เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 490 หนึ่งฝ่ามือปลุกฉินเห่าหราน.

Chapter 490 หนึ่งฝ่ามือปลุกฉินเห่าหราน.

Chapter 490 หนึ่งฝ่ามือปลุกฉินเห่าหราน.


เมืองเจิ้นหยาง มนทลเจิ้นหยาง ภายในตำหนักที่ใหญ่โตและมีสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อน.

ที่นี่คือที่พักของผู้พิทักษ์มนทล จะเรียกที่นี่เป็นวังหลวงก็ว่าได้.

เห็นจากที่พักอาศัยที่ใหญ่โตโอ่อ่า เห็นได้ชัดเจนว่าผู้พิทักษ์มนทลเจิ้นหยางนั้นมีความทะเยอทะยานขนาดใหน ที่พักของเขาเวลานี้ไม่ได้ด้อยกว่าที่พักของราชาเลย.

ราวกับว่าเขาไม่ได้พอใจแค่ผู้พิทักษ์มนทล.

ในเวลานี้ภายในห้องโถงที่หรูหรา มีชายวัยกลางคนที่มีอายุ 30-40 ปี นั่งอยู่บนบัลลังก์.

โจวเฉาชุน ผู้พิทักษ์มนทลเจิ้นหยาง.

ใบหน้าที่ไว้เคราแหลมสองข้าง ดูบ้าคลั่ง แววตาที่เป็นประกายราวกับพยัคฆ์ร้าย ร่างกายแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์ออกมาตลอดเวลา.

ไม่ต้องเอ่ยเลยว่าเพียงแค่ภาพลักษณ์ของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานแล้ว.

ทว่าที่ด้านล่างนั้น มีเหล่าแม่ทัพและกุนซือที่กำลังก้มหน้า หัวใจกำลังสั่นไปมา.

บรรยากาศในห้องโถงที่ดูอึมครึมเป็นอย่างมาก.

ในเวลานี้ ศีรษะของไป่รุ่ยหู่ที่วางไว้ในกล่องวางอยู่กลางห้อง.

“แก๊ก!”

โจวเฉาชุนที่ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะ เอ่ยออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว “ทัพสามแสนคน ไม่เพียงไม่สามารถยึดเมืองชิงหยาง ยังถูกจับ แม้แต่ศีรษะยังถูกกุดอีก!”

ผู้พิทักษ์มนทลที่โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก.

ต้องไม่ลืมว่า กองกำลังพยัคฆ์ขาวเป็นหนึ่งในสี่ทัพใหญ่ ตอนนี้ถูกทำลายย่อยยับไปแล้ว.

“ผู้พิทักษ์!”

แม่ทัพที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อยกมือประสานเอ่ยออกมาว่า “แม่ทัพผู้นี้ยินดีนำกองกำลังเต่าดำ ไปทำลายล้างมนทลชิงหยาง และนำศีรษะของเจ้าสำนักไท่กู่เจิ้งกลับมาให้!”

“กองกำลังมังกรเขียวยินดีรับหน้าที่ครั้งนี้!”

“กองกำลังหงส์แดงของข้าขอนำทัพออกไปเอง!”

กองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ถูกทำลาย ไม่เพียงแค่ผู้พิทักษ์มนทลโกรธเกรี้ยว อีกสามกองกำลังก็โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมากเช่นกัน.

สามกองกำลังรวมกัน อย่างน้อยก็มีทหารกว่าล้านคน หากเข้าโจมตีเมืองชิงหยางพร้อมกัน แน่นอนว่าเจ้าสำนักจุนคงลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย.

แม้นว่าโจวเฉาชุนจะโกรธเกรี้ยวจนหนวดกระตุก ทว่าเขาก็ยังคงข่มใจให้สุขุมลงได้ “เวลานี้มนทลเจิ้นหยางของพวกเราต้องรับศึกหลายด้าน มีหลากหลายมนทลใหญ่ที่ไม่พอใจพวกเรา ไม่สามารถที่จะใช้ทัพขนาดใหญ่เพื่อเข้าโจมตีดินแดนเล็ก ๆ นั่นได้.”

สำนักไท่กู่เจิ้งปกป้องเมืองชิงหยาง ทำลายกองกำลังพยัคฆ์ขาวของเขาจนสิ้น แม้แต่ส่งศีรษะของแม่ทัพกลับมา เห็นชัดเจนว่านี่เป็นการเตือน.

ศัตรูของเขาหากมีเพียงสำนักไท่กู่เจิ้ง แน่นอนว่าโจวเฉาชุนย่อมไม่ต้องคิดอะไรมาก.

ทว่าตอนนี้ หลากหลายดินแดน ต่างก็จับจ้องมองมายังมนทลเจิ้นหยางแล้ว ทำให้เขาต้องคิดใคร่ครวญให้ดี.

อีกอย่าง กองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ถูกจัดการไปทั้งหมด นั่นก็แสดงว่าสำนักไท่กุ่เจิ้ง มีความแข็งแกร่งเช่นกัน การยกทัพเข้าปะทะต้องเสียหาย ไม่น้อยก็มาก.

อีกอย่างหนึ่งเป้าหมายของเขาก็คือการขยายดินแดน ดินแดนระดับเก้านั้นไม่ได้มีทรัพยากรมีค่าอะไร ไม่คุ้มค่าอย่างรุนแรงที่เขาจะต้องทุ่มกำลังเข้าโจมตี.

โจวเฉาชุนนั้นไม่ได้ดื้อรั้นไร้สมอง ที่จะแข็งขืนทำอะไรไร้ความหมาย ไม่ยอมที่จะทำเรื่องอะไรขาดทุนอย่างแน่นอน.

และสิ่งที่เขาต้องทำที่สุดเวลานี้คือจัดการดินแดนขนาดใหญ่ที่จ้องมองดินแดนของเขา หากจัดการปัญหาทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ค่อยคิดว่าจะโจมตีมนทลชิงหยางอีกครั้งก็ได้.

และนี่ก็เป็นไปตามที่เจ้าสำนักจุนหวัง.

เพราะว่า ตอนนี้เขาขาดแค่เวลาเท่านั้น หากมีเวลาเพียงพอ เขาสามารถที่จะยกระดับสำนัก ที่จะมีพลังเพียงพอ ที่จะทำให้ทั่วโลกหวั่นเกรงได้!

......

“เจ้าไม่ได้ยินรึอย่างไร กองกำลังพยัคฆ์ขาว ได้นำทัพ 300,000 บุกมนทลชิงหยาง ท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ไม่มีโอกาสแม้แต่เข้าไปในเมืองชิงหยางได้เลย!”

“เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะไม่ได้ยินได้อย่างไร นอกจากนี้ข้ายังรู้ด้วยว่า แม่ทัพที่นำทัพไปนั้นคือแม่ทัพไป๋รุ่ยหู่ ตอนนี้ถูกกุดศีรษะแล้วส่งคืนมนทลเจิ้นหยางด้วย!”

“โอ้วสวรรค์ หนึ่งในสิบแม่ทัพที่มีชื่อเสียงของจังหวัดซีเหนียนหยาง คาดไม่ถึงเลยว่าจะถูกกุดหัวที่เมืองชิงหยาง!”

เรื่องที่น่าตื่นตะลึงนี้ได้กระจายไปทั่วจังหวัดซีเหนียนหยางอย่างรวดเร็ว สร้างความตื่นตะลึงให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก!

โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเขารู้ว่ามาอีกว่า คนที่รับผิดชอบปกป้องเมืองชิงหยางนั้น เป็นสำนักไท่กู่เจิ้ง แววตาของทุกคนยิ่งเผยความไม่อยากเชื่อออกมาอีก!

พวกเขาที่ได้ยินเกี่ยวกับสนามประลองแห่งความตายมาก่อน ในเวลานั้นก็ทำให้พวกเขาตื่นตกใจแล้ว เวลานี้สำนักไท่กู่เจิ้งที่เข้าร่วมสงครามฆราวาสอีก แม้แต่ทำลายกองกำลังพยัคฆ์ขาวจนย่อยยับ ทำให้กลายเป็นที่พูดคุยของผู้คนอีกครั้ง.

ไม่ว่าจะเป็นใคร ตระกูลใหญ่ที่ใหนต่างก็พูดคุยเรื่องเดียวกัน.

แม้แต่เรื่องต่าง ๆ ที่อื้อฉาว ทั้งเรื่องพ่อบ้านและภรรยาน้อยประมุข ที่เป็นชู้กัน ยังถูกกลบด้วยข่าวสำนักไท่กู่เจิ้ง.

ที่น่าตื่นเต้นที่สุด คงจะเป็นเจ้าเมืองอีกเจ็ดเมืองของมนทลชิงหยาง เมื่อได้รับข่าว พวกเขาถึงกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจทันที.

เมืองชิงหยางคือเมืองหลักของมนทลแห่งนี้ ได้รับการปกป้องจากสำนักไท่กู่เจิ้ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหายนะครั้งนี้ได้ถูกปัดเป่าไปแล้ว.

มนทลเจิ้นหยางดินแดนระดับหก.

พวกเขาไม่ได้ไร้เทียมทานอีกต่อไป!

ข่าวชัยชนะของมนทลชิงหยาง เวลานี้ทำให้ประชาชนทุกคนได้ออกมากระจายข่าวไปทั่ว แม้แต่ออกมาตีฆ้องประกาศฉลองชัยครั้งใหญ่เลยทีเดียว.

ผู้คนมากมายถึงกับคุกเข่าคำนับไปยังทิศทางของเทือกเขาไท่กู่กันมากมาย.

หากมนทลชิงหยางตกอยู่ในมือศัตรู ไม่ต้องบอกเลยว่าพวกเขาจะต้องกลายเป็นทาส ด้วยการที่สำนักไท่กู่เจิ้ง เจ้าสำนักจุนที่ลุกขึ้นสู้เพื่อพวกเขา ทำให้ประชาชนทั้งหมดเต็มไปด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง.

หากว่าว่ามีรูปปั้นจุนซ่างเซียวตั้งขึ้น คงจะมีคนมากมายมาจุดธูปเพื่อคารวะขอพรเป็นแน่.

......

ห้องโถงสำนักเห่าฉี.

หลังจากฉินเห่าหรานได้รับข่าว เขาถึงกับทำลายจดหมาย นั่งงงงวยไปชั่วขณะ ผ่านไปนานถึงจะกลับคืนสู่ความเป็นจริง.

สำนักไท่กู่เจิ้ง ต้านทัพ 300,000 คนได้อย่างงั้นรึ?

มันจะเป็นไปได้อย่างไร!

หากไม่เพราะว่าเขาได้ตรวจสอบข่าวหลายครั้งแล้ว ผู้นำฉินคงคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่!

มนทลเจิ้นหยางบุกมนทลเหอหยางและฮวยหยาง เขาก็ได้รับข่าว เวลานั้นเขาได้ปรึกษากับเหล่าพันธมิตรท้ายที่สุดก็สรุปว่าพวกเขาจะเก็บตัว ทำให้กลายเป็นที่จับจ้องของทุกคนทั่วมนทลชิงหยาง.

จากนั้นสำนักเห่าฉีและพันธมิตรได้ปิดประตูสำนัก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจของปุถุชน.

เมื่อมนทลชิงหยางมีอันตราย พวกเขาก็ปิดประตูสำนัก วางตัวเป็นกลางเช่นนี้ ทำให้พวกเขาโดนดูถูกอย่างหนัก.

และที่หนักยิ่งกว่านั้นก็เพราะจุนซ่างเซียวได้นำศิษย์ออกมาปกป้องเมืองชิงหยาง ต้านทัพของมนทลเจิ้นหยาง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขานั้นเหมือนกับถูกตบหน้าอย่างรุนแรง.

เสียงของฝ่ามือนี้ดังลั่น หากแต่ฉินเห่าหรานก็ยังคงแกล้งหลับไม่ยอมตื่น.

ท้ายที่สุดเขาก็ตระหนักได้ในที่สุด ตัวตนของสำนักไท่กู่เจิ้งนั้น ทำให้พันธมิตรของเขาตกต่ำลงเรื่อย ๆ!

นับตั้งแต่ท้าทายนิกายเซิ่งชวน.

การประลองแห่งความตายกับหอเทพสังหาร.

ตอนนี้ยังรับมือกับทัพใหญ่ของมนทลระดับหก.

ทุกการกระทำที่เกิดขึ้น ทำให้ฉินเห่าหรานถูกหักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า.

หากแต่พวกเขาจะทำอะไรได้.

แม้นว่าจะโต้กลับก็ทำได้เพียงแค่ฝันเท่านั้น.

ก่อนหน้านั้นสำนักไท่กู่เจิ้งต่อหน้าฉินเห่าหรานและพันธมิตร เป็นเพียงแค่มดปลวกเท่านั้น.

ตอนนี้กลับกลายเป็นยักษ์ใหญ่ ที่พวกเขาได้แต่แหงนหน้ามอง.

แม้แต่ไม่สามารถมองเห็นแผ่นหลังได้อีกต่อไป.

เมื่อเถาหยวนยอมรับจุนซ่างเซียว ทหารกองกำลังเหนือพยัคฆ์ 2472 คนก็ได้เข้าร่วมสำนักไท่กู่เจิ้งด้วย.

สมาชิกครบ 5000 พัน ได้กระตุ้นภารกิจสำนักขึ้น!

เมื่อเหล่าสมาชิกทำภารกิจเสร็จ ยกระดับสี่ก่อสร้าง สมาชิกสำนักก็จะเพิ่มขึ้นอีก.

สำนักไท่กู่เจิ้งเวลานี้เทียบกับนิกายระดับห้าแล้ว!

ทำไม?

เพราะว่าการเติบโตของพวกเขา เหลือเพียงสมาชิกครบหนึ่งหมื่นคน เวลานี้เจ้าสำนักก็มีระดับกษัตริย์ยุทธ์และศิษย์สิบบรรพชนยุทธ์ตลอดอาจารย์ยุทธ์หนึ่งพันก็เข้าเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว.

กล่าวได้ว่าเหลือเพียงสมาชิกเพียงพอ ก็จะทำเรื่องยกระดับสำนักได้.

แน่นอนว่าการรับศิษย์นั้นไม่มีปัญหา!

เพราะว่าทหารที่เถาหยวนเคยฝึกเวลานี้ได้เข้าร่วมสำนักไท่กู่เจิ้งแล้ว เพราะว่าจำนวนสมาชิกที่รับเข้ามาจำกัด จึงยังไม่ได้รับเข้ามาทุกคน.

ขอเพียงจุนซ่างเซียวไม่สนใจรากวิญญาณ การจะยกระดับสำนักไท่กู่เจิ้ง เป็นนิกาย ก็เป็นเพียงเรื่องง่าย ๆ.

จบบทที่ Chapter 490 หนึ่งฝ่ามือปลุกฉินเห่าหราน.

คัดลอกลิงก์แล้ว