- หน้าแรก
- ตุน ตุน ตุน วันสิ้นโลกนี้ ฉันคือซอมบี้สุดขี้ตุน
- บทที่ 7 โรงงานผลิตอาหารกระป๋อง
บทที่ 7 โรงงานผลิตอาหารกระป๋อง
บทที่ 7 โรงงานผลิตอาหารกระป๋อง
บทที่ 7 โรงงานผลิตอาหารกระป๋อง
เมื่อสวีตัวตัวได้สติกลับมาอีกครั้ง เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ภายในห้องโดยสารรถยนต์แล้ว
เธอกะพริบตาปริบๆ จ้องมองเพดานรถ
“พี่ฉิน พี่จะพาหัวหน้าห้องตัวน้อยไปด้วยจริงๆ เหรอ? แต่เธอกลายเป็นซอมบี้ไปแล้วนะ!”
“แสงจันทร์ขาวก็คือแสงจันทร์ขาวจริงๆ ไม่ธรรมดาเลย ขนาดกลายเป็นซอมบี้แล้วพี่ยังตัดใจทิ้งไม่ลง แถมซอมบี้ที่หัวหน้าห้องตัวน้อยเปลี่ยนร่างเป็นก็ยังพิเศษไม่เหมือนใครอีก”
“นั่นสิ! ซอมบี้หลับได้ด้วยเหรอ? ทำไมฉันไม่เห็นเคยได้ยินศูนย์บัญชาการพูดถึงเลยว่าซอมบี้ก็หลับได้? ไม่ได้การละ ฉันต้องไปเช็กคู่มือการเอาชีวิตรอดใหม่อีกรอบแล้ว”
...เสียงบทสนทนาดังแว่วมาจากที่นั่งด้านหน้ารถ
แสงไฟภายในรถสลัวมาก
จู่ๆ ก็มีคนชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “ไม่นะ ฉันไม่ได้เจอหัวหน้าห้องตัวน้อยมาตั้งนานแล้ว ต้องขอดูชัดๆ หน่อย เมื่อกี้เห็นแค่แวบเดียวเอง ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลยนะ? เป็นไงบ้างพี่ฉิน? ดูจากท่าทางที่พี่กอดไว้แน่นไม่ยอมปล่อยแบบนี้ หัวหน้าห้องตัวน้อยยังสวยเหมือนเดิมหรือเปล่า?”
ทันใดนั้น ฉินหลั่วก็ยกมือขึ้นผลักเขาออกไป พร้อมพูดด้วยความรำคาญว่า “ไปให้พ้นๆ เลยไป!”
คนอื่นๆ ต่างพากันกลั้นขำ ไหล่สั่นระริกด้วยความขบขัน
“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปล้อเล่นซี้ซั้ว? เทพหลั่วของเราถือศีลอย่างกับพระ เขาไม่ชอบให้ล้อเล่นหรอก แต่พูดก็พูดเถอะพี่ฉิน ที่พวกมันพูดมาก็ไม่ผิดซะทีเดียวนะ”
“เดี๋ยวสิ ลืมไปแล้วเหรอ? ใครกันนะที่เวลาเล่นเกม Truth or Dare ทีไร ก็เอาแต่พูดว่าหัวหน้าห้องตัวน้อยคือรักแรกของตัวเองตลอด?”
“ชิ พวกนายนี่น่ารำคาญจริง ขับรถดีๆ หน่อยได้ไหม?”
สวีตัวตัวมารู้ทีหลังว่าเธอถูกฉินหลั่วกอดเอาไว้โดยมีผ้าห่มห่อตัวอยู่อีกชั้น ดูเหมือนฉินหลั่วจะรำคาญที่โดนเพื่อนล้อจนทนไม่ไหว ก็เลยแหวใส่พวกนั้น แล้วอุ้มสวีตัวตัวหนีมานั่งที่เบาะหลังสุด
เขายอมมานั่งเบียดกับกองเสบียงดีกว่าต้องอยู่ใกล้เจ้าพวกตัวป่วนนี่
เสียงหัวเราะครืนดังขึ้นจากเบาะหน้าอีกครั้ง มีคนแซวฉินหลั่วเรื่องอายุ “ต้องทำตัวน่ารักขนาดนี้เลยเหรอเทพหลั่ว? ฮ่าๆๆๆ”
สวีตัวตัวเองก็นึกขำ ทั้งยังรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปสมัยเรียนมัธยมต้น เสียงเหล่านี้ฟังดูคุ้นหู เธอจับคู่เสียงกับใบหน้าแล้วก็นึกออกว่าพวกเขาคือแก๊งเพื่อนสนิทที่ชอบไปไหนมาไหนกับฉินหลั่ว
พวกเขาคือ หวังเหว่ยหู่, ไป๋ซู่ และเฉินเสี่ยวเฟย เธอแค่คาดไม่ถึงว่าทั้งสามคนจะยังอยู่กับฉินหลั่ว และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยังเหนียวแน่นเหมือนเดิม
“ตื่นแล้วเหรอ? อย่าไปฟังพวกมันพล่ามนะ ฉันก็แค่พูดเอาใจพวกมันตอนเล่นเกม Truth or Dare เท่านั้นแหละ”
จู่ๆ ฉินหลั่วก็ลดเสียงลงกระซิบกับเธอ เสียงพึมพำของเขาน่ารักจริงๆ นั่นแหละ แต่สิ่งที่ทำให้สวีตัวตัวประหลาดใจยิ่งกว่าคือเขารู้ได้ยังไงว่าเธอตื่นแล้ว?
บางทีสีหน้าของเธออาจจะแสดงออกชัดเจนเกินไป ฉินหลั่วจึงชี้ไปที่ดวงตาของตัวเอง “เธอเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการใช่ไหม? เธอเคยอ่านคู่มือการเอาชีวิตรอดมาแล้วนี่นา? ตอนนี้ฉันมองเห็นในที่มืดได้แล้วนะ”
ราวกับได้เจอคนที่เขาจะอวดได้เสียที เขาดีดนิ้วเปาะ ปลายนิ้วมีกระแสไฟฟ้าสีฟ้าแลบแปลบปลาบส่งเสียงดังเปรี้ยะๆ
“ดูสิ หนึ่งในสกิลของฉัน แต่มันยังไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่”
สวีตัวตัวประหลาดใจจริงๆ การได้อ่านในคู่มือก็เรื่องหนึ่ง แต่การได้เห็นมันปรากฏขึ้นจริงตรงหน้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังตื่นเต้นสงสัย ทันใดนั้นตัวรถก็ถูกกระแทกอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงร้องแปร๋นของช้างดังสนั่นมาจากด้านนอก
ถ้าตอนนี้เธอไม่ใช่ซอมบี้ เธอคงขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว
หวังเหว่ยหู่ซึ่งทำหน้าที่ขับรถสบถลั่น “เชี่ย! ช้างหลุดออกมาจากสวนสัตว์หรือไงวะเนี่ย?”
ไป๋ซู่รีบถามทันที “มันกลายพันธุ์หรือเปล่า? ระดับการกลายพันธุ์เท่าไหร่?”
เขาคว้าแท็บเล็ตในมือขึ้นมาตรวจสอบข้อมูลอย่างรวดเร็ว
เฉินเสี่ยวเฟยชำเลืองมองกระจกมองหลังแล้วรายงานด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “การกลายพันธุ์ระดับหนึ่ง แขนขาขยายใหญ่ขึ้น ขนยาวขึ้น และมีลักษณะย้อนยุคดึกดำบรรพ์นิดหน่อย”
ฉินหลั่วเอื้อมมือไปหยิบปืนไรเฟิลซุ่มยิงจากด้านข้างแล้วโยนไปให้ ไป๋ซู่รับปืนแล้วเปิดช่องหลังคารถ ส่วนเฉินเสี่ยวเฟยช่วยจับขาเขาไว้เพื่อทรงตัว
สิ้นเสียงปืนดังรัวเร็วๆ หลายนัด ช้างที่ถูกยิงร้องโหยหวนแต่ยังคงวิ่งไล่ตามรถมาติดๆ แถมยังพุ่งชนรถบัสที่ตามหลังมาด้วย
เสียงกรีดร้องของผู้รอดชีวิตบนรถบัสตระหนกจนแทบเสียสติ โชคดีที่คนขับเป็นคนในทีม แม้จะถูกช้างกลายพันธุ์ชนจนเสียหลักไถลไปครูดกับกำแพงอยู่ครู่หนึ่ง แต่เขาก็ประคองรถกลับมาวิ่งต่อได้สำเร็จ
ฝีมือการยิงปืนของไป๋ซู่ยอดเยี่ยมมาก เขายิงสกัดช้างตัวนั้นจนล้มลงได้ในไม่กี่ชุด “เวรเอ๊ย โชคดีนะที่เป็นแค่ระดับหนึ่ง ไม่งั้นรถไม่กี่คันนี้คงไม่พอให้มันกินเล่นเป็นของว่างแน่!”
หวังเหว่ยหู่ที่ยังคงประคองพวงมาลัยได้อย่างมั่นคงตอบกลับอย่างระอา “ยุคนี้สมัยนี้ แม้แต่ช้างยังหันมากินเนื้อเลยแฮะ”
เฉินเสี่ยวเฟยรับแท็บเล็ตมาบันทึกข้อมูลพลางเอ่ย “นี่แค่เริ่มต้น อีกหน่อยกระต่ายคงกินเด็กเข้าไปทั้งตัวได้สบายๆ”
สวีตัวตัวฟังแล้วรู้สึกสยองพองขน แต่ฉินหลั่วที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับนิ่งสนิท แม้แต่สามคนข้างหน้าก็สงบลงทันทีเมื่อรู้ว่าเป็นแค่สัตว์กลายพันธุ์ระดับหนึ่ง
โลกนี้มันบ้าไปแล้วจริงๆ
“อีกสิบนาทีจะมีพายุฝนฟ้าคะนองข้างหน้า หาที่หลบกันเถอะ”
ฉินหลั่วก้มมองนาฬิกาข้อมูลบนข้อมือแล้วพูดขึ้นทันที อีกสามคนรับรู้โดยอัตโนมัติ และแปดนาทีต่อมา พวกเขาก็มาถึงเขตโรงงานแห่งหนึ่ง หวังเหว่ยหู่และเพื่อนอีกสองคนลงไปเคลียร์พื้นที่จัดการซอมบี้
ส่วนสวีตัวตัวถูกฉินหลั่วจับให้นั่งรออยู่ที่เบาะหลัง ก่อนลงจากรถ เขากำชับเธอว่าห้ามเดินเพ่นพ่าน “กลางคืนในวันสิ้นโลกมันอันตรายมาก ห้ามวิ่งซนเข้าใจไหม? ถ้าออกไปแล้วโดนสัตว์กลายพันธุ์จับตัวไป มันเคี้ยวกรุบคำเดียวหมดตัวเลยนะซอมบี้น้อย”
...ไอ้น้ำเสียงหลอกเด็กนั่นมันอะไรกัน?!
ในใจเธอกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง อับอายจนอยากจะขุดรูมุดหนี
แต่ความเป็นจริงก็คือ...
สวีตัวตัวทำได้แค่นั่งมองเขาเดินจากไปเงียบๆ ในที่สุดเมื่อเสียงประตูปิดลง ก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากด้านนอก พร้อมกับเสียงหอบหายใจและเสียงกรีดร้องของผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ดูเหมือนพวกเขาจะขวัญเสียกันน่าดู
เธอทำอะไรไม่ได้เลย
เธอแสดงสีหน้าซับซ้อนไม่ได้มากนัก มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ยังพอกลอกกลิ้งไปมาได้บ้าง
สิบนาทีต่อมา
จู่ๆ ฉินหลั่วก็กระชากประตูรถเปิดออก ชะโงกหน้าเข้ามาจะกอดเธอ แล้วก็สบเข้ากับดวงตาสีเทาขุ่นที่กลอกไปมาอย่างฉลาดเฉลียวพอดี เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเอื้อมมือมาช้อนตัวเธอเข้าไปในอ้อมกอด “เฮ้ เจ้าตาน้อยคู่นี้ดูฉลาดไม่เบาเลยนะเนี่ย พอกลับไปถึงฐาน ฉันจะให้ศาสตราจารย์จี้ช่วยตรวจดูเธอหน่อย บางทีเธออาจจะกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ไปแล้วก็ได้”
เขาไม่เคยเห็นซอมบี้ระดับเริ่มต้นที่ฉลาดขนาดนี้มาก่อน ไม่กัดคนและไม่ส่งเสียงคำรามบ้าคลั่ง
ฉินหลั่วอุ้มสวีตัวตัวขึ้นมาในท่าเจ้าหญิง เธอทำได้เพียงวาดแขนโอบรอบคอเขาไว้ ท่านี้สบายกว่าตอนถูกพาดบ่าเยอะ เธอเลยกอดเขาแน่นไม่ยอมปล่อย
พื้นที่ในเขตโรงงานถูกเคลียร์จนเรียบร้อยแล้ว นอกจากกองซากซอมบี้บนพื้นและคราบเลือดบางจุด พื้นที่ส่วนอื่นก็ถูกจัดระเบียบจนพอจะใช้อยู่อาศัยได้
หวังเหว่ยหู่กำลังจัดแจงให้ผู้รอดชีวิตหาที่พักผ่อน และคัดเลือกคนทำอาหารเป็นมาเตรียมอาหารง่ายๆ
“พี่ฉิน ในโกดังนั่นยังมีอาหารกระป๋องอีกเพียบเลยที่ยังไม่ปนเปื้อน เราควรแจ้งศูนย์บัญชาการให้ส่งคนมาขนไปไหม?”
เฉินเสี่ยวเฟยที่สำรวจพื้นที่เสร็จแล้วเดินเข้ามาหา พอเห็นฉินหลั่วอุ้มหัวหน้าห้องตัวน้อยเข้ามา เขาก็ขยับเข้าไปกระซิบถาม ยุคนี้เสบียงมีค่ามากกว่าสิ่งใด
แม้พวกเขาจะมีสิทธิ์ได้รับเสบียงก่อนใครในภารกิจ แต่พวกเขามีการ์ดมิติเก็บของไม่มากนัก
สี่คนรวมกันยังมีพื้นที่ไม่ถึงห้าร้อยลูกบาศก์เมตร เก็บของได้แค่นิดเดียวเอง