เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 437 ไม่อาจปล่อยให้รุกรานบ้านเกิด.

Chapter 437 ไม่อาจปล่อยให้รุกรานบ้านเกิด.

Chapter 437 ไม่อาจปล่อยให้รุกรานบ้านเกิด.


ด้วยค่ายกลรวมวิญญาณที่ยกระดับขึ้น ทำให้ศิษย์ของเขาตัดผ่านระดับได้อย่างรวดเร็ว.

เวลานี้ถึงเวลาที่เขาจะรับศิษย์เข้ามาให้เต็มโควตา เพื่อที่จะกระตุ้นภารกิจสำนัก และทำภารกิจยกระดับสิ่งก่อสร้าง.

“แต่ว่า......”

จุนซ่างเซียวที่กล่าวเสียงเบา “ข้าเพิ่งรับศิษย์มาเมื่อเร็ว ๆนี้ ต้องการรับศิษย์ในมนทลชิงหยางอีก คงไม่พบผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์ที่ดีนัก.”

ระบบที่เอ่ย “โฮสน์ไม่ได้บอกว่าท้าทายดีหรอกรึ? ยิ่งรับคนที่มีรากวิญญาณระดับต่ำเท่าไหร่ ก็จะสามารถรับศิษย์ได้เต็มอย่างรวดเร็ว.”

“ไปลงนรกเลย.”จุนซ่างเซียวเอ่ย.

ก่อนหน้านี้ที่เขาบอกว่าท้าทาย กับการยกระดับผู้เยาว์ที่มีรากวิญญาณระดับต่ำให้เติบโต.

ทว่าในเวลานั้นรากฐานของเขายังไม่มั่นคง ชื่อเสียงที่มีน้อยนิด ทำให้จำต้องเลือกคนที่มีพรสวรรค์ต่ำเข้ามา.

ตอนนี้ต่างออกไป.

สำนักมีชื่อเสียงแล้ว และยังมีระดับหกอีกด้วย.

ลำพัง ลี่เฟยและเถียนซี การจะฝึกฝนให้พวกเขาเติบโต ก็ต้องลงทุนลงแรงไปจำนวนมาก.

การรับศิษย์ที่มีรากวิญญาณระดับต่ำ ก็ต้องใช้เวลาและความพยายามที่มากกว่าปรกติ.

การพัฒนาสำนัก เขาไม่สามารถที่จะก้าวไปอย่างเชื่องช้าได้ หากว่าสามารถรับคนที่มีรากวิญญาณระดับสูงได้ แน่นอนว่าย่อมสามารถพัฒนาสำนักให้เติบโตได้เร็วกว่า.

ระบบเอ่ย “โฮสน์คงบอกลา วิธีการล่องลอยไร้จุดหมายแล้วสินะ.”

“ล่องลอยน้องสาวเจ้านะสิ.”

จุนซ่างเซียวที่สีคางไปมา.“หรือว่าจะไปยังมนทลอื่นดู.”

ระบบเอ่ย “หากรับผู้ฝึกยุทธ์จากมนทลอื่นเข้าสำนักไท่กู่เจิ้ง ก็ดีอยู่หรอก ทว่าการข้ามไปยังมนทลอื่นรับสมัครนั้น จะต้องเป็นการสร้างปัญหากับสำนักมนทลอื่นอย่างแน่นอน.”

จุนซ่างเซียวที่กลายเป็นเงียบ.

คนในทวีปชิงหยุนมีอยู่มาก ทว่าคนที่มีพรสวรรค์สูงกับมีเพียงหยิบมือ.

การไปมนทลอื่นเพื่อรับศิษย์ ก็คงจะสร้างปัญหาขึ้นเหมือนเมื่อครั้งในอดีต.

“มารดาเถอะ.”

จุนซ่างเซียวที่เหนื่อยล้า “รับได้เพียงแค่ผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์ระดับต่ำ ต้องใช้ทรัพยากรมากมายและเติบโตขึ้นช้า ๆ เช่นนี้นะรึ?”

“เจ้าสำนัก.”

ในเวลานั้น หลี่ชิงหยางที่ก้าวเข้ามาในห้องโถง “เจ้าเมืองเซี่ยขอพบ.”

“เชิญเข้ามาได้เลย.”จุนซ่างเซียวเอ่ย.

......

ภายในห้องโถง.

เซี่ยกวนคุนที่นั่งอยู่ ใบหน้าที่ดูเศร้าสร้อย.“เรื่องที่เคยกล่าวกับเจ้าสำนักจุน เรื่องที่เซี่ยโหมวกังวลตลอด ท้ายที่สุดก็เกิดขึ้น!”

“เกิดอะไรขึ้นรึ?”จุนซ่างเซียวเอ่ย.

เซี่ยกวนคุนที่นำจดหมายนำออกมา “ได้รับมาเมื่อวานนี้ ผู้พิทักษ์มนทลเจิ้นหยางได้ส่งสารเตือนให้ยอมจำนน.”

“โอ้ว?”

จุนซ่างเซียวที่รับมา ก่อนจะเปิดจดหมายขึ้นมา.

เนื้อความที่เขียนเอาไว้ด้านในนั้น เป็นการสั่งให้มนทลชิงหยางยอมจำนน ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะนำทัพเข้าโจมตี.

“เฮ้ เฮ้.”

จุนซ่างเซียวเอ่ย “นี่ไม่ตรงไปหน่อยรึ?”

เซี่ยกวนคุนเอ่ย “ตามที่เซี่ยโหมวได้ข่าวมา กองทัพของมนทลเจิ้นหยางนั้นมีอยู่ 200,000 คน ตอนนี้แยกออกไปสองกลุ่มมุ่งไปยังมนทลฮวยหยางและมนทลเหอหยางแล้ว.”

“หากว่าสองมนทลนี้แตกเมื่อไหร่ มนทลชิงหยาง ไม่ถูกขนาบด้วยทัพศัตรูหรอกรึ?”จุนซ่างเซียวเอ่ย.

“ไม่ผิด.”เซี่ยกวนคุนเอ่ย.

จุนซ่างเซียวที่สีคางไปมา “ผู้พิทักษ์มนทลเจิ้นหยาง ดูเหมือนว่าจะมีความทะเยอทะยานไม่น้อย.”

เซี่ยกวนคุนเอ่ย “ทัพของมนทลเจิ้นหยาง 200,000 คนนั่น เป็นกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่บัญชาการโดยแม่ทัพไป่รุ่ยหู่ ไม่เพียงมีพลังบ่มเพาะสูง ยังมีอุปกรณ์ชั้นยอด หากทหารระดับสูงเช่นนี้บุกมา มนทลชิงหยางคงอยู่ในอันตราย.”

“แล้วคาดว่าพวกเขาจะบุกมาเมื่อไหร่?”จุนซ่างเซียวเอ่ย.

เซี่ยกวนคุน “หากว่ามนทลฮวยหยางและเหอหยางเลือกที่จะต่อต้าน คงราว ๆ หนึ่งปี แต่หากพวกเรายอมจำนน ทัพของมนทลเจิ้นหยางคงจะบุกมาอย่างรวดเร็วที่สุดก็คงใช้เวลาหนึ่งเดือน.”

“หนึ่งเดือน.”

จุนซ่างเซียวเอ่ย “เจ้าเมืองเซี่ย ตอนนี้มีกองกำลังทหารเมืองชิงหยางเท่าไหร่?”

“50,000 นาย.”เซี่ยกวนคุนตอบ.

เมืองชิงหยางมีประชากร 3.6 ล้านคน ทว่าคนที่มีความสามารถรบได้นั้น อย่างน้อยต้องมีระดับศิษย์ยุทธ์ ดังนั้นถึงจะมีประชากรมากก็ไม่มีความหมาย.

มนทลเจิ้นหยางส่งยอดฝีมือมา หากแต่พวกเขากับมีทหารที่มีระดับเพียงศิษย์ยุทธ์ขั้นที่สองทั่วไป ก็ไม่เท่ากับขึ้นเขียงรอความตายหรอกรึ?

จุนซ่างเซียวที่ขมวดคิ้วไปมา.“ดูท่าจะลำบาก”

เรื่องการเคลื่อนทัพเข้าร่วมสงคราม เขาไม่เชี่ยวชาญนัก ดังนั้นจึงเรียกเสวี๋ยเหรินกุยมา พร้อมกับบอกเล่าถึงสถานการณ์และสอบถาม “ถางจู่เสวี๋ยเห็นว่าอย่างไร?”

เสวี๋ยเหรินกุยที่ขมวดคิ้วไปมา “ไป๋รุยหู่ มนทลเจิ้นหยาง น่าจะเป็นแม่ทัพหนึ่งในสิบที่มีชื่อเสียงของจังหวัดซีเหนียนหยาง.”

“ไม่ผิด.”เซี่ยกวนคุนเอ่ย.

จุนซ่างเซียวถึงกับพูดไม่ออก.

นอกจากจะมีทหารระดับสูงแล้ว ยังเป็นแม่ทัพมีชื่อหนึ่งในสิบอีก.

การขยายอาณาเขตของมนทลเจิ้นหยางเวลานี้ ดูเหมือนว่าจะหวังที่จะได้รับชัยแน่นอน.

เสวี๋ยเหรินกุยเอ่ย “จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ คงทำได้แค่ตั้งรับ ทว่าจะตั้งรับได้นานเท่าไหร่คงบอกไม่ได้ อีกฝั่งคงจะบุกโจมตีไม่หยุดเป็นแน่.”

หากคิดในแง่ร้าย.

ดูเหมือนจะไม่มีวิธี.

ความแข็งแกร่งของทหารแตกต่างกันเกินไป ยากจะรับมือกับทหารระดับสูงของมนทลเจิ้นหยางได้.

“เฮ้อ.”

เสวี๋ยกวนคุนที่สูดหายใจลึก แววตาที่เผยความเศร้าใจ “ด้วยความทหารที่เซี่ยโหมวมี จะตั้งรับต้านทานเมืองชิงหยางเอาไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้!”

บ้านเกิดถูกรุกราน!

ยอมจำนนรึ? แล้วจะมองหน้าบรรพชนที่ตายไปแล้ว ได้อย่างไร!

......

เซี่ยกวนคุนจากไปแล้ว เขาที่วางแผนเตรียมทำสงคราม เวลานี้เขาตระหนักได้ว่าเมืองชิงหยางอยู่บนความเป็นความตายแล้ว.

“ถางจู่เสวี๋ย.”

จุนซ่างเซียวเอ่ย “ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วรึ?”

เสวี๋ยเหรินกุยที่ส่ายหน้าไปมา “เจ้าสำนัก อย่าลืมว่ามนทลชิงหยางเป็นดินแดนระดับเก้า หากถูกจับจ้องจากดินแดนขนาดใหญ่แล้ว มีเพียงแค่ต้องถูกทำลายเท่านั้น.”

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็นเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ใหนแต่ไรแล้ว.

จุนซ่างเซียวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ มือที่สีคางไปมา ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “สำนักไท่กู่เจิ้งในมนทลชิงหยาง แน่นอนว่าคงไม่สามารถที่จะยอมได้.”

เสวี๋ยเหรินกุยเอ่ย “เจ้าสำนัก พวกเราที่เป็นสำนักยุทธ์ ไม่เห็นจำเป็นต้องเข้าร่วมสงครามเลยไม่ใช่รึ?”

“ศิษย์สำนักไท่กู่เจิ้ง มีหลายคนเป็นคนของมนทลชิงหยาง ที่นี่คือบ้านเกิดพวกเขา มีสมาชิกครอบครัวของพวกเขาอยู่ด้วย จะให้พวกเขาอยู่เฉย ๆ มองดูศัตรูทำลายครอบครัวของพวกเขาได้อย่างงั้นรึ?!”

ที่บ้านเกิดของเขาหลายร้อยปีก่อนที่บุตรของพวกเราต้องหลั่งเลือดเพื่อปกป้องมาตุภูมิของตัวเอง แม้นว่าจุนซ่างเซียวที่เกิดในยุคใหม่ ก็รู้ดีว่าการที่บ้านเกิดยังคงอยู่ ก็เพราะการที่คนเหล่านั้นเสียสละ.

แม้นว่าตอนนี้เขาจะมาจากต่างโลก เขาไม่ใช่คนของเมืองชิงหยางก็ตาม ทว่าเขาก็มีจิตวิญญาณที่หวงแหนบ้านเกิด พร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับบ้านเกิดเจ้าของร่างเช่นกัน.

“ทราบแล้ว.”

เสวี๋ยเหรินกุยกล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าสำนัก ต้องการปกป้องเมืองชิงหยาง แม่ทัพผู้ต่ำต้อยผู้นี้เชื่อว่า หากเพิ่มจำนวนสมาชิกหอขี่หมาป่าได้ การสร้างกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว จะสามารถยกระดับความแข็งแกร่งของกองทัพได้อย่างคาดไม่ถึง.”

การจะใช้ทัพใหญ่ปะทะกับกองทัพของมนทลเจิ้นหยางคงเป็นไปม่ได้ ดังนั้นก็ต้องมองหาจุดแข็งของตัวเอง.

ด้วยการรับตำแหน่งถางจู่หอขี่หมาป่า เขาที่มองเห็นจุดแข็งของสำนักไท่กู่เจิ้งดี นี่เหมาะที่จะเข้าสู่สงคราม ด้วยทัพเคลื่อนที่เร็ว ขอเพียงสามารถร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์ จะสามารถเพิ่มพลังของทัพเคลื่อนที่เร็วให้แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า.

ในยุคสงครามเย็น กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด แน่นอนว่าเป็นกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว.

กองกำลังเคลื่อนที่เร็วที่ทรงพลัง จะสามารถไปยังทุกส่วนของสนามรบ.

ในอดีตในจักรวรรดิมองโกล ด้วยทัพเคลื่อนที่เร็วนี้สามารถบุกพิชิตชัยที่ยุโรปได้.

แม้นว่าในยุคสมัยของราชวงศ์ซ่ง พวกเขาจะถูกกลืนกิน เพราะว่าสนามรบไม่เหมาะที่จะให้ม้าวิ่ง ทำให้กองกำลังเคลื่อนที่ของมองโกลพ่ายแพ้ไปในที่สุด.

อย่างไรก็ตาม กองกำลังเคลื่อนที่เร็วก็ยังนับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากในสนามรบ.

จุนซ่างเซียวที่ใช้สัตว์ขี่เป็นหมาป่าเฮอริเคน ทำให้กองกำลังในโลกใบนี้เหนือล้ำกว่ากองกำลังในโลกเดิมของเขามาก.

ด้วยการฝึกฝนของเสวี๋ยเหรินกุยด้วยแล้ว เขามั่นใจว่า กองกำลังเคลื่อนที่เร็วที่สร้างขึ้นนี้จะเป็นทัพที่ทรงพลัง.

จุนซ่างเซียวเอ่ย “ด้วยหมาป่าเฮอริเคนที่มีเวลานี้ คงจัดตั้งกองกำลังได้เพียง 1,000 คน เปิ่นจั้วจะเพิ่มคนให้กับหอขี่หมาป่าอีก 500 คน.”

หมาป่าเฮอริเคนที่เขานำกลับสำนัก จากเทือกเขาหมื่นสัตว์ ที่สามารถต้านลมต้านฝนแม้แต่การโจมตีที่หนักหน่วง จะทำให้เขาสร้างกองกำลังที่แข็งแกร่งขึ้นได้แน่.

เสวี๋ยเหรินกุยเอ่ย “กองกำลังเคลื่อนที่เร็วหนึ่งพันคน ขอเพียงฝีกฝนได้อย่างเพียงพอ ต่อให้เจอกับทัพหนึ่งหมื่นคนก็ไม่มีปัญหา.”

“แล้วหากเพิ่มอุปกรณ์ชั้นยอดเข้าไปด้วยล่ะ?”จุนซ่างเซียวเอ่ย.

เสวี๋ยเหรินกุยเอ่ย “เช่นนั้นจะยิ่งทรงพลังขึ้นไปอีก!”

“เปิ่นจั้วจะเรียกศิษย์ทั้งหมดมาให้เจ้าเลือกเพิ่ม 500 คน.”

จุนซ่างเซียวกล่าวเพิ่ม “ทว่า เวลามีจำกัด เพียงแค่หนึ่งเดือน เจ้าจะสามารถฝึกฝนพวกเขาให้พร้อมได้หรือไม่?”

เสวี๋ยเหรินกุยที่กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ “ศิษย์ที่ฝึกฝนร่างกายได้แข็งแกร่ง มีรากฐานที่ดีอยู่แล้ว เวลานี้เพียงแค่ฝึกฝนการเคลื่อนทัพและจัดขบวน อย่าว่าแต่หนึ่งเดือนเลย เพียงแค่ครึ่งเดือนก็พอแล้ว!”

จบบทที่ Chapter 437 ไม่อาจปล่อยให้รุกรานบ้านเกิด.

คัดลอกลิงก์แล้ว