เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 641 หอคอยเก็บประสบการณ์ขั้นที่สี่และห้า.

Chapter 641 หอคอยเก็บประสบการณ์ขั้นที่สี่และห้า.

Chapter 641 หอคอยเก็บประสบการณ์ขั้นที่สี่และห้า.


ในตอนบ่าย

ตระกูลมู่หลงก็ได้รับจดหมายจากนิกายนิรันดร.

เนื้อหาคือทายาททั้งแปดของพวกเขาท้าทายล้มเหลว ถูกจับ โปรดนำค่าไถ่ 200,000 ศิลาวิญญาณมาไถ่ตัวกลับ.

ดูไม่ต่างจากการจับตัวเรียกค่าไถ่ในโลกเดิมเขาเลยแม้แต่น้อย และเรื่องนี้คงมีเพียงแค่จุนซ่างเซียวที่กล้าทำ.

เพราะว่าสำหรับนิกายฝ่ายธรรมมะ ปรกติแล้วจะห่วงหน้าตาตัวเองเป็นอย่างมาก.

หนำซ้ำ.

นิกายนิรันดรที่หาเรื่องไปทั่ว ไม่ได้เหมือนกับนิกายธรรมมะเลย ดูแล้วไม่ต่างจากนิกายปิศาจเท่าไหร่นัก.

อย่างไรก็ตาม.

จะบอกว่าเป็นนิกายปิศาจก็ไม่ถูกต้องนัก.

ในอดีตนั้นเมื่อครั้งมนทลเจิ้นหยางรุกรานดินแดน พวกเขาก็ก้าวออกมาปกป้องมนทลชิงหยางเต็มกำลัง ปกป้องประชาชนจากเพลิงสงคราม เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางที่นิกายปิศาจจะกระทำอย่างแน่นอน.

ดังนั้นใต้หล้าจึงมองว่านิกายนิรันดร์เป็นนิกายกึ่งปิศาจ.

อย่างไรก็ตามจุนซ่างเซียวหาได้สนใจ เขาจะกระทำตามที่ตัวเองปรารถนาเท่านั้น.

“โครม!”

ประมุขตระกูลมู่หรงที่ตบโต๊ะเสียงดัง “ไอ้พวกขยะ ดูเหมือนว่าจะถูกตามใจมากไปแล้ว!”

200,000  ศิลาวิญญาณ.

สำหรับตระกูลหนึ่ง ๆ นับเป็นจำนวนสูงอย่างแน่นอน.

อาวุโสใหญ่เอ่ยด้วยความโกรธ “ลูกหลานพวกเราไปท้าประลอง ถึงแม้นว่าจะพ่ายแพ้แต่ไม่ควรจะถูกจับ นิกายนิรันดรต้องการขู่กระโชกพวกเราชัด ๆ!”

“เรื่องเช่นนี้ไม่สามารถทนได้!”

อาวุโสสองที่ยืนขึ้น กัดฟันแน่น “ประมุข เหล่าฟู่ยินดีไปยังนิกายนิรันดรไปนำพวกเขากลับมา หากพวกเขาไม่ยอมก็พร้อมที่จะประกาศสงครามทันที!”

“ประกาศสงคราม?”

ประมุขตระกูลมู่หรงที่แค่นเสียงเย็นชา “เจ้าคิดว่าตระกูลมู่หรงแข็งแกร่งกว่านิกายโม่ซาอย่างงั้นรึ?”

“เรื่องนี้.....”

“แม้แต่หอเทพสังหารเจ้าคิดว่าเทียบได้หรือไม่?”

อาวุโสที่เงียบและนั่งลง.

ประมุขมู่หรงเอ่ย “สองนิกายปิศาจระดับสามยังได้แต่กล้ำกลืนส่งศิลาวิญญาณไปแลกตัวคนของพวกเขา หากตระกูลมู่หรงประกาศสงคราม ไม่ต้องบอกเลยว่าเป็นการพยายามนำความอับอายมาให้กับตัวเอง!”

เรื่องนี้คงทำได้แค่โทษทายาทของพวกเขาที่สมองหมู แต่ประมุขของพวกเขานั้นเฉลียวฉลาด ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางรอดจากโลกที่บ้าคลั่งแห่งนี้ได้.

ประมุขมู่หรงนั้นเป็นคนที่ฉลาดเป็นอย่างมาก.

ต้องไม่ลืมว่าสัญญาสามปีนั้นใกล้มาถึงแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพียงแค่นั่งมองเงียบ ๆ พวกเขาก็พ่ายแพ้ตัวเองไปแล้ว ต้องไม่ลืมว่านิกายนิรันดรนั้นกำลังท้าทายนิกายไป่เหอเซิ่งอยู่.

ทว่า เหล่าลูกหลานของเขานั้นกับไร้สมอง มองอะไรไม่เห็น กับหาญกล้าแส่หาเรื่องใส่ตัว!

“ประมุข!”

อาวุโสใหญ่เอ่ย “ตอนนี้ต้องทำอย่างไร?”

“แล้วจะทำอะไรได้อีก!”

ประมุขมู่หรงที่รู้สึกโลหิตไหลซิบ ๆ ออกมาจากในหัวใจ “รีบไปเตรียมศิลาวิญญาณ ไปไถ่พวกขยะนั่นคืนมาสิ!”

มู่หรงเส้าหลินและทายาทสายตรงเหล่านี้ หากเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าไม่สามารถที่จะยอมรับความสูญเสียได้.

ไม่ว่าอย่างไร อนาคตของตระกูล ย่อมต้องฝากไว้กับคนรุ่นหลัง หากว่าทุกคนตกตายหายไป ต้องบอกเลยว่าอนาคตตระกูลมู่หรงย่อมตกต่ำ.

ดังนั้น ถึงแม้นจะรู้ว่าจุนซ่างเซียวขู่กรรโชก ประมุขมู่หรงก็ทำได้แค่ต้องปฏิบัติตาม.

......

เชิงเขา นิกายนิรันดร.

เหล่าทายาทของตระกูลมู่หรงที่ก้าวตามอาวุโสใหญ่ด้วยท่าทางหวาดหวั่น ใบหน้าเขียวช้ำไปหมด.

พวกเขาที่ถูกไถ่ตัวด้วยศิลาวิญญาณ 200,000

อย่างไรก็ตาม.

ไม่เพียงแค่ร่างกายที่ได้รับบอบช้ำ ทว่าจิตใจของพวกเขาเองก็ถูกประทับด้วยความหวาดกลัวลึกฝังแน่นเช่นกัน.

ที่น่าสงสารที่สุดคงจะเป็นมู่หรงเส้าหลิน.

เขาที่ถูกเย่ซิงเฉิน กระหน่ำซ้อมอย่างหนัก จนแทบกลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว.

หลังจากกลับไป เขาที่คอยละเมอเพ้อผวา กุมศีรษะ ร้องขอความเมตตาด้วยความหวาดกลัว “อย่าตีข้า ได้โปรดอย่าทำร้ายข้า!”

เฮ้อ.

ในอนาคตไม่ต้องบอกเลยว่าจะเป็นเช่นไร.

จุนซ่างเซียวที่นั่งอยู่ในห้องโถง เขาที่ถือแหวนมิติหลายวง พร้อมกับเผยยิ้ม “ไม่เอ่ยอะไรแม้แต่น้อย มอบศิลาวิญญาณมาให้เปิ่นจั้วเลย ตระกูลมู่หรงนับว่าเป็นคนดีจริง ๆ.”

ได้รับศิลาวิญญาณ 200,000 ง่าย ๆ อร่อยเหาะเลย.

ลี่ลั่วฉิวเอ่ย “เมื่อเร็ว ๆ นี้ทั่วยุทธภพ ได้พูดคุยเรื่องที่นิกายนิรันดรท้าประลองนิกายไป่เหอเซิ่งไม่หยุดหย่อน.”

จุนซ่างเซียวที่สีคางไปมา “น่าจะมีคนจงใจปล่อยข่าว.”

สัญญาสามปีนั้นเป็นสัญญาส่วนตัว ไม่ได้เผยต่อคนด้านนอก ตอนนี้ข่าวกระจายออกไปอย่างบ้าคลั่ง แน่นอนว่าย่อมเป็นฝีมือของใครสักคนที่กำลังโหมปล่อยข่าวอยู่ลับ ๆ.

“เป็นไปได้ว่าคนของนิกายไป่เหอเซิ่งปล่อยข่าว ต้องการให้โลกรู้ว่า นิกายนิรันดรของพวกเราไม่ประมานตนหรือไม่?.”

จุนซ่างเซียวกล่าวเสียงเบา.

ลี่ลั่วฉิวทันใดนั้นได้ยินเสียงผ่านวิญญาณถูกส่งมา.

นางที่เอ่ยออกมาเล็กน้อย “เจ้านิกาย ข้าเพิ่งได้รับข่าวมา ในเวลานี้มีการเปิดเดิมพันขึ้นด้วย หากเดิมพันนิกายนิรันดรชนะ แทงหนึ่งจ่ายหนึ่งร้อย นิกายไป่เหอเซิ่งชนะ แทงสิบจ่ายหนึ่ง.”

“...”

จุนซ่างเซียวเอย “ดูแคลนกันอย่างงั้นรึ?!”

นิกายระดับสองนั้นแข็งแกร่งมาก จนนิกายนิรันดรไม่สามารถเทียบได้.

ฝ่ายหนึ่งแทงสิบจ่ายหนึ่ง กับอีกฝ่าย แทงหนึ่งจ่ายหนึ่งร้อย มันแตกต่างกันขนาดนี้เลยรึ?

ลี่ลั่วฉิวเอ่ย “ได้ยินมาว่า นิกายระดับสองและสามต่างก็เดินทางมายังนิกายไป่เหอเซิ่ง เตรียมพร้อมที่จะเป็นพยาน.”

“ขอรายระเอียด.”จุนซ่างเซียวเอ่ย.

ลี่ลั่วฉิวนิ่งและเอ่ยออกมาว่า “มีนิกายระดับสี่ราว ๆ 20  นิกายระดับสาม 5 นิกายระดับสอง 2 เป็นนิกายเลี่ยหยางเซิ่งและนิกายอี้เจี้ยนเซิ่ง.”

จุนซ่างเซียวสีคางไปมา “เปิ่นจั้วได้ไถ่เงินคนของนิกายเลี่ยหยางเซิ่งที่จังหวัดหนานหวงมาไม่น้อย พวกเขาที่มาครั้งนี้ เกรงว่าคงต้องการให้นิกายนิรันดรขายหน้าเป็นแน่.”

ลี่ลั่วฉิวเอ่ย “ส่วนนิกายอี้เจี้ยนเซิ่งและนิกายไป่เหอเซิ่งนั้นเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน.”

“งั้นรึ?”

จุนซ่างเซียวที่เผยความประหลาดใจ.

นิกายอี้เจี้ยนเซิ่งในทวีปชิงหยุน คือนิกายที่ก้าวไปในวิถีกระบี่ เป็นนิกายที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก.

แน่นอน.

ไม่ใช่ศิษย์ทุกคนจะเป็นมือกระบี่ ต้องไม่ลืมว่า คนที่มีพรสวรรค์กระบี่นั้นมีน้อยมาก.

“เปิ่นจั้วนำศิษย์ไปท้าทายนิกายไป่เหอเซิ่ง ถึงทำให้พวกบรรพชนกระบี่นิกายระดับสองถึงกับทนไม่ได้เลยรึ?”จุนซ่างเซียวเอ่ยเสียงเบา.

ลี่ลั่วฉิวเอ่ย “ยากจะกล่าว.”

จุนซ่างเซียวที่เคาะนิ้วไปที่โต๊ะ “การท้าทายนิกายระดับสอง ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจแล้ว.”

......

“กึก ซี่ กึก ซี่!”

เสียงของกระดูกที่ลั่นเปาะแปะ ราวกับจะระเบิดหลุดออกมา.

เซียวจุ้ยจื่อที่กำหมัดแน่น ถึงแม้นว่าร่างกายจะเจ็บไปทั่วร่าง แต่ก็ยังคงกัดฟันพร้อมกับคำรามออกมาเสียงแหบแห้ง.

ผ่านไปราว ๆ ครึ่งชั่วยาม.

กล้ามเนื้อและกระดูกที่ถูกกลั่นไปจนถึงขั้นสุด ร่างกายของเขาที่ทรุดนอนอย่างหมดแรงทันที.

เขากำลังทำอะไร? ฝึกฝนอยู่ในหอเก็บประสบการณ์นั่นเอง.

หอประสบการณ์ชั้นใหน? ชั้นที่สี่นั่นเอง.

ชั้นแรกกลั่นกายเนื้อ ชั้นที่สองยกระดับท่าเท้า ชั้นที่สามกลั่นพลังวิญญาณ ชั้นที่สี่กลั่นกายา

ซูเซียวโม่และหลี่เฟย ที่ไปยังชั้นหนึ่ง สองสาม หากแต่ชั้นที่สี่ยังไม่คิดที่จะขึ้นไป.

อะไรที่เรียกว่ากลั่นกายา.

นี่คือการย้อนกลับและตั้งต้นขึ้นใหม่ เพื่อให้แข็งแกร่งและทรงประสิทธิภาพ.

กระบวนการกลั่นกายานั้นจะต้องทำลายกระดูกทั่วร่าง แล้วสร้างขึ้นมา ทำให้เกิดความเจ็บปวดไม่ต่างจากตาย.

หลังจากที่เซียวจุ้ยจื่อปรับตัวในชั้นหนึ่งสองสามได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเดือนที่แล้วเขาได้ขึ้นไปชั้นสี่ หลังจากกลั่นร่างกายแล้วประสิทธิ์ภาพและความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า.

เพราะว่าสัญญาสามปีที่ใกล้เข้ามาแล้ว เขาที่ฝึกฝนหนักขึ้นไปอีก ดังนั้นเขาจึงต้องการกลั่นกายาและยกระดับให้สูงขึ้นไปอีก.

แม้นว่าพรสวรรค์เขาจะคืนกลับมาแล้ว แม้แต่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

ทว่าเซียวจุ้ยจื่อ ก็ยกระดับร่างกายให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยกระดับตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีก.

กล่าวได้ว่าเขาก้าวเดินไปยังเส้นทางกลั่นร่างกายโดยสมบูรณ์!

“กึก.”

ในเวลานั้น เย่ซิงเฉินที่กลั่นร่างกายในชั้นที่สี่ เขาก็ก้าวขึ้นไปยังขั้นที่ห้า พร้อมกับรำพึง “ไม่เพียงแค่ต้องกลั่นกายายังต้องกลั่นดวงวิญญาณให้แข็งแกร่งขึ้น.”

จบบทที่ Chapter 641 หอคอยเก็บประสบการณ์ขั้นที่สี่และห้า.

คัดลอกลิงก์แล้ว