบอย่างเป็นทางการ แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางหัวใจที่อยากสร้างชื่อเสียงเกียรติยศของเขา
อย่าเห็นว่าเฉาซิ่งพลาดโอกาสติดยศนายพลเพราะจางนั่วบาดเจ็บคราวก่อน แต่ในความเป็นจริงตำแหน่งของเขาในกองทัพถือว่าสูงมาก เพียงแต่หน้าที่และบทบาทพิเศษไปหน่อยเท่านั้น
และตราบใดที่เป็นทหาร คงไม่มีใครต้านทานเกมที่ต้องใช้สติปัญญาและกลยุทธ์เอาชนะคู่ต่อสู้แบบนี้ได้
ขนาดเฉาซิ่งที่เป็นคนมุทะลุยังเป็นขนาดนี้ ซูติ้งฟางยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เนื่องจากการเดินทางใช้เวลานานมาก ระหว่างทางยังต้องแวะพัก ซ่อมบำรุง และเติมเสบียงเป็นระยะ เวลาจึงยิ่งยาวนานออกไปอีก
ภายใต้ข้อเสนอของจางนั่ว คนกลุ่มนี้จึงเล่นเกมนี้กันจนพลิกแพลงไปสารพัดรูปแบบ
เช่น ผลัดกันเป็นผู้บัญชาการ ผลัดกันใช้อาวุธรุ่นใหม่ ปรับเปลี่ยนสภาพสนามรบจำลอง การประสานงานสามเหล่าทัพ บก เรือ อากาศ โดยพื้นฐานแล้วอะไรที่คิดได้ พวกเขาเอามาเล่นหมด
และที่จางนั่วทำ ไม่ใช่แค่ให้มาเล่นๆ แล้วชนะหรือแพ้ก็จบกันไป แต่หลังจากเล่นเสร็จ กลับไปที่ห้องพักยังต้องก้มหน้าก้มตาเขียนบทสรุปและข้อคิดเห็นด้วย
ในสายตาของจางนั่ว การทบทวนและสรุปผลหลังการรบ สำคัญยิ่งกว่าการขบคิดและสั่งการหน้างานเสียอีก เพราะบางทีประกายความคิดวูบหนึ่งหรือหมากตาเดินที่ผิดพลาดในตอนจำลองการรบ เมื่อกลับไปนอนคิดในห้องพักตอนกลางคืน อาจนำมาซึ่งความคิดที่พรั่งพรูไม่หยุดหย่อน
และความคิดเหล่านั้น คือผลผลึกจากการปะทะทางความคิดและการขับเคี่ยวมาตลอดทั้งวัน
แต่ทว่า การปะทะอันดุเดือดนี้ก็ถึงเวลาต้องยุติลง เพราะเปอร์เซียใกล้ถึงแล้ว!
ความจริงจางนั่วเพิ่งพบว่าตัวเองทำเรื่องโง่เขลาลงไปหลังจากดูแผนที่ตอนออกเดินทางมาได้ไม่กี่วัน ให้ตายเถอะ เวลานี้ยังไม่มีคลองซูเอซนี่หว่า เขาไม่สามารถแล่นเรือจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้เลย เว้นแต่เขาจะยอมอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเป็นวงกลมขนาดมหึมา
นี่มันน่ากระอักกระอ่วนจริงๆ!
แต่นั่นเป็นปัญหาเฉพาะกับจักรวรรดิไบแซนไทน์เท่านั้น สำหรับจักรวรรดิเปอร์เซีย เพื่อนบ้านผู้น่ารักที่อยู่ "ใกล้แค่เอื้อม" จางนั่วไม่คิดจะเกรงใจแม้แต่น้อย
จางนั่วติดต่อกับหลี่ซื่อหมินผ่านทางโทรเลขระหว่างทาง หลังจากอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ แล้ว หลี่ซื่อหมินก็โบกมืออนุมัติแผนการรบใหม่ของจางนั่วอย่างใจป้ำทันที
นั่นคือการพิชิตเปอร์เซีย พร้อมกับสร้างฐานทัพเรือและจุดส่งกำลังบำรุงในเปอร์เซีย ซึ่งที่นี่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์การรุกคืบสู่แผ่นดินเปอร์เซียของต้าถังในอนาคต
และต้าถังจะปรับแผนการสร้างทางรถไฟ โดยเริ่มสร้างจากฉางอันมุ่งสู่จักรวรรดิเปอร์เซีย อาจใช้เวลาไม่กี่ปีหรือเป็นสิบปี เมื่อถึงตอนนั้นศักยภาพของประเทศและกองทัพต้าถังพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ต้าถังก็จะเริ่มบุกโจมตีเปอร์เซียและกวาดล้างไบแซนไทน์พร้อมกันจากสองเส้นทาง
ดังนั้นปฏิบัติการของจางนั่วในครั้งนี้จึงมีสองเป้าหมาย
หนึ่ง สั่งสอนจักรวรรดิเปอร์เซียให้หลาบจำ ไม่ว่าตอนนั้นพวกเขาคิดอะไรอยู่ หรือสมองเพี้ยนไปแล้ว ถึงได้วิ่งมาแหย่หนวดเสืออย่างต้าถัง
แต่ในเมื่อผูกใจเจ็บกันแล้ว ต้าถังจำต้องให้พวกเขารู้ซึ้งว่า อะไรคือความน่าเกรงขามของต้าถัง และอะไรคือแม้ห่างไกลก็ต้องลงทัณฑ์
การออกมาครั้งนี้ในเมื่อโจมตีจักรวรรดิไบแซนไทน์โดยตรงไม่ได้ ก็จะปล่อยไปไม่ได้เช่นกัน อย่างน้อยการสำรวจภูมิศาสตร์และการเขียนแผนที่ในช่วงต้น ต้องทำให้เสร็จ
จากนั้นก็จะเป็นการโจมตีจักรวรรดิเปอร์เซียตั้งแต่หัวจรดเท้า พื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ พืชเศรษฐกิจ ย่านการค้า ค่ายทหาร จะถูกโจมตีรอบด้าน เพื่อทำลายเศรษฐกิจของประเทศศัตรูนี้ ให้พวกเขาวิ่งวุ่นจนหัวหมุน
และสอง คือการตอกหมุดยึดที่มั่นในดินแดนแปลกถิ่นแห่งนี้ให้มั่นคง พร้อมกับเปิดเส้นทางเดินเรือขึ้นมา
ที่นี่ไม่เพียงจะเป็นหัวหาดในการบุกเบิกของต้าถัง แต่จะเป็นฐานทัพของต้าถังในอนาคต ดังนั้น ต้าถังไม่เพียงต้องแสดงอานุภาพ แต่ต้องแสดงเหตุผล ให้ราษฎรที่นี่รู้ว่า การติดตามต้าถังคือเส้นทางที่ถูกต้องและมีอนาคตที่สุด
สองข้อนี้คือสิ่งที่จางนั่วต้องทำเป็นหลัก
เมื่อมีแนวคิดและเป้าหมายแล้ว เรื่องที่เหลือก็ง่ายขึ้น จางนั่วเปรียบเทียบข้อมูลจากการลาดตระเวนทางอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า และบินขึ้นไปดูด้วยตัวเอง ในที่สุดก็กำหนดเป้าหมายได้ นั่นคือเมืองท่าในยุคหลังที่ชื่อว่า ท่าเรืออับบาส
สถานที่แห่งนี้ในยุคปัจจุบันอาจจะตกต่ำลง เพราะประเทศที่หนุนหลังไม่แข็งแกร่งและไม่ได้อยู่บนเส้นทางการค้าหลักของโลก การค้าจึงไม่รุ่งเรือง ท่าเรือก็เลยรุ่งเรืองไม่ได้
แต่สำหรับตอนนี้ สภาพทางอุทกศาสตร์ของที่นี่ รวมถึงปริมาณน้ำฝนและพืชพรรณที่ค่อนข้างสมบูรณ์ในแถบอ่าวเปอร์เซีย ล้วนเป็นสิ่งที่จางนั่วให้ความสำคัญ
เพราะเขาไม่ได้มาแค่แก้แค้น เขาต้องหาฐานที่มั่นให้ต้าถัง ถ้าหาทำเลไม่ดี คงเสียเวลาเปล่าไปเยอะ
ส่วนเรื่องการบุกโจมตีนั้น ความจริงแล้วง่ายกว่าที่คิดไว้มาก
ท่าเรืออับบาสในตอนนี้เป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แค่ปล่อยเรือขนส่งทหารลงไปลำเดียวก็จัดการได้แล้ว และจางนั่วต้องรีบระดมคนและวัสดุจากที่อื่นมาที่นี่ พร้อมกับสร้างฐานทัพ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มต้นได้ดีแล้ว ที่เหลือก็ง่าย
จางนั่วเริ่มแบ่งกองเรือ เขามีความคิดว่า ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว ต้องรวบรวมข้อมูลอุทกศาสตร์ให้ได้มากที่สุด และแผนที่ก็ต้องวาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
จากนั้น ประชากร เงินทอง เสบียง แร่ธาตุ อะไรที่กวาดต้อนได้ ก็กวาดต้อนมาให้หมด
แต่ในเมื่อช่วงแรกกองทัพเรือใช้แค่ข่มขู่และยึดท่าเรือชายฝั่ง ก็ต้องแยกกำลังกัน จางนั่วตั้งใจจะแยกกองเรือหลักออกมาหนึ่งกอง ล่องไปตามชายฝั่งอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเพื่อไปเยือนจักรวรรดิไบแซนไทน์สักรอบ
ความจริงจางนั่วเพิ่งคิดวิธีนี้ได้หลังจากเห็นสถานการณ์ปัจจุบัน ในความคิดของเขา ภารกิจของกองทัพเรือที่นี่ไม่ได้หนักหนาอะไร ทำไมไม่ถือโอกาสนี้สั่งสมประสบการณ์การเดินเรือเสียเลยล่ะ?
ประสบการณ์การเดินเรือระยะไกลแบบนี้ หาได้ยากยิ่งจริงๆ!
และกองเรือหลักที่จะไปบุกไบแซนไทน์ในครั้งนี้ ล้วนเป็นเรือใบสามเสา เรือที่ขับเคลื่อนด้วยพลังลมแบบนี้แม้ความเร็วจะสู้เรือหุ้มเกราะไม่ได้ แต่มีข้อดีที่สุดคือแรงกดดันด้านการส่งกำลังบำรุงน้อยกว่ามาก
ถ้าใช้เรือหุ้มเกราะไปกันหมด แค่เรือเสบียงก็ต้องขนไปเป็นขบวน เพราะต้องเดินทางไกลอ้อมแหลมกู๊ดโฮป แต่ถ้าเป็นเรือใบก็ไม่ต้อง ขอแค่เตรียมอาหารและน้ำให้พร้อม พวกเขาก็ลุยไปได้ตลอดทาง
พวกเขาจะเป็น "กองเรือสำรวจ" ที่แท้จริงกองแรกของต้าถัง จางนั่วรอคอยการกลับมาของพวกเขา!