เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 215 ได้รับเชิญจากประมุขอ้ายเพื่อเปิดหูเปิดตา.

Chapter 215 ได้รับเชิญจากประมุขอ้ายเพื่อเปิดหูเปิดตา.

Chapter 215 ได้รับเชิญจากประมุขอ้ายเพื่อเปิดหูเปิดตา.


หอคอยเก็บประสบการณ์ที่แต่ละชั้นมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป.

ชั้นแรกคือการยกระดับกายเนื้อด้วยแรงโน้มถ่วง เป็นการกลั่นกายเนื้อให้ถึงขีดสุด.

ในชั้นนี้เป็นการฝึกฝนกายเนื้อล้วน ๆ ทว่าร่างกายทั้งหมดนั้นยังมีสิ่งจำเป็นต้องยกระดับด้วยเช่นกัน.

เลือดเนื้อคือรากฐาน กระดูกคือแกน.

ภายใต้แรงโน้มถ่วงที่บีบอัด ทำให้เลือดเนื้ออัดแน่นผสานเข้ากัน.

จากนั้น.

เป้าหมายของหอคอยเก็บประสบการชั้นสอง นั่นก็คือการกลั่นกระดูก.

การกลั่นกระดูกไม่ได้ใช้แรงโน้มถ่วง ทว่าการกลั่นกระดูกและเส้นโลหิตนั้นใช้เพลิงพิเศษ.

กลุ่มของซูเซียวโม่ที่ก้าวขึ้นไปบนชั้นสอง ทั่วร่างปกคลุมด้วยเปลวเพลิงที่แปลกประหลาดลูกโชนขึ้นมาทันที กระดูกและเส้นโลหิตถูกกลั่นอย่างบ้าคลั่ง.

กลั่นกายเนื้อ ใช้แรงโน้มถ่วง.

ทว่าการกลั่นกระดูกและเส้นโลหิตนั้น ใช้เปลวเพลิงที่แปลกประหลาดเผา สร้างความเจ็บปวดที่มากมายยิ่งกว่าการกลั่นกายเนื้อซะอีก!

ด้วยการท้าทายก่อนหน้านี้ กลุ่มของซูเซียวโม่ยังไม่เป็นที่พอใจด้วยซ้ำ เมื่อต้องพบกับประสบการณ์ที่รุนแรงกว่าเดิม ก็ทนได้ไม่กี่วินาที ร่างจิตวิญญาณก็ถูกส่งกลับร่างหลักทันที.

การลงโทษชั้นที่สองนั้น มากกว่าชั้นแรกอีกด้วย.

เห็นสภาพร่างกายทีกระตุกน้ำลายฟูมปากเช่นนี้ เกรงว่าคงต้องใช้เวลาฟื้นฟูสองวันเป็นแน่.

จุนซ่างเซียวที่ยืนส่ายหน้าไปมา จ้องมองคนทั้งสาม “ชั้นแรกยังปรับตัวเองไม่ได้ เร่งรีบไปชั้นสอง จะใจกล้าเกินไปแล้ว.”

ดูเหมือนว่าจะต้องปรับร่างกายให้คงที่จนรู้สึกปรกติให้ได้ซะก่อน ถึงจะก้าวขึ้นไปชั้นต่อไปได้.

อย่างน้อยต้องสามารถอดทนได้หนึ่งชั่วโมง โดยไม่รู้สึกอะไรซะก่อน.

กล่าวตามตรง เวลานี้ยังไม่มีศิษย์คนใหนที่มีคุณสมบัติพอ.

ดังนั้น การจะก้าวขึ้นไปยังชั้นสองนั้น จึงเป็นงานที่ค่อนข้างหนักทีเดียว.

......

ศิษย์พี่ทั้งสามได้กลายเป็นตัวอย่างแล้ว ทำให้ศิษย์ของสำนักไท่กู่เจิ้งตอนนี้ต้องกลั่นร่างกายอย่างจริงจัง.

การปรับร่างกายกับแรงโน้มถ่วงสิบเท่านั้น ควรจะใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด จากนั้นก็บ่มเพาะวิชาต่าง ๆ ได้อย่างปรกติ.

ที่จริงการกลั่นร่างกายนั้นทำเพียงหนึ่งชั่วโมง ถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่จำเป็นต้องแข็งขืน ไม่ต้องกระทำจนตัวเองหมดเรี่ยวแรง.

หลี่ชิงหยางที่ตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงไม่ได้ไล่ตามขีดจำกัดของตัวเองอีกต่อไป.

ทุก ๆ วันเขาจะกลั่นร่างกายเพียงสองชั่วโมง จากนั้นก็บ่มเพาะวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นและช่วยเจ้าสำนักจัดการงานในสำนักเหมือนเดิม.

ซูเซียวโม่และลี่เฟยตลอดจนคนอื่น ๆ เองก็หันมากระทำตาม.

ในความเห็นของพวกเขา การกลั่นกายเนื้อนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในวิถียุทธ์ พลังวิญญาณเองก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่ต่างกัน.

จากนั้นมาทุกอย่างก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นเหมือนเดิม การพัฒนาของทุกคนที่ก้าวไปในทิศทางที่สมดุล.

อย่างไรก็ตาม.

ยังคงมีเพียงเซียวจุ้ยจื่อและเย่ซิงเฉินที่บ้าคลั่งสุดโต่ง พวกเขาที่ยังไม่ยอมแพ้การกลั่นร่างกายให้ได้หกชั่วโมง.

กับความมุ่งหมายยกระดับกายเนื้อของพวกเขา พลังใจของพวกเขาทั้งสองนั้น เกินล้นจนผิดปรกติ.

จุนซ่างเซียวนั้นไม่ได้คิดจะห้ามทั้งสองแต่อย่างใด ต้องไม่ลืมว่ากายเนื้อที่สุดยอด ย่อมมีทางเลือกในวิถียุทธ์มากกว่าคนอื่น ๆ.

เส้นทางในการฝึกฝนของแต่ละคนนั้นไม่มีใครผิดใครถูก สุดท้ายแล้วเป้าหมายของทุกคนก็คือความแข็งแกร่ง.

......

ในช่วงนี้ จุนซ่างเซียวที่เริ่มแจกจ่ายวิชาฝ่ามือสะบั้นภูผาและ ผนึกเจี่ยหยินให้กับเหล่าศิษย์ได้ฝึกฝนกัน.

ฝ่ามือเปิดภูผานั้นเป็นวิชาฝ่ามือที่ทรงพลังมาก ด้วยการรวบรวมพลังวิญญาณไว้ที่ฝ่ามือและปะทุพลังเพื่อระเบิดภูผา.

ส่วนผนึกเจี่ยหยินนั้นเป็นวิชาในการป้องกัน โดยใช้พลังวิญญาณ สร้างม่านพลังปกคลุมร่างกาย.

วิชาทั้งสองแม้นว่าจะมีระดับไม่ได้สูงนัก ทว่าง่ายในการฝึกฝน และหากฝึกฝนไปจนถึงขั้นสุด ก็จะช่วยยกระดับพลังบ่มเพาะและสนับสนุนการต่อสู้ได้เป็นอย่างมาก.

ภายในห้องหนังสือ.

จุนซ่างเซียวที่นำน้ำยาเปลี่ยนพรสวรรค์เป็นระดับสูงสิบขวดออกมา “ที่หุบเขาแห่งความตาย ผลงานของพวกเจ้าไม่เลว นี่คือน้ำยารับไปซิ.”

จางเหว่ยและกลุ่มศิษย์รากวิญญาณระดับกลางก้าวเข้ามา รับน้ำยาเปลี่ยนพรสวรรค์คนละขวด.

หลังจากที่ดื่มน้ำยาแล้ว รากวิญญาณของพวกเขาก็ยกระดับจากระดับกลางไปยังระดับสูงทันที.

หุบเขาแห่งความตาย หลงจื่อหยางและลี่ยูหัวเองก็แสดงผลงานไม่เลวเช่นกัน แต่เพราะพวกเขาเข้ามาทีหลัง จุนซ่างเซียวจึงเลือกศิษย์ที่เข้ามาก่อน.

ศิษย์มีมากมาย ทรัพยากรมีจำกัด.

จำเป็นต้องมีการคัดสรรเลือกคนที่สมควรที่สุด.

“น้ำยานี้มันอะไรกัน หลังจากดื่มแล้ว รากวิญญาณและพลังบ่มเพาะเพิ่มขึ้นอย่างคาดไม่ถึง!”

“น่าเหลือเชื่อ!”

“เจ้าสำนักมอบน้ำยาที่กลั่นมาจากผลไม้เซียนอย่างงั้นรึ?”

ศิษย์สิบคนที่ตื่นตะลึง.

รากวิญญาณที่ยกระดับขึ้นไปยังระดับสูง ไม่เพียงแค่ทำให้พวกเขาประหลาดใจ หนทางที่จะก้าวไปยังศิษย์สายใน ในอนาคตเปิดขึ้นในทันที.

......

เหล่าศิษย์ที่พลังบ่มเพาะไม่สูงพวกเขา ใช้ได้แค่เครื่องปั้นกล้ามเนื้อและค่ายกลรวมวิญญาณ ไม่สามารถเข้าไปในหอคอยเก็บประสบการณ์ได้.

เกี่ยวกับการฝึกฝนของศิษย์ สำนักไท่กู่เจิ้งจำเป็นต้องยกระดับทั้งวิถียุทธ์และประสบการณ์.

เกี่ยวกับประสบการณ์ถูกแก้ไขได้แล้ว ทว่าปัญหาที่มีตอนนี้คือทรัพยากรในการยกระดับวิถียุทธ์.

ทรัพยากรวิถียุทธ์ก็มีเม็ดยา อาวุธตลอดจนศิลาวิญญาณ.

เม็ดยาและอาวุธด้วยฟังก์ชันปรุงยาและหลอมอุปกรณ์ ส่วนศิลาวิญญาณนั้นนับว่าหายากเอาการ.

ในตลาดนั้น อัตราแลกเปลี่ยน หนึ่งก้อนศิลาวิญญาณเท่ากับเงินหนึ่งหมื่นเหรียญ ด้วยเงินที่เขามีหากว่าแลกเปลี่ยนออกไป ก็จะได้ศิลาวิญญาณหนึ่งพันกว่าก้อน.

ตัวเขาคนเดียวคงดูดซับหมดไปก่อนแล้ว คงไม่มีเหลือพอให้ศิษย์หลายร้อยคนแน่.

“จนจริง ๆ.”

จุนซ่างเซียวที่นั่งอยู่ในห้องหนังสือ บีบกระหมับตัวเองไปมา.

หากไม่มีระเบิดเวลาล่ะก็ เขาคงจะค่อย ๆ ก้าวเดินพัฒนาอย่างเชื่องช้าในต่างโลกได้.

ด้วยชีวิตที่ก้าวเดินอยู่บนเส้นด้าย เจ้าสำนักจุนจึงต้องค้นหาวิธีในการหาทรัพยากรฝึกฝนให้ได้มามากที่สุด.

ที่จริงด้วยหอคอยเก็บประสบการณ์ ก็เพียงพอที่จะให้ศิษย์ของเขาแข็งแกร่งได้อย่างแน่นอน ทว่าการจะทำให้สำนักทรงพลังอย่างรวดเร็วนั้นมันยังไม่พอ!

เส้นตายของภารกิจหลักนั้นเพียงแค่หนึ่งร้อยปี เขาจำเป็นต้องเร่งระดับให้มากที่สุด ไม่สามารถที่จะก้าวไปอย่างเชื่องช้าได้!

“ด้วยเม็ดยาฟื้นฟูจำนวนมาก คงจะพอได้รับเงินทุนอยู่ไม่น้อย.”จุนซ่างเซียวกล่าวเสียงเบา.

เขายังไม่คิดที่จะปล่อยเม็ดยาบูรณะร่างกายออกไปจำนวนมาก.

สิ่งนี้เป็นเม็ดยาที่ต่อต้านสวรรค์ยิ่งกว่าเม็ดยาฟื้นฟู หากขายเป็นจำนวนมาก ย่อมส่งผลทำให้กลุ่มอิทธิพลใหญ่หันมาจับตามองแน่.

ถึงเขาจะต้องการขายยา แต่ก็ไม่ต้องการดึงศัตรูเข้ามาหาด้วยเช่นกัน ในเวลานี้เขายังไม่มีพลังเพียงพอที่จะรับมือนั่นเอง.

“เจ้าสำนัก.”

ในเวลานั้น หลี่ชิงหยางที่ก้าวเข้ามาหา เอ่ยออกไปว่า “ประมุขอ้ายขอพบ.”

มีเรื่องอันใดกัน?

จุนซ่างเซียวเอ่ย “เชิญที่ห้องโถงใหญ่.”

“ครับ.”

......

ประมุขอ้ายได้มาพบเขาก่อนหน้านี้แล้ว เจ้าสำนักจุนจะเดินทางไปยังหุบเขาแห่งความตาย ดังนั้นการมาเยือน เป็นเพราะเขาต้องการให้เจ้าสำนักจุนเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้นะเอง.

“เรื่องนี้......”

หลังจากพอคาดเดาเกี่ยวกับเป้าหมาย ทำให้เจ้าสำนักจุนลังเลเล็กน้อย กล่าวออกไปว่า “ประมุขอ้าย เปิ่นจั้วนั้นมีงานมากมาย คงไม่มีเวลาเข้าร่วมประมูล.”

นี่เขาไม่มีความสนใจเลยจริง ๆ.

“เจ้าสำนักจุน.”

ประมุขอ้ายเอ่ย “มียอดฝีมือและกลุ่มอิทธิพลใหญ่เข้าร่วมงานประมูลในครั้งนี้ มีเหล่าคนจากมนทลอื่น ไม่คิดจะเปิดหูเปิดตาหน่อยรึ?.”

“อีกอย่าง.”

เขาที่หยุดและเอ่ยกล่าวออกมาว่า “มีเจ้าวังเมี่ยวฮัวก็มาด้วย.”

จุนซ่างเซียวเผยท่าทางประหลาดใจ “นี่การประมูลครั้งนี้มีนิกายระดับสี่เข้าร่วมด้วยรึ?”

ประมุขอ้ายที่เผยยิ้มออกมา “เจ้าสำนักจุน ไม่เคยได้ยินเรื่องของเจ้าวังเมี่ยวฮัวอย่างงั้นรึ?”

“ไม่เคยได้ยินเลย.”จุนซ่างเซียวเอ่ย.

ประมุขอ้ายเอ่ย “เจ้าวังเมี่ยวฮัวนั้นก็เหมือนกับเจ้าสำนักจุนง ยังเป็นผู้เยาว์ อีกทั้งยังกล่าวได้ว่าเป็นสตรีที่งดงามมีชื่อเสียงที่สุดของแผ่นดินก็ว่าได้.”

“หืม?”

จุนซ่างเซียวเอ่ย “เจ้าวังเมี่ยวฮัวเป็นสตรีรึ?”

“ไม่ผิด.”

ประมุขอ้ายกล่าว “วังเมี่ยวฮัวนั้นรับศิษย์เพียงสตรีเท่านั้น ถือว่าเป็นสำนักสตรีที่มีน้อยนิดในทวีปชิงหยุน.”

“ยังเยาว์อยู่รึ?”จุนซ่างเซียวเอ่ย.

ประมุขอ้ายเอ่ย “เจ้าวังเมี่ยวฮัวนั้นมีอายุยังไม่ถึง 20 เลยด้วยซ้ำ ทว่ากับมีความงามที่โดดเด่น ที่จะพบเห็นในหมื่นปี.”

“เอิ่ม.”

จุนซ่างเซียวเอ่ยอย่างจริงจัง “ประมุขอ้าย อุตส่าห์มาชวนอย่างจริงจัง หากเปิ่นจั้วปฏิเสธ ดูจะไร้เหตุผลไปหน่อย.”

เขาที่ตัดสินใจในทันที.

เขาต้องการรับรู้ว่าความงามที่ไม่เคยมีมาในหมื่นปีจะเป็นอย่างไร ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาด้วย!

จบบทที่ Chapter 215 ได้รับเชิญจากประมุขอ้ายเพื่อเปิดหูเปิดตา.

คัดลอกลิงก์แล้ว